งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต (Arizona State University) ได้เปิดประเด็นน่าคิดถึงต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของการพูดคุยอย่างสุภาพกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่าง ChatGPT ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องน่าสนใจในสหรัฐฯ แต่ยังเกี่ยวโยงถึงประเทศไทยที่กำลังนำ AI มาใช้อย่างกว้างขวาง ทั้งในแวดวงการศึกษา บริการลูกค้า หรือแม้แต่การบริหารงานภาครัฐ ศาสตราจารย์จากคณะคอมพิวเตอร์และปัญญาสร้างเสริม (School of Computing and Augmented Intelligence) แห่งมหาวิทยาลัยดังกล่าว ชี้ว่า ทุกครั้งที่เราคุยกับแชทบอท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการพิมพ์ “ค่ะ/ครับ” “ขอบคุณ” หรือบทสนทนาที่ยาวกว่านั้น ล้วนไปกระตุ้นการประมวลผลอันซับซ้อนในโครงข่ายประสาทเทียมขนาดใหญ่ ซึ่งกินทั้งทรัพยากรและพลังงานอย่างมหาศาล (KTAR News)
สำหรับคนไทย งานวิจัยนี้ยิ่งดูใกล้ตัวเข้าไปอีก ในยุคที่แชทบอท AI แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่คอลเซ็นเตอร์ของธนาคารไปจนถึงผู้ช่วยสอนภาษาในห้องเรียน การเติบโตแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีเหล่านี้กลับมาพร้อมต้นทุนที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง นั่นคือ ทุกถ้อยคำสุภาพหรือคำพูดติดปาก แม้จะมีเจตนาดีแค่ไหน ก็ล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายในโลกความเป็นจริง ทั้งในแง่การใช้ไฟฟ้าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี เพราะไม่นานมานี้ ผู้ก่อตั้ง OpenAI เพิ่งออกมาให้ความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียว่า บริษัทต้องเสียเงินหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อปีไปกับการรองรับ “คำพูดสุภาพ” ที่ผู้ใช้ทั่วโลกคุยกับแชทบอท AI
เจาะลึกลงไปในรายละเอียด ผู้เชี่ยวชาญจากแอริโซนาอธิบายว่า ทุกวลีที่เราป้อนให้แชทบอท ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งสั้นๆ หรือคำทักทายอย่างนอบน้อม จะถูกแปลงเป็นข้อมูลทางคณิตศาสตร์ ก่อนส่งไปประมวลผลในโครงข่ายประสาทเทียมขนาดยักษ์ เครือข่ายเหล่านี้ไม่ได้ดูแค่ข้อความนั้นๆ แต่จะพิจารณาบริบททั้งหมดของบทสนทนา ทำให้แยกแยะได้ว่า คำว่า “ขอบคุณ” เป็นการประชดหรือเป็นการขอบคุณจริงๆ ทุกขั้นตอนของการวิเคราะห์นี้ต้องใช้พลังในการประมวลผล ซึ่งเมื่อรวมกันจากผู้ใช้งานนับล้านทั่วโลกในแต่ละวัน ก็กลายเป็นการใช้พลังงานปริมาณมหาศาล
ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจ ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data centers) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโมเดล AI กำลังผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ แต่ก็มักตามมาด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่ากังวล ตัวอย่างเช่น ในรัฐแอริโซนา การก่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความห่วงใยเรื่องผลกระทบต่อแหล่งน้ำในพื้นที่และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (KTAR News) ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญความท้าทายคล้ายกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวทำให้จำนวนศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมาก ประกอบกับแผนของรัฐบาลที่ต้องการสร้างเมืองอัจฉริยะและขยายเครือข่าย 5G ยิ่งทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงสร้างพื้นฐาน AI มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ AI กำลังเข้ามาพลิกโฉมประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยแพทย์บันทึกข้อมูลคนไข้ การให้บริการแปลภาษาแก่นักท่องเที่ยว หรือช่วยตรวจการบ้านให้นักเรียน การปฏิบัติต่อแชทบอทเหมือนเป็นมนุษย์ก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในวัฒนธรรมไทยที่ความสุภาพและภาษาที่เป็นทางการหยั่งรากลึกในชีวิตประจำวัน การใช้มารยาททางสังคมกับผู้ช่วยดิจิทัลจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แม้นิสัยนี้อาจช่วยให้การพูดคุยดูราบรื่น แต่ผลวิจัยจากแอริโซนากลับชี้ให้เห็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจ: ความสุภาพตามวัฒนธรรม ซึ่งเคยเป็นเรื่องปกติในการคุยกันต่อหน้า บัดนี้กลับอาจมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกเมื่อนำมาใช้กับ AI
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้ต้นทุนด้านการประมวลผลและค่าใช้จ่ายจะสูง แต่การแสดงความสุภาพก็อาจไม่ใช่เรื่องเสียเปล่าไปทั้งหมด ตามที่ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ท่านเดิมให้ความเห็นไว้ การให้ฟีดแบ็กเชิงบวก เช่น การใช้ภาษาที่สุภาพ อาจช่วยให้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) เรียนรู้ที่จะทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การลดความต้องการพลังงานในระยะยาวได้ ชุมชน AI ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาสถาปัตยกรรมและอัลกอริทึมใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่หนักหน่วงของระบบ AI ในปัจจุบัน
ในบริบทของไทย ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการและสมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย (Thai Artificial Intelligence Association) ตั้งข้อสังเกตว่า ความตระหนักรู้เรื่องความยั่งยืนทางดิจิทัลยังค่อนข้างจำกัดในหมู่ผู้ใช้และนักพัฒนา AI ธุรกิจจำนวนมากที่เร่งนำแชทบอทมาใช้อาจมองข้ามต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของระบบเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใช้โต้ตอบกับระบบด้วยภาษาที่สุภาพตามธรรมเนียม นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนำในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งอธิบายว่า “เรามักจะโฟกัสไปที่ประโยชน์เฉพาะหน้าของ AI เช่น ความสะดวกสบาย การประหยัดต้นทุน หรือการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบโดยรวมของการโต้ตอบอย่างสุภาพนับล้านๆ ครั้งในแต่ละวัน มันเป็นต้นทุนแฝงที่กำลังจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ AI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น”
ในเชิงวัฒนธรรม ค่านิยมแบบไทยๆ อย่าง “สบายๆ” (การใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขและเป็นมิตร) และ “ความเกรงใจ” (ความเคารพและการสื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจ) อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้คนไทยมีแนวโน้มจะคุยกับ AI เหมือนคุยกับคนจริงๆ แต่จากผลวิจัยล่าสุด ก็มีเหตุผลที่น่าสนับสนุนให้เกิดการพัฒนา “มารยาทดิจิทัล” (digital etiquette) ที่ผู้ใช้ควรตระหนักถึงผลกระทบจากการสนทนาที่ไม่จำเป็น แม้จะเป็นการคุยกับเครื่องจักรก็ตาม
ทั่วโลกกำลังพยายามทำให้ AI มีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการพัฒนานวัตกรรมฮาร์ดแวร์ เทคนิคการระบายความร้อนที่ดีขึ้นสำหรับศูนย์ข้อมูล และการสร้างโมเดล AI ใหม่ๆ ที่ใช้ทรัพยากรน้อยลงแต่ให้ผลลัพธ์เท่าเดิมหรือดีกว่า (PCMag) ความก้าวหน้าเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อภาคเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตของไทย ช่วยลดทอนต้นทุนบางส่วนที่เกิดจากการนำ AI มาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลกำลังผลักดันบริการภาครัฐอัจฉริยะและเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มแข็ง (Bangkok Post) ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าภายในทศวรรษหน้า ความต้องการพลังงานของระบบ AI อาจลดลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง แม้ว่าปริมาณการโต้ตอบของผู้ใช้จะยังคงเพิ่มขึ้นก็ตาม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการลงทุนและความตระหนักรู้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองไปข้างหน้า เส้นทางสู่ AI ที่ยั่งยืนในประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างสมดุลอันละเอียดอ่อนระหว่างการใช้ประโยชน์จากแชทบอทที่สุภาพและใช้ง่าย กับการจัดการต้นทุนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่มองไม่เห็น ดังที่เจ้าหน้าที่จากสมาคมอุตสาหกรรม AI ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “เรากำลังอยู่บนทางเลือกว่า จะให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อใช้ระบบเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือจะเสี่ยงต่อการมีส่วนร่วมในวงจรของต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม”
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริง มีดังนี้:
- ลองสังเกตดูว่า คุณคุยกับแชทบอท AI บ่อยแค่ไหน และด้วยลักษณะการสนทนาแบบใด
- ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐเลือกใช้และลงทุนในโซลูชัน AI ที่ประหยัดพลังงานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
- สนับสนุนการวิจัยและการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบทางดิจิทัลจากการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง
- ทำความเข้าใจว่า แม้แต่การกระทำเล็กๆ น้อยๆ อย่างการกล่าว “ขอบคุณ” กับแชทบอท ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่ามากซึ่งมีผลกระทบสะสม
- เข้าร่วมการพูดคุยเรื่องมารยาทดิจิทัล ซึ่งควรขยายขอบเขตไปไกลกว่าแค่การสื่อสารระหว่างมนุษย์ และรวมถึงความสัมพันธ์ของเรากับเทคโนโลยีด้วย
ด้วยการผสมผสานบทเรียนเหล่านี้เข้ากับวัฒนธรรมประเพณีอันแข็งแกร่งของไทยในด้านความปรองดองทางสังคมและนวัตกรรมที่มองการณ์ไกล ทั้งในระดับบุคคล ธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย เราสามารถร่วมกันสร้างอนาคตดิจิทัลที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่สุภาพต่อกัน แต่ยังรับผิดชอบต่อโลกของเราด้วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้อ่านสามารถดูรายงานฉบับเต็มได้จาก KTAR News, PCMag และบทวิเคราะห์ทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง