เผยผลวิจัยใหม่ นำโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ชี้ว่า เทอโรซอร์ (pterosaurs) สัตว์เลื้อยคลานบินได้ยุคดึกดำบรรพ์ที่ใหญ่ที่สุดบางชนิด แท้จริงแล้วใช้เวลาอยู่บนพื้นดินมากกว่าที่เคยคิดกัน จากการตรวจสอบรอยเท้าฟอสซิลอย่างละเอียดของเควทซาลโคแอตลัส (Quetzalcoatlus) ยักษ์ ซึ่งมีปีกกว้างถึง 10 เมตร (32 ฟุต) ทำให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นภาพพฤติกรรมและวิถีชีวิตของสัตว์เหล่านี้ ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมยุคกับไดโนเสาร์เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (อ้างอิง: BBC News)
ความเข้าใจใหม่นี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อนักวิทยาศาสตร์และสาธารณชน เพราะพลิกมุมมองที่เราเคยมีต่อสัตว์โลกล้านปีอันลึกลับเหล่านี้ไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เรามักจินตนาการว่าเทอโรซอร์เป็นเพียงเจ้ายักษ์ที่ครองผืนฟ้าในยุคมีโซโซอิก (Mesozoic) น้อยคนนักที่จะนึกภาพออกว่าสัตว์ชนิดเดียวกันนี้จะสามารถเดินบนพื้นดินได้อย่างคล่องแคล่ว และอาจจะบ่อยกว่าการบินเสียด้วยซ้ำ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบบรรพชีวินวิทยาและครูบาอาจารย์ในไทยที่สนใจประวัติศาสตร์โลก งานวิจัยนี้จึงเปรียบเสมือนหน้าต่างบานใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งเปิดให้เราเข้าใจเรื่องการปรับตัวทางวิวัฒนาการและบทบาทในระบบนิเวศ (ecological niches) ของพวกมัน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสิ่งมีชีวิตโบราณที่เคยกระจายพันธุ์ไปทั่วทุกทวีป รวมถึงผืนแผ่นดินที่เป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันด้วย
ทีมวิจัยได้ใช้เทคนิคสร้างแบบจำลอง 3 มิติขั้นสูง กายวิภาคเปรียบเทียบ และการวิเคราะห์รูปแบบรอยเท้าอย่างพิถีพิถัน เพื่อระบุรอยเท้าที่เป็นของเทอโรซอร์กลุ่มต่างๆ ผลการค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดคือร่องรอยของเควทซาลโคแอตลัส ซึ่งพบรอยเท้าของมันกระจายอยู่ทั้งบริเวณชายฝั่งและผืนแผ่นดินชั้นในยุคโบราณทั่วโลก บ่งชี้ว่าสัตว์เหล่านี้ไม่เพียงบินได้ไกล แต่ยังแวะเวียนมาใช้ชีวิตบนบกอยู่เป็นประจำอีกด้วย “รอยเท้าเป็นโอกาสพิเศษในการศึกษาเทอโรซอร์ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของพวกมัน” นักศึกษาปริญญาเอกท่านหนึ่งจากศูนย์บรรพชีวินวิทยาและวิวัฒนาการชีวาลัยของมหาวิทยาลัย (University’s Centre for Palaeobiology and Biosphere Evolution) กล่าว “รอยเท้าเหล่านี้ไม่เพียงเผยให้เห็นว่าพวกมันอาศัยอยู่ที่ไหนและเคลื่อนที่อย่างไร แต่ยังให้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมและกิจวัตรประจำวันในระบบนิเวศที่สูญหายไปนานแล้วด้วย”
ผลการวิจัยพบว่า ร่องรอยทางเดินของเทอโรซอร์เริ่มปรากฏบ่อยขึ้นบนพื้นดินที่แห้งเมื่อประมาณ 160 ล้านปีก่อน และพบต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่เมื่อสิ้นสุดยุคครีเทเชียส (Cretaceous period) ราว 66 ล้านปีก่อน นี่จึงชี้ให้เห็นว่า เทอโรซอร์ไม่ได้เป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญด้านการบินอย่างที่เคยเข้าใจกัน แต่พวกมันได้วิวัฒนาการและปรับตัวอย่างซับซ้อนเพื่อให้เคลื่อนที่ได้ทั้งบนฟ้าและบนดิน
นอกจากเควทซาลโคแอตลัสแล้ว ทีมวิจัยยังพบรอยเท้าที่เข้ากันได้กับกลุ่มซีทีโนแชสมาทอยด์ (ctenochasmatoids) ซึ่งเป็นเทอโรซอร์ที่มีขากรรไกรยาวและฟันซี่เล็กละเอียดคล้ายเข็ม รอยเท้าส่วนใหญ่พบในชั้นหิน (strata) บริเวณชายฝั่ง บ่งบอกถึงวิถีชีวิตที่น่าจะเดินลุยน้ำหาอาหารตามชายเลนและทะเลสาบตื้น คอยจับปลาเล็กๆ และสัตว์น้ำขนาดเล็กอื่นๆ ส่วนอีกกลุ่มคือ ซุงการิปเทอริด (dsungaripterids) ซึ่งทิ้งรอยเท้าที่สอดคล้องกับลักษณะขาและโครงสร้างขากรรไกรที่แข็งแรงของมัน ทั้งจะงอยปากไร้ฟันรูปตะขอ และฟันกลมมนแข็งแรงสำหรับบดขยี้หอยและสัตว์เปลือกแข็งอื่นๆ การปรับตัวเหล่านี้สะท้อนพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับนกบางชนิดในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความคล้ายคลึงเชิงวิวัฒนาการของกลยุทธ์การหาอาหารที่สืบทอดกันมา (อ้างอิง: BBC News)
ผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของวิชาอิคนวิทยา (ichnology) ซึ่งคือการศึกษาฟอสซิลรอยเท้าและร่องรอยต่างๆ ในการไขความลับเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ “บ่อยครั้งที่รอยเท้าถูกมองข้ามไปในการศึกษาเทอโรซอร์ แต่แท้จริงแล้วมันให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับวิธีที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เคลื่อนไหว มีพฤติกรรม และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว” นักศึกษาปริญญาเอกท่านเดิมกล่าวเสริม เขาชี้ว่าการตรวจสอบรอยเท้าเหล่านี้อย่างละเอียดให้หลักฐานเกี่ยวกับชีววิทยาและนิเวศวิทยาของเทอโรซอร์ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่สามารถหาได้จากการศึกษากระดูกฟอสซิลเพียงอย่างเดียว
สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์และเทอโรซอร์ในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน เช่น กาฬสินธุ์และขอนแก่น การค้นพบครั้งนี้นับเป็นเครื่องมือการสอนอันทรงคุณค่า และเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาของท้องถิ่นเข้ากับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ระดับโลก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิรินธร ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งจัดแสดงฟอสซิลและหุ่นจำลองขนาดเท่าจริงของไดโนเสาร์ที่พบในภูมิภาค ก็เปรียบเสมือนประตูที่เชื้อเชิญให้ผู้เข้าชมได้จินตนาการถึงอดีตกาลที่ผืนแผ่นดินอีสานเคยเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เทอโรซอร์เหล่านี้เคยย่ำเดิน การที่เราเข้าใจว่าสัตว์เลื้อยคลานบินได้เหล่านี้ยังเดินและหาอาหารบนบกด้วยนั้น อาจกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบหลักฐานฟอสซิลในไทยอย่างละเอียดอีกครั้ง และผลักดันให้เกิดการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งรอยเท้าและชั้นตะกอนในท้องถิ่น
ในอดีต เทอโรซอร์มักถูกวาดภาพให้เป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนพื้นดินอย่างอุ้ยอ้าย งุ่มง่าม ดูไม่คล่องแคล่วเมื่อต้องใช้ขาทั้งสี่ข้าง อย่างไรก็ตาม หลักฐานใหม่นี้ได้ท้าทายภาพจำเดิมๆ และนำเสนอภาพที่มีชีวิตชีวามากขึ้นของสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่งชนิดนี้ ซึ่งสามารถใช้ชีวิตได้อย่างคล่องแคล่วสบายๆ ทั้งบนบกและในอากาศ มุมมองใหม่นี้ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนภาพจำทั้งในวัฒนธรรมสมัยนิยมและในแวดวงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์เหล่านี้เสียใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และสื่อการเรียนการสอนต่างๆ ทั้งในไทยและทั่วโลก
ในอนาคต การใช้แบบจำลอง 3 มิติและการวิเคราะห์ทางดิจิทัลอย่างละเอียดโดยทีมวิจัยนี้ ได้สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการศึกษาร่องรอยทางเดินโบราณ เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ายิ่งขึ้น วิธีการคล้ายคลึงกันนี้อาจถูกนำไปประยุกต์ใช้กับรอยเท้าที่ค้นพบใหม่ หรือนำรอยเท้าเก่ามาตรวจสอบซ้ำในทวีปเอเชีย ซึ่งอาจช่วยยืนยันหรือแม้กระทั่งหักล้างทฤษฎีเดิมๆ เกี่ยวกับความหลากหลายและพฤติกรรมของเทอโรซอร์ในภูมิภาคนี้ สถาบันการศึกษาในไทยอาจพิจารณาร่วมมือกับทีมวิจัยนานาชาติเพื่อพัฒนาโครงการภาคสนาม นิทรรศการ และสื่อการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา (STEM) ใหม่ๆ ที่นำเสนอผลการค้นพบล่าสุดเหล่านี้
สำหรับผู้อ่านชาวไทยแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้เป็นมากกว่าแค่ข่าววิทยาศาสตร์จากต่างแดน แต่ยังเป็นการเชื้อเชิญให้เราหันมาใส่ใจและมีส่วนร่วมกับมรดกทางธรณีวิทยาอันอุดมสมบูรณ์ของบ้านเรา อีกทั้งยังส่งเสริมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ข้ามพรมแดน และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ต่อภาพชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์อันหลากหลายที่เคยอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินแถบนี้ของโลก
เพื่อต่อยอดความสนใจ ใคร่รู้ในเรื่องนี้ ขอเชิญชวนทุกท่าน ทั้งประชาชนทั่วไป ครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา ลองหาโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่น เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิรินธร ค้นคว้างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับสัตว์เลื้อยคลานในยุคมีโซโซอิก หรือเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับบรรพชีวินวิทยาในชุมชน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของไทยเข้ากับเรื่องราวความเป็นมาของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ เพราะรอยเท้าที่ยังคงประทับอยู่บนหินโบราณเหล่านี้ คอยย้ำเตือนเราอยู่เสมอว่า แม้แต่นักบินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ก็ยังเคยทิ้งร่องรอยไว้บนผืนดิน… ซึ่งบางที ร่องรอยเหล่านั้นอาจอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเราเลยก็เป็นได้