นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องความจำได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ได้ไขความกระจ่างเกี่ยวกับ “ชาเมส์วู” (jamais vu) ซึ่งเป็นความรู้สึกแปลกพิลึกที่จู่ๆ ของที่คุ้นเคยก็ดูไม่คุ้นตาหรือแปลกประหลาดไปซะอย่างนั้น แม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับปรากฏการณ์ชวนขนลุกอย่าง “เดจาวู” (déjà vu) หรือความรู้สึกเหมือนเคยเจอเหตุการณ์นี้มาแล้ว แต่ชาเมส์วู อาการตรงข้ามที่คนไม่ค่อยรู้จัก กลับน่าฉงนยิ่งกว่า และบรรดานักวิจัยชี้ว่ามันอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของสมองมนุษย์ได้ (ScienceAlert)

งานวิจัยชิ้นล่าสุด ที่เพิ่งคว้ารางวัลอิกโนเบล (Ig Nobel Prize) สาขาวรรณกรรมมาหมาดๆ เผยว่าเราสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการชาเมส์วูในห้องทดลองได้ไม่ยากเลย เพียงแค่ให้อาสาสมัครพูดคำบางคำซ้ำๆ เช่นคำว่า “ประตู” หรือ “the” วนไปเรื่อยๆ พอพูดซ้ำไปได้ประมาณหนึ่งนาที อาสาสมัครเกือบ 70% ก็รายงานว่ารู้สึกไม่คุ้นเคยกับคำนั้นอย่างรุนแรงจนต้องหยุดพูดไปเอง ให้เหตุผลประมาณว่า “มันรู้สึกแปลกๆ เหมือนไม่ใช่คำจริงๆ แต่เป็นคำที่คนอื่นหลอกให้เราคิดว่าเป็นอย่างนั้น” ผลการวิจัยนี้ยิ่งตอกย้ำว่า ชาเมส์วูอาจเป็นเหมือนหน้าต่างที่ทำให้เรามองเห็นระบบตรวจสอบความเป็นจริงในสมอง ซึ่งเป็นกลไกที่คอยป้องกันไม่ให้เราติดอยู่ในวังวนของกิจกรรมซ้ำซากที่ไร้ความหมาย

สำหรับคนไทยเรา งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นแง่มุมของการรับรู้ที่ไม่ได้เป็นเรื่องสากลเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่เราคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่ซ้อมรำไทยท่าเดิมซ้ำๆ พนักงานออฟฟิศที่เดินเข้าสถานีรถไฟฟ้าสถานีเดิมทุกวัน หรือชาวพุทธที่สวดมนต์บทเดิมๆ การทำอะไรซ้ำๆ แบบนี้แหละที่อาจทำให้เกิดอาการชาเมส์วูได้เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นชั่วขณะ แต่ก็ชวนให้ใจปั่นป่วนว่าสิ่งที่คุ้นเคยกลับดูแปลกหน้าไปเสียอย่างนั้น

ทีมวิจัยที่ทำการศึกษานี้ ได้ทดลองให้นักศึกษาระดับปริญญาตรี 94 คน เขียนคำศัพท์ทั่วไปซ้ำๆ กัน แล้วก็พบว่าสามในสี่ของอาสาสมัครต้องหยุดเขียนไปในที่สุด เพราะเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของอาการชาเมส์วู โดยทั่วไปแล้ว อาการนี้จะเริ่มปรากฏหลังจากการเขียนซ้ำไปประมาณ 33 ครั้ง และคำที่คุ้นเคยมากๆ มักจะกระตุ้นให้เกิดอาการนี้ได้เร็วกว่า ในการทดลองครั้งที่สอง ซึ่งใช้เพียงคำว่า “the” คำเดียว อาสาสมัครกว่าครึ่งก็รายงานว่าเกิดอาการชาเมส์วูอีกครั้ง แต่คราวนี้เกิดขึ้นหลังจากการเขียนซ้ำไปประมาณ 27 ครั้ง การทดลองง่ายๆ เหล่านี้สะท้อนประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเราได้เป็นอย่างดี ที่ความซ้ำซากจำเจสามารถกระตุ้นความรู้สึกเหมือนหลุดออกจากความเป็นจริงได้

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะมีหลักฐานย้อนกลับไปได้กว่าศตวรรษ ย้อนไปเมื่อปี 1907 นักจิตวิทยายุคบุกเบิกเคยอธิบายไว้ว่า การจ้องมองคำศัพท์เป็นเวลาหลายนาที จะทำให้คำเหล่านั้นสูญเสียความหมายและดูเหมือนแตกสลายไปในการรับรู้ของเรา อย่างไรก็ดี งานวิจัยล่าสุดได้ชี้ไปที่ภาวะ “ความอิ่มตัว” (satiation) หรือการที่ระบบประมวลผลในสมองของเราทำงานหนักเกินไป จนทำให้ความหมายและความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ มันเลือนหายไป ว่าเป็นกลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังอาการนี้ นักวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลว่ากระบวนการนี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่สำคัญ กล่าวคือ เมื่อการรับรู้ของเราเริ่มทำงานแบบอัตโนมัติมากเกินไป ชาเมส์วูก็จะทำหน้าที่เหมือนสัญญาณเตือนภัย ให้เรากลับมาตรวจสอบความเป็นจริงอีกครั้ง มันเป็นวิธีที่สมองใช้ดึงเราออกจากสภาวะ “สมองทำงานอัตโนมัติ” (autopilot) และช่วยให้เรากลับมามีสมาธิจดจ่อได้อีกครั้ง

หากมองในมุมวัฒนธรรมไทย ปรากฏการณ์นี้อาจทำให้เราเข้าใจความรู้สึกอึดอัดใจที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการนั่งสมาธิเป็นเวลานานๆ หรือการสวดมนต์ซ้ำๆ ได้ลึกซึ้งขึ้น เช่นเดียวกัน นักเรียนที่กำลังคร่ำเคร่งอ่านหนังสือสอบอาจจะคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ดี เมื่อคำที่เขียนซ้ำไปซ้ำมา เช่นคำว่า “อุปทาน” กลับดูไม่คุ้นตา หรือเผลอคิดไปว่าสะกดผิด ทั้งๆ ที่สะกดถูกแล้ว นักดนตรีไทยที่ซ้อมท่อนเพลงเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็อาจมีอาการหลุดหรือลืมไปชั่วขณะ รู้สึกว่าดนตรีท่อนนั้นมันฟังดูแปลกแยกไปจากที่เคยเป็น อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องแปลกประหลาดน่าฉงนเท่านั้น แต่มันเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าระบบการรับรู้ของเรานั้นยืดหยุ่นและสามารถตรวจสอบตัวเองได้ดีแค่ไหน

งานวิจัยเกี่ยวกับภาวะที่เกี่ยวข้องอย่างโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ก็สนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน โดยพบว่าคนที่คอยเช็คลูกบิดประตูหรือวาล์วแก๊สซ้ำๆ อาจเข้าสู่สภาวะคล้ายชาเมส์วู ที่ทำให้ความรู้สึกต่อความเป็นจริงมัน “เลื่อนหลุด” ไป จนไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ทำสิ่งนั้นเสร็จไปแล้วหรือยัง ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้พวกเขาติดอยู่ในวังวนของความวิตกกังวลที่ต้องคอยตรวจสอบซ้ำๆ ไม่รู้จบ ความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์การรับรู้ (cognitive neuroscience) ที่อธิบายกลไกของชาเมส์วูนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเข้าใจประสบการณ์ที่ดูเหมือนธรรมดาทั่วไป แต่ยังอาจนำไปสู่แนวทางการรักษาผู้ที่มีปัญหาระบบตรวจสอบความเป็นจริงทำงานผิดปกติได้อีกด้วย (The Conversation)

ผลวิจัยล่าสุดยังเชื่อมโยงไปถึง “ปรากฏการณ์การเปลี่ยนรูปของคำพูด” (verbal transformation effect) ที่การพูดคำบางคำซ้ำๆ เช่น คำว่า “ไกล” อาจทำให้ผู้ฟังได้ยินเพี้ยนไปเป็นคำอื่น เช่น “ใคร” หรือ “ไก่” ไปเลยก็ได้ ความยืดหยุ่นทางความคิดแบบนี้ แม้จะทำให้รู้สึกแปลกๆ ในช่วงสั้นๆ แต่มันก็ช่วยส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวและความคิดสร้างสรรค์ของจิตใจในระยะยาว

สำหรับสังคมไทยเราที่มีวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบท่องจำ การสวดมนต์ และการฝึกฝนอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นในวัด วงดนตรี หรือสำนักศิลปะป้องกันตัว การทำความเข้าใจเรื่องชาเมส์วูจะช่วยให้เห็นทั้งคุณค่าและความเสี่ยงทางจิตใจของการทำอะไรซ้ำๆ การตระหนักรู้ถึงปรากฏการณ์นี้ สามารถนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและการฝึกสติในห้องเรียนและวัดต่างๆ ในบ้านเราได้ โดยสนับสนุนให้มีการหยุดพักเป็นช่วงๆ สลับปรับเปลี่ยนกิจกรรม และการทบทวนไตร่ตรอง เพื่อไม่ให้สมองรับภาระหนักจนเกินไป

สำหรับงานวิจัยในอนาคต นักประสาทวิทยาเน้นย้ำว่า ชาเมส์วูยังเป็นเรื่องที่ถูกศึกษาน้อยมาก เมื่อเทียบกับเดจาวูที่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง จำเป็นต้องมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น เพื่อจำแนกความแตกต่างของความไวต่อปรากฏการณ์นี้ ทั้งในระดับบุคคล วัฒนธรรม และภาษา โดยหวังว่าความเข้าใจเกี่ยวกับ “ความบกพร่องในการตรวจสอบความเป็นจริง” นี้ จะนำไปสู่การพัฒนาความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

สำหรับนักเรียน นิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ และคนทำงานชาวไทยทุกคน มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยรับมือกับอาการชาเมส์วูในเชิงบวกได้ คือ เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าสิ่งที่คุ้นเคยมันเริ่มดูแปลกไปเพราะทำซ้ำๆ ให้ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนจากสมอง ให้เราลองหยุดพัก หายใจลึกๆ แล้วกลับมาตั้งสติกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง การลองปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้มีความหลากหลายบ้าง และการถอยออกมามองภาพรวมเป็นพักๆ จะช่วยป้องกันความเหนื่อยล้าทางสมอง และช่วยให้เรามีมุมมองที่สดใหม่และหนักแน่นขึ้นได้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการอ่านเพิ่มเติม: