มีงานวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่มีทัศนคติลบเป็นประจำ สามารถส่งผลกระทบอย่างมากและยาวนานต่อลูกๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อพฤติกรรมและความเป็นอยู่ที่ดีไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ บทความล่าสุดใน Parade ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากนักจิตวิทยา ซึ่งระบุว่า ผู้ที่เติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้มักแสดงรูปแบบทางอารมณ์และพฤติกรรมที่ชัดเจน ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องครั้งใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศให้หันมาจัดการกับผลกระทบข้ามรุ่นของทัศนคติเชิงลบของผู้ปกครองต่อสุขภาพจิต Parade
ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจในสังคมไทย ที่ซึ่งความผูกพันในครอบครัวและความเคารพผู้ใหญ่เป็นค่านิยมสำคัญ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยใหม่ชี้ว่า สภาพแวดล้อมในบ้านที่เต็มไปด้วยคำวิจารณ์ การมองโลกในแง่ร้าย หรือความคิดลบๆ อาจสร้างปัญหาท้าทายระยะยาวให้เด็กโดยไม่รู้ตัว ปัญหาเหล่านี้อาจแสดงออกมาในรูปของการไม่มั่นใจในตัวเอง ความวิตกกังวลเรื้อรัง ความยากลำบากในการสร้างความสัมพันธ์ หรือมีแนวโน้มที่จะมองโลกในแง่ร้าย ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตและความสำเร็จในชีวิต
ผู้เชี่ยวชาญที่อ้างถึงในบทความ ซึ่งรวมถึงนักจิตวิทยาคลินิกและผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็ก ได้ระบุลักษณะเด่น 12 ประการที่มักพบในผู้ใหญ่ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่มองโลกในแง่ลบอย่างมาก ลักษณะที่พบบ่อยคือ การมีเสียงวิจารณ์ตัวเองในหัวอยู่ตลอดเวลา ความกลัวความล้มเหลวอย่างรุนแรง การมองโลกในแง่ร้ายเป็นนิสัย และปัญหาในการไว้ใจผู้อื่น นักจิตวิทยาอธิบายว่า ทัศนคติเชิงลบที่พ่อแม่แสดงออกอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือน “การหล่อหลอมทางอารมณ์” ที่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างมุมมองต่อโลกของเด็กอย่างละเอียดอ่อนแต่แผ่ซ่านไปทั่ว
นักบำบัดครอบครัวและการสมรสชั้นนำของไทยท่านหนึ่งยืนยันว่า ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับสิ่งที่พบเห็นในแวดวงสุขภาพจิตของไทย ซึ่งปมปัญหาจากทัศนคติลบในวัยเด็กที่ไม่ได้รับการแก้ไข มักจะผุดขึ้นมาอีกครั้งในช่วงที่ประสบปัญหาความสัมพันธ์หรือการงาน “ผู้ใหญ่จำนวนมากมารับคำปรึกษาเรื่องความวิตกกังวลหรือความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่ำ เพียงเพื่อจะพบว่ารากของปัญหาย้อนกลับไปถึงสิ่งที่พวกเขาซึมซับมาจากพ่อแม่ที่ชอบตำหนิหรือมองโลกในแง่ร้ายมากเกินไป” นักบำบัดซึ่งปฏิบัติงาน ณ ศูนย์ให้คำปรึกษาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าว
ผลกระทบทางจิตใจไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องส่วนตัว แต่ยังส่งผลต่อสังคมในวงกว้าง การศึกษาในวารสาร Journal of Child Psychology and Psychiatry ชี้ว่า เด็กที่โตในบ้านที่มีความขัดแย้งสูงหรือบรรยากาศเป็นลบ มีความเสี่ยงสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญที่จะเผชิญภาวะซึมเศร้า การติดสารเสพติด และปัญหาด้านการเรียนในภายหลัง Cambridge University Press ในประเทศไทย กรมสุขภาพจิตสังเกตเห็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของคนหนุ่มสาวที่รายงานอาการเครียดและวิตกกังวล ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในครอบครัวช่วงวัยเด็ก กรมสุขภาพจิต ประเทศไทย
บทความเน้นย้ำว่า เด็กในสภาพแวดล้อมเชิงลบอาจอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์เป็นพิเศษ ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะไม่กล้าเสี่ยงอย่างเหมาะสม หรือไม่กล้าไขว่คว้าโอกาสใหม่ๆ “เราจะเห็นพฤติกรรมแบบนี้ได้ในห้องเรียน ที่นักเรียนสงสัยในความสามารถของตัวเอง หรือกลายเป็นคนเก็บตัวเพราะกลัวว่าจะทำให้ครูผิดหวังหรือทำอะไรผิดพลาด” ที่ปรึกษาอาวุโสประจำโรงเรียนนานาชาติชั้นนำแห่งหนึ่งในไทยอธิบาย รูปแบบพฤติกรรมดังกล่าวอาจยิ่งแย่ลงจากแรงกดดันด้านการเรียนและจากเพื่อนฝูง โดยเฉพาะในระบบการศึกษาไทยที่มีการแข่งขันสูง
ในอดีต วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการประนีประนอมในครอบครัวและการรักษาท่าที ซึ่งบางครั้งทำให้การแสดงออกหรือการพูดคุยถึงปัญหาทางอารมณ์มีน้อยกว่าความเป็นจริง หรือมีการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง แม้ว่าความเคารพผู้ใหญ่ยังคงเป็นรากฐานสำคัญ แต่ปัจจุบัน นักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทยเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า รูปแบบการสื่อสารแบบเดิมๆ บางอย่าง เช่น การตำหนิอย่างรุนแรง หรือการควบคุมที่เข้มงวด อาจต้องมีการทบทวนในมุมมองของงานวิจัยทางจิตวิทยาสมัยใหม่
ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติแนะนำแนวทางปฏิบัติหลายประการสำหรับบุคคลและครอบครัวที่ต้องการหยุดวงจรนี้ การพูดคุยกันอย่างเปิดอก การให้กำลังใจเชิงบวก และการเลี้ยงดูอย่างมีสติ คือหัวใจสำคัญ สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ การบำบัดและกลุ่มสนับสนุนสามารถเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการแก้ไขรูปแบบความคิดเชิงลบและสร้างความเข้มแข็งทางใจ (resilience)
โครงการรณรงค์สร้างความตระหนักของกระทรวงสาธารณสุขไทยเมื่อเร็วๆ นี้ พยายามลดอคติต่อการขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต โดยกระตุ้นให้พ่อแม่ ครู และผู้ดูแล สร้างบรรยากาศทางอารมณ์เชิงบวกที่บ้านและโรงเรียน “การช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ และการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเป็นกุญแจสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กไม่จำเป็นต้องกำหนดชีวิตทั้งชีวิต” นักจิตวิทยาเด็กจากมหาวิทยาลัยมหิดลท่านหนึ่งกล่าว
ในอนาคต ผลกระทบด้านสุขภาพจิตจากการเลี้ยงดูเชิงลบในวัยเด็กมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นประเด็นสำคัญระดับชาติ ขณะที่สังคมไทยหันมาให้ความสำคัญกับความต้องการทางอารมณ์ของเยาวชนมากขึ้น ด้วยงานวิจัยที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับบาดแผลทางใจข้ามรุ่นและความเป็นอยู่ที่ดีทางอารมณ์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคการศึกษา สาธารณสุข และบริการครอบครัว กำลังทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อเฟื้อเกื้อหนุนมากขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไปของประเทศไทย
สำหรับผู้อ่านชาวไทย แนวทางที่ทำได้คือ การทบทวนประสบการณ์การเลี้ยงดูของตนเอง การมองหาเครือข่ายที่สนับสนุน และการเปิดใจสื่อสารกันในครอบครัว แหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น สายด่วนให้คำปรึกษา เวิร์กช็อปด้านสุขภาพจิต และโครงการอบรมพ่อแม่ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จัดโดยโรงพยาบาลและหน่วยงานภาครัฐ มีให้เข้าถึงได้มากขึ้นและควรใช้ประโยชน์ โปรดจำไว้ว่า การสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกในวันนี้ สามารถสร้างอนาคตที่แข็งแรงและมั่นคงทางใจมากขึ้นสำหรับเด็กและสังคมโดยรวมได้
แหล่งข้อมูล: Parade, Journal of Child Psychology and Psychiatry, กรมสุขภาพจิต ประเทศไทย