งานวิจัยครั้งสำคัญยิ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ได้เปิดเผยผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจในการไขความลับของจิตสำนึก ซึ่งสั่นคลอนสองทฤษฎีหลักเกี่ยวกับต้นกำเนิดของมัน พร้อมเสนอแง่มุมใหม่ที่อาจพลิกโฉมวงการประสาทวิทยาศาสตร์คลินิกทั่วโลก ผลการวิจัยเผยว่า ทั้งทฤษฎีข้อมูลบูรณาการ (Integrated Information Theory - IIT) และทฤษฎีพื้นที่ทำงานส่วนกลางของระบบประสาท (Global Neuronal Workspace Theory - GNWT) ซึ่งเป็นเสาหลักของการวิจัยจิตสำนึกยุคใหม่ ต่างก็ยังอธิบายได้ไม่ชัดเจนว่า ประสบการณ์การรับรู้ของมนุษย์ก่อตัวขึ้นได้อย่างไร งานวิจัยนี้จึงหันเหความสนใจของนักวิทยาศาสตร์ไปยังบริเวณรับความรู้สึกของสมอง ซึ่งอาจส่งผลสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยและการวินิจฉัยภาวะสมองบาดเจ็บ (Neuroscience News)

ต้นกำเนิดของจิตสำนึก ซึ่งหมายถึงความสามารถในการรับรู้ตัวเอง สิ่งรอบตัว และประสบการณ์ส่วนตัว เป็นปริศนาที่ท้าทายนักประสาทวิทยา นักปรัชญา และแพทย์มานานหลายทศวรรษ ทฤษฎี IIT มองว่าจิตสำนึกเกิดจากการเชื่อมโยงที่บูรณาการกันอย่างลึกซึ้งและเป็นหนึ่งเดียวในสมอง ขณะที่ทฤษฎี GNWT ให้น้ำหนักกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างกว้างขวางในเครือข่ายสมอง เปรียบประสบการณ์การรับรู้เหมือนแสงสปอตไลท์ที่ส่องให้ข้อมูลปรากฏขึ้นในใจ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลักฐานสนับสนุนทั้งสองทฤษฎีสะสมมานาน แต่ยังไม่เคยมีการนำมาเปรียบเทียบโดยตรงหรือทดสอบเชิงประจักษ์อย่างจริงจัง โครงการความร่วมมือแบบเห็นต่าง (adversarial collaborative effort) ที่ใช้เวลากว่า 7 ปีนี้ ซึ่งเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างมนุษย์ถึง 256 คน และได้รับการสนับสนุนจากสถาบันอัลเลน (Allen Institute) จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

นักวิจัยใช้เทคนิคสร้างภาพสมองสุดล้ำ 3 วิธี ได้แก่ การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็กเชิงฟังก์ชัน (fMRI), การบันทึกคลื่นแม่เหล็กสมอง (MEG) และการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองโดยตรงจากในกะโหลกศีรษะ (iEEG) เพื่อเฝ้าดูการทำงานของสมองแบบทันทีทันใดขณะผู้เข้าร่วมทดลองมองภาพสิ่งกระตุ้น ผลการศึกษาขัดแย้งกับสิ่งที่ทั้งสองทฤษฎีหลักคาดการณ์ไว้ โดยพบว่าสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ที่เชื่อกันมานานว่าเป็นศูนย์กลางของจิตสำนึกเนื่องจากบทบาทในการให้เหตุผลและการวางแผน อาจมีบทบาทน้อยกว่าที่คิด ตรงกันข้าม งานวิจัยกลับชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงเชิงหน้าที่ที่แข็งแกร่งกว่าระหว่างบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลทางประสาทสัมผัสและการรับรู้ในช่วงแรกๆ โดยเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวกับการมองเห็นด้านหลังสมอง กับประสบการณ์การรับรู้

“ปัญญาเกี่ยวกับการกระทำ ส่วนจิตสำนึกเกี่ยวกับการดำรงอยู่” หัวหน้าผู้ตรวจสอบหลักคนหนึ่งของโครงการจากสถาบันอัลเลนกล่าว ข้อมูลที่ได้ชี้ว่า รากฐานของจิตสำนึกอาจฝังลึกอยู่ในระบบรับสัมผัสมากกว่าการคิดขั้นสูง ซึ่งเป็นการค้นพบที่อาจเปลี่ยนแนวทางการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินมานานหลายสิบปี และอาจส่งผลต่อวิธีประเมินภาวะจิตสำนึกในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองหรือมีสติสัมปชัญญะในระดับต่ำสุด (Neuroscience News)

ความน่าสนใจของการทดลองนี้ไม่ได้มีแค่ผลลัพธ์ แต่ยังรวมถึงวิธีการทำงานด้วย เนื่องจากผู้วิจัยตระหนักถึงข้อจำกัดและอคติที่อาจเกิดขึ้นเมื่อต่างฝ่ายต่างทำงานวิจัยในกลุ่มของตน (research “silos”) ทีมวิจัยจึงริเริ่มกรอบการทำงานที่เรียกว่า “ความร่วมมือแบบเห็นต่าง” ขึ้น โดยให้ผู้สนับสนุนแต่ละทฤษฎีเข้ามาร่วมออกแบบ ลงทะเบียนแผนวิจัยล่วงหน้า และตีความกระบวนการและผลลัพธ์ “เป็นที่แน่ชัดว่าไม่มีการทดลองครั้งไหนเพียงครั้งเดียวที่จะล้มล้างทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งได้อย่างสิ้นเชิง ทฤษฎีทั้งสองแตกต่างกันเกินไปในแง่สมมติฐานและเป้าหมายที่จะอธิบาย และวิธีการทดลองที่มีอยู่ก็ยังหยาบเกินกว่าจะตัดสินให้ทฤษฎีหนึ่งชนะอีกทฤษฎีหนึ่งได้อย่างชัดเจน” ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาศาสตร์การรู้คิดและการคำนวณจาก University of Sussex ผู้มีส่วนร่วมในโครงการกล่าว อย่างไรก็ตาม ลักษณะการทำงานร่วมกันแบบนี้ได้ให้ความกระจ่างอย่างไม่เคยมีมาก่อนว่า ข้อมูลการรับรู้ที่เกี่ยวข้องกับจิตสำนึกสามารถตรวจพบได้ที่ไหนและเมื่อใดในสมอง

ไม่มีทฤษฎีไหนได้รับชัยชนะอย่างชัดเจน การศึกษาไม่พบเครือข่ายเชื่อมต่อต่อเนื่องในสมองส่วนหลัง (ตามที่ IIT คาด) หรือการ “จุดประกาย” ของข้อมูลในสมองส่วนหน้า (ตามที่ GNWT เสนอ) แต่กลับพบว่าทั้งสองทฤษฎีต่างทำนายลักษณะบางอย่างของการทดลองได้ถูกต้อง แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมพอเมื่อนำมาเทียบกันตรงๆ ผลลัพธ์เช่นนี้ส่งผลกระทบไปไกลกว่าแค่ IIT และ GNWT ทำให้เกิดคำถามต่อสมมติฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องใช้แนวทางที่เป็นระบบมากขึ้น ขับเคลื่อนด้วยทฤษฎี และใช้การวัดเชิงปริมาณในการศึกษาจิตสำนึก

สำหรับการแพทย์และวงวิชาการในไทย การค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง แพทย์ระบบประสาทไทยซึ่งคุ้นเคยกับแนวทางการวิจัยแบบตะวันตก แต่มักต้องทำงานในโรงพยาบาลที่มีทรัพยากรจำกัด ย่อมเล็งเห็นประโยชน์เชิงปฏิบัติของแนวทางประเมินจิตสำนึกแบบใหม่ที่เน้นระบบประสาทสัมผัสและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม โดยเฉพาะในกรณีผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองรุนแรง (traumatic brain injury - TBI), ภาวะโคม่า หรืออยู่ในภาวะผัก บทความในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) เมื่อปีที่แล้วระบุว่า ผู้ป่วยถึง 1 ใน 4 ที่ถูกวินิจฉัยว่าไม่ตอบสนอง อาจยังมี “จิตสำนึกแฝง” (covert consciousness) อยู่ คือการทำงานของสมองที่บ่งชี้ว่ายังรับรู้ได้ แต่ตรวจไม่พบด้วยวิธีปกติ (NEJM) ด้วยอัตราอุบัติเหตุทางถนนและการบาดเจ็บทางสมองที่สูงในไทย การค้นพบใหม่อาจนำไปสู่เครื่องมือวินิจฉัยและกลยุทธ์การฟื้นฟูที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาและลดความทุกข์ของครอบครัวผู้ป่วย

ในบริบทวัฒนธรรมไทย เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจ แนวคิดเรื่องจิตสำนึกหรือ “วิญญาณ” ถือเป็นหัวใจของพุทธจิตวิทยาและแนวทางการบำบัดแบบดั้งเดิม ซึ่งมองว่าการรับรู้ไม่ใช่แค่ผลผลิตของสมอง แต่เชื่อมโยงกับการตระหนักรู้ ความทุกข์ และการกระทำเชิงจริยธรรม การที่งานวิจัยนี้เน้นบทบาทของระบบประสาทสัมผัสมากกว่า “ศูนย์บัญชาการ” ด้านการคิดวิเคราะห์ สอดคล้องอย่างน่าสนใจกับมุมมองพุทธที่ว่า “สติ” หรือการรับรู้ความรู้สึกนึกคิดตามที่เป็นจริงโดยไม่ตัดสิน คือพื้นฐานของประสบการณ์ทางจิตสำนึก “ความเข้าใจเรื่องจิตสำนึกของเราไม่ได้มีแค่มิติทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมด้วย” นักวิชาการอาวุโสจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อสังเกต “ผลวิจัยนี้ชวนให้เราคิดว่าปรัชญาโบราณกับประสาทวิทยาสมัยใหม่จะให้ข้อมูลเกื้อหนุนกันได้อย่างไร โดยเฉพาะในสังคมไทย”

เมื่อมองไปข้างหน้า ผลกระทบที่อาจตามมานั้นกว้างไกล ในทางคลินิก การพัฒนาเทคนิคตรวจหาสัญญาณจิตสำนึกจากระบบประสาทสัมผัส อาจปฏิวัติการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองและผู้ป่วยโคม่าทั้งในไทยและทั่วโลก ด้านการศึกษา การนำความรู้ล่าสุดทางประสาทวิทยาศาสตร์มาบูรณาการกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ของไทย จะช่วยให้นักเรียนและครูได้เรียนรู้ความก้าวหน้าใหม่ๆ และพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจในการถกเถียงระดับชาติเรื่องการศึกษาที่อิงสมอง (Brain-Based Learning) และการเรียนรู้แบบองค์รวม นอกจากนี้ วิธีการทำงานร่วมกันแบบเห็นต่าง (adversarial collaborative method) ยังเป็นต้นแบบให้สถาบันวิจัยไทยนำไปปรับใช้เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นโต้แย้งทางทฤษฎีในด้านต่างๆ ตั้งแต่สุขภาพจิตไปจนถึงวิทยาศาสตร์การรู้คิด (Cognitive Science) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเน้นความโปร่งใส การเปิดรับ และการแสวงหาความรู้ร่วมกันมากกว่าการแข่งขัน

ขั้นตอนต่อไปในทางปฏิบัติคือ การขยายการฝึกอบรมแพทย์ให้ใช้เทคนิคสร้างภาพสมองล่าสุด และการส่งเสริมความร่วมมือกับศูนย์วิจัยนานาชาติ โดยเฉพาะการศึกษาความผิดปกติของจิตสำนึก ผู้กำหนดนโยบายของไทยควรพิจารณาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านประสาทวิทยาศาสตร์แบบสหวิทยาการ เพื่อให้โรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยพร้อมใช้และแปลผลภาพถ่ายสมองขั้นสูงในการดูแลผู้ป่วยประจำวันและงานวิจัย

โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดนี้ได้ท้าทายโมเดลทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับกันมา และชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของการประมวลผลทางประสาทสัมผัสต่อการมีจิตสำนึก ซึ่งส่งผลสำคัญต่อการแพทย์ ปรัชญา และการศึกษาในไทย ขอเชิญชวนผู้อ่านติดตามความคืบหน้าต่อไป สนับสนุนความร่วมมือด้านประสาทวิทยาศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศ และส่งเสริมแนวทางประเมินและดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านจิตสำนึก โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางและอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก งานวิจัยต้นฉบับในวารสาร Nature และ บทสรุปงานวิจัยของสถาบันอัลเลน