งานวิจัยใหม่ๆ หลายชิ้นกำลังท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการนินทาเป็นแค่นิสัยเสียและมีแต่ผลลบ เพราะเริ่มมีหลักฐานชี้ว่า การแลกเปลี่ยนเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับคนอื่นอาจส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและช่วยกระชับความสัมพันธ์ในสังคมของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาที่อ้างถึงในรายงานล่าสุดของ Fox News ให้ความเห็นว่า การพูดคุยเรื่องซุบซิบในระดับที่พอเหมาะพอดี อาจเป็นพลังบวกที่คาดไม่ถึงในชีวิตประจำวัน แต่ก็ย้ำเตือนว่า หากทำมากเกินไปก็อาจกลายเป็นผลเสียได้ (Fox News) วารสารทางวิชาการและวิทยาศาสตร์หลายฉบับกำลังพิจารณาธรรมชาติและประโยชน์ที่อาจซ่อนอยู่ของการนินทา ทำให้สังคมอย่างประเทศไทยต้องหันมาทบทวนบทบาทของการพูดคุยที่ไม่เป็นทางการเหล่านี้ในชีวิตชุมชนเสียใหม่
ในวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม เช่นเดียวกับที่อื่นๆ “การนินทา” มักถูกมองในแง่ลบ และถูกเชื่อมโยงกับการสร้างความบาดหมาง ทำลายชื่อเสียง หรือทำให้เสียสมาธิจากเรื่องสำคัญ สุภาษิตไทยที่ว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ก็สะท้อนความเชื่อที่ฝังรากลึกว่าการรู้จักสงบปากสงบคำถือเป็นคุณธรรม อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะในออฟฟิศ โรงเรียน วัด หรือวงสนทนาในครอบครัว เรื่องราวของคนอื่นก็มักถูกหยิบยกมาพูดคุยกันเสมอ ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ปัญหา แต่ในบางคราวก็ให้ความบันเทิง เป็นบทเรียนเตือนใจ หรือแม้แต่ช่วยสร้างความสามัคคีในหมู่คณะได้
สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้น่าขบคิดยิ่งขึ้นคือ มีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าการนินทาส่วนใหญ่กลับมีประโยชน์ในเชิงบวกอย่างน่าสนใจ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ พบว่า การแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือชื่อเสียงของบุคคล สามารถช่วยให้คนในกลุ่มเข้าใจสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น ทำให้รู้ว่าใครน่าไว้ใจ หรือใครที่ควรระวังเป็นพิเศษ (University of Maryland News; BBC Worklife) แทนที่จะเป็นการปล่อยข่าวลือแย่ๆ เพียงอย่างเดียว การนินทาหลายครั้งกลับเป็นการแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์หรือเป็นข้อคิดเตือนใจ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันท่านหนึ่งอธิบายในนิตยสาร Scientific American ว่า “การนินทาทำหน้าที่เหมือน GPS นำทางในสังคม ช่วยให้เราหลบเลี่ยงคนที่ไม่น่าไว้วางใจ และเข้าหาคนที่แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือ” (Scientific American)
งานวิจัยอีกกระแสหนึ่งได้ศึกษาผลกระทบทางอารมณ์ของการนินทา ผลการศึกษาปี 2024 ที่ตีพิมพ์ใน PubMed พบว่า “การนินทาส่งผลดีต่อผู้รับฟังโดยช่วยกระตุ้นการทบทวนตนเองและการเปรียบเทียบทางสังคม” ซึ่งหมายความว่า การได้ยินเรื่องซุบซิบช่วยให้ผู้ฟังได้ประมวลผลประสบการณ์ของตัวเองและทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ซับซ้อนในที่ทำงานหรือโรงเรียนได้ดีขึ้น งานวิจัยยังชี้ด้วยว่า ผู้ที่ได้ฟังเรื่องซุบซิบเกี่ยวกับหัวหน้างาน มีแนวโน้มที่จะรายงานคุณภาพการนอนหลับ อารมณ์ และผลการทำงานที่ดีขึ้น ตราบใดที่ข้อมูลนั้นไม่ได้เป็นการมุ่งร้ายโจมตีอย่างชัดเจน (PubMed) เรื่องนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ที่พบเห็นได้ในออฟฟิศของไทย ที่การแชร์ข่าวคราวเกี่ยวกับผู้บริหารมักช่วยให้คนในทีมรู้สึกเป็นพวกเดียวกันมากขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น หรือตัดสินใจว่าจะจัดการกับสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนอย่างไรให้ดีที่สุด
สิ่งสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำคือ บริบทและเจตนาคือตัวตัดสินความแตกต่าง การนินทาเชิงสร้างสรรค์ เช่น การเตือนเพื่อนร่วมงานถึงการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม หรือการเล่าให้เพื่อนฟังถึงความมีน้ำใจของใครบางคน สามารถช่วยตอกย้ำค่านิยมร่วมกันและส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีได้ อย่างไรก็ตาม การจงใจปล่อยข่าวลวงหรือข่าวลือที่ทำลายชื่อเสียง โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ผู้คนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ทั้งในชุมชนและเครือข่ายโรงเรียน ยังคงสามารถสร้างความทุกข์ใจอย่างรุนแรง และอาจบานปลายไปสู่การกลั่นแกล้งหรือการกีดกันออกจากสังคมได้ ผลกระทบสองด้านนี้เห็นได้ชัดเจนในงานวิจัยเกี่ยวกับสถานที่ทำงานในไทย ซึ่งพบว่าการนินทาเชิงบวกในหมู่หัวหน้างานช่วยลดภาวะหมดไฟและเพิ่มความพึงพอใจในงานของพยาบาลได้ ในทางตรงกันข้าม การพูดคุยในแง่ลบหรือมุ่งร้ายกลับนำไปสู่ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ (PubMed)
ในบริบทของห้องเรียน บทบาทของการซุบซิบก็มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้กัน งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2024 พบว่า เด็กไทยก็เหมือนกับเด็กๆ ทั่วโลก ที่มีความไวต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้ยิน โดยเฉพาะเมื่อต้องประเมินว่าจะเชื่อใจหรือหลีกเลี่ยงใครในกลุ่มเพื่อน การศึกษาตั้งข้อสังเกตว่า เด็กๆ จะประเมินอย่างรวดเร็วว่ามีคนกี่คนที่พูดเรื่องเดียวกัน ก่อนจะตัดสินใจเชื่อหรือทำตามข้อมูลนั้น ซึ่งน่าจะเป็นกลไกการปรับตัวเชิงวิวัฒนาการที่ช่วยให้เด็กหลีกเลี่ยงการถูกหลอกหรือความเสี่ยงทางสังคม (PubMed) ครูและครูแนะแนวในโรงเรียนไทยเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า การทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องซุบซิบในโรงเรียนนั้นไม่ได้ผล และกำลังพยายามปรับเปลี่ยนทิศทางการพูดคุยเหล่านี้ให้เป็นการสนับสนุนเพื่อนในเชิงบวก แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นข่าวลือที่ไม่เหมาะสม
หลักพุทธธรรมของไทยที่เน้นเรื่องสัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) และความสามัคคี ก็นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจ แม้คำสอนจะแนะนำให้หลีกเลี่ยง “มุสา” (คำโกหก) หรือคำพูดที่สร้างความแตกแยก แต่ในทางปฏิบัติก็ยอมรับว่าบางครั้งการพูดถึงผู้อื่นก็เป็นสิ่งจำเป็น เช่น เพื่อขอคำแนะนำหรือเพื่อเตือนภัย ตัวอย่างเช่น ชุมชนสงฆ์หลายแห่งใช้วิธีการสนทนากลุ่มเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างบุคคลอย่างอ้อมๆ โดยใช้เรื่องเล่าเปรียบเทียบหรือการบอกใบ้ แทนที่จะเผชิญหน้ากันโดยตรง ในแง่นี้ การนินทาบางรูปแบบจึงอาจถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมโดยไม่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดเกินไป
นักสังคมศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับสังคมไทยมองว่า ข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าเชิงปรับตัวของการนินทา ในโครงสร้างสังคมไทยที่ผู้คนเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในระดับหมู่บ้านและชุมชนเมือง การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการช่วยให้ข้อมูลสำคัญแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคระบาด อาชญากรรมในท้องถิ่น โอกาสทางอาชีพ หรือความไม่ชอบมาพากลของเจ้าหน้าที่ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การสนทนาในกลุ่ม Line, Facebook และเว็บบอร์ดต่างๆ ได้ขยายขอบเขตและผลกระทบของปรากฏการณ์นี้ให้กว้างไกลขึ้น ซึ่งส่งผลทั้งในแง่บวกและลบ ตัวอย่างเช่น นักจิตวิทยาคลินิกในกรุงเทพฯ สังเกตว่า การซุบซิบออนไลน์ในระดับที่พอเหมาะสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้ แต่การปล่อยข่าวลือที่ควบคุมไม่ได้ในช่วงวิกฤต (เช่น การระบาดของโควิด-19) ก็กลับกระตุ้นให้เกิดความตื่นตระหนกและข้อมูลที่บิดเบือนได้ง่าย
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า แทนที่จะพยายามกำจัดการนินทาให้หมดไป ควรมองหาวิธีนำศักยภาพด้านบวกมาใช้ประโยชน์มากกว่า ในโรงเรียนและบริษัทของไทย นักให้คำปรึกษาและผู้จัดการฝ่ายบุคคลบางส่วนเสนอแนะให้มีช่องทางที่เป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้พนักงานและนักเรียนสามารถแบ่งปันข้อกังวลที่สมเหตุสมผลได้ เช่น ผ่านระบบแสดงความเห็นโดยไม่เปิดเผยตัวตน หรือวงจรการพูดคุยเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ (restorative circles) วิธีการเหล่านี้เปิดโอกาสให้แสดงความกังวลและแจ้งเตือนปัญหา โดยไม่ต้องหันไปพึ่งพาการปล่อยข่าวลือที่อาจสร้างความเสียหาย “หัวใจสำคัญ” ตามความเห็นของนักจิตวิทยาองค์กรท่านหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์กับ BBC คือ “การส่งเสริมความโปร่งใสและความเห็นอกเห็นใจ ควบคู่ไปกับการลดทอนการนินทาที่มุ่งร้ายหรือไร้มูลความจริง” (BBC Worklife)
สำหรับผู้อ่านและผู้นำชุมชนชาวไทย ข้อคิดเหล่านี้เปิดมุมมองให้เราได้ไตร่ตรอง แทนที่จะตีตราว่าการนินทาเป็นสิ่งเลวร้ายที่ต้องกำจัดให้สิ้นซาก เราอาจมองว่ามันเป็นเครื่องมือทางสังคมอย่างหนึ่งที่มีศักยภาพในการสร้างความไว้วางใจ ชี้แจงบรรทัดฐานทางสังคม และสนับสนุนเกื้อกูลกันได้ สิ่งที่ควรทำอาจไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการนินทาทุกรูปแบบ แต่คือการสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการพูดคุยที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และรู้เท่าทันการพูดคุยที่อาจสร้างความเสียหาย นักวิจัยชี้ว่า หากใช้อย่างมีสติและถูกจังหวะ การซุบซิบเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มให้สังคมไทยมีสุขภาพดี มีความสุข และสามัคคียิ่งขึ้นได้
แหล่งข้อมูล: Fox News, Scientific American, University of Maryland News, BBC Worklife, PubMed