ปัลลังกวิมาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๓. ปัลลังกวิมาน
ว่าด้วยวิมานที่มีบัลลังก์สวยงามเกิดแก่หญิงผู้ประพฤติธรรม
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดานั้นด้วยคาถาว่า)
[๓๐๗] เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก เธอแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้หลายรูปแบบ อยู่บนบัลลังก์วิมานอันเลอเลิศ น่านอน โอ่โถง วิจิตรด้วยแก้วมณีและทองคำ เรี่ยรายด้วยดอกไม้
[๓๐๘] อนึ่ง รอบข้างเธอมีเทพอัปสรเหล่านี้ฟ้อนรำขับร้องให้บันเทิงใจอยู่เสมอ เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก เมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไรไว้ จึงได้สำเร็จเป็นเทพธิดาผู้มีฤทธิ์ เพราะบุญอะไร เธอจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
(เทพธิดาตอบว่า)
[๓๐๙] เมื่อดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นลูกสะใภ้ในตระกูลที่มั่งคั่งตระกูลหนึ่ง มีนิสัยไม่มักโกรธ ปฏิบัติตามคำสั่งของสามีเสมอ ไม่ประมาทในการรักษาอุโบสถศีล
[๓๑๐] เมื่อดิฉันเป็นมนุษย์ยังสาวอยู่ ไม่ประพฤติใฝ่ต่ำ มีใจดี ทำตัวให้สามีโปรดปราน ชาติก่อนดิฉันมีความประพฤติเป็นที่น่าพอใจทั้งวันและคืน เป็นคนมีศีล
[๓๑๑] ได้บำเพ็ญสิกขาบททั้งหลายอย่างครบถ้วน คืองดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ มีการงานทางกายบริสุทธิ์ ประพฤติพรหมจรรย์ได้บริสุทธิ์สะอาด ไม่กล่าวเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา
[๓๑๒] มีใจเลื่อมใส ประพฤติตามธรรม ปลาบปลื้มใจ เข้าจำอุโบสถศีลซึ่งประกอบด้วยองค์ ๘ ทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำและ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์
[๓๑๓] ครั้นสมาทานกุศลธรรมอันประเสริฐ ที่ประกอบด้วยองค์ ๘ อันสูงสุด มีสุขเป็นอานิสงส์เช่นนี้แล้ว ดิฉันเป็นคนดี ปฏิบัติตามคำสั่งของสามีเสมอ เป็นสาวิกาของพระสุคตมาก่อน
[๓๑๔] ครั้นทำกุศลกรรมเช่นนี้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ตายแล้วมาสู่สวรรค์ มีส่วนได้เสวยทิพยสมบัติอันวิเศษ จึงได้สำเร็จเป็นเทพธิดาผู้มีฤทธิ์ในอภิสัมปรายภพ
[๓๑๕] ดิฉันมีหมู่เทพอัปสรห้อมล้อม มีรัศมีในตัวเอง บันเทิงใจอยู่ในวิมานปราสาทที่ยอดเยี่ยมน่ารื่นรมย์ใจ หมู่เทพและเทพธิดาพากันมาชื่นชมดิฉัน ผู้มีอายุยืนซึ่งมายังเทพวิมานนี้
ปัลลังกวิมานที่ ๓ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓
๓. ปัลลังกวิมาน
อรรถกถาปัลลังกวิมาน
ปัลลังกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี.
ก็สมัยนั้น ธิดาของอุบาสิกาคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี มารดาบิดายกให้กุลบุตรคนหนึ่งในกรุงสาวัตถีนั้นเอง เสมอกันทางตระกูลและประเทศเป็นต้น.
ธิดานั้นเป็นหญิงไม่โกรธ ถึงพร้อมด้วยศีลและมารยาท นับถือสามีดุจเทวดา สมาทานศีล ๕ และในวันอุโบสถรักษาศีลอุโบสถโดยเคร่งครัด.
ต่อมา นางถึงแก่กรรมเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระไปเหมือนอย่างที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง ถามเทพธิดานั้นว่า
ดูก่อนเทวีผู้มีอานุภาพมาก ท่านแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ อยู่บนที่นอนอันโอฬาร เป็นบัลลังก์ประเสริฐ วิจิตรด้วยแก้วมณีและทองคำ ลาดด้วยดอกไม้. นางอัปสรเหล่านี้ฟ้อนรำขับร้อง ให้ความบันเทิงแก่ท่านโดยรอบ.
เทวีผู้มีอานุภาพมาก ท่านเป็นผู้สำเร็จฤทธิ์ เมื่อเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ ผิวพรรณของท่านสว่างไปทั่วทิศด้วยธรรมอะไร ดังนี้.
แม้เทพธิดานั้นก็ได้ตอบด้วยคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า
ดีฉันเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นสะใภ้ในตระกูลมั่งคั่ง. ดีฉันไม่โกรธ อยู่ในอำนาจของสามี ในวันอุโบสถก็มิได้ประมาท. ดีฉันเป็นมนุษย์วัยสาว มิได้เหลวไหล มีจิตเลื่อมใสให้สามีโปรดปรานเป็นที่ยิ่ง เมื่อก่อนดีฉันได้เป็นหญิงมีศีล มีความประพฤติเป็นที่พอใจ.
ดีฉันเว้นฆ่าสัตว์ เว้นลักทรัพย์ มีกายบริสุทธิ์ เป็นพรหมจารินีที่สะอาด ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่พูดเท็จ ทำให้บริบูรณ์ในสิกขาบททั้งหลาย.
ดีฉันมีใจเลื่อมใส ประพฤติตามธรรม มีใจปลาบปลื้ม เข้ารักษาอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำและวัน ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ครั้นดีฉันสมาทานกุศลอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นอริยะนี้ มีความสุข เป็นกำไรแล้ว ชาติก่อนดีฉันได้เป็นสาวิกาของพระสุคต ได้อยู่ในอำนาจของสามีเป็นอย่างดี ครั้นดีฉันทำกุศลกรรมเช่นนี้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นผู้มีส่วนแห่งภพอันวิเศษ เมื่อถึงแก่กรรมลง ดีฉันได้เป็นเทพธิดาผู้มีฤทธิ์ ในอภิสัมปรายภพ มาสู่สวรรค์ หมู่เทพซึ่งมีรัศมีซ่านออกจากกายตน ห้อมล้อมด้วยหมู่นางอัปสร ในวิมานมีปราสาทอันประเสริฐ น่ารื่นรมย์ พากันชื่นชมดีฉันผู้มีอายุยืนมาสู่เทพวิมาน.
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาปัลลังกวิมาน
-----------------------------------------------------