ท่ามกลางกระแสโลกที่หันมาสนใจแนวคิดการเมืองสุดขั้วอีกครั้ง งานวิจัยและข้อถกเถียงใหม่ๆ กำลังชี้ให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์ลัทธิฟาสซิสต์ เพื่อย้ำเตือนผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชน ทั้งในไทยและนานาชาติ ให้ตระหนักถึงภัยอันตรายของแนวคิดอำนาจนิยมและชาตินิยมสุดโต่ง นักวิชาการและนักวิจารณ์สังคมต่างกระตุ้นให้สังคมไทยพิจารณาถึงต้นตอที่ซับซ้อน การผงาดขึ้น และผลกระทบอันร้ายแรงของขบวนการฟาสซิสต์ในศตวรรษที่ 20 อย่างจริงจัง พร้อมเตือนว่าการหลงลืมประวัติศาสตร์เหล่านี้ อาจเป็นการปูทางให้แนวคิดอันตรายหวนกลับมาในรูปแบบใหม่ได้

ความสำคัญเร่งด่วนของประเด็นนี้มาจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ว่า ลัทธิฟาสซิสต์ ซึ่งเห็นได้ชัดจากระบอบการปกครองในยุโรปช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจที่รุนแรง ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่า ระบอบเหล่านี้ฉวยโอกาสจากความไม่พอใจ ความรู้สึกชาตินิยม และความกลัวความไม่มั่นคงทางสังคม เพื่อปลุกปั่นมวลชนให้สนับสนุนแนวทางรุนแรงและต่อต้านประชาธิปไตย จนนำไปสู่สงครามหายนะและการกดขี่ข่มเหงผู้คนนับล้าน บทความจาก Marxist.com เรื่อง “ประวัติศาสตร์ฟาสซิสต์: บทเรียนสำหรับวันนี้” (marxist.com) ได้วิเคราะห์พลวัตเหล่านี้เพื่อเตือนภัยจากความนิ่งนอนใจและสภาวะที่อาจเอื้อให้ลัทธิฟาสซิสต์เฟื่องฟูขึ้นอีกครั้ง

สำหรับผู้อ่านและผู้กำหนดนโยบายชาวไทย บทเรียนเหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่งยวด ประวัติศาสตร์การเมืองไทยอันซับซ้อน ซึ่งมีทั้งช่วงเวลาของระบอบอำนาจนิยม การจำกัดเสรีภาพสื่อ และการต่อสู้ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งภาคพลเมืองและทหาร ทำให้การศึกษาเรื่องฟาสซิสต์เป็นมากกว่าเรื่องวิชาการ หลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยมีการถกเถียงอย่างหนักถึงความสำคัญของการปกป้องสถาบันประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงออก และการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเท่าเทียม ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะป้องกันการถลำลึกสู่แนวคิดสุดโต่ง นักวิชาการด้านการศึกษา นักประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในไทย ต่างแสดงความกังวล โดยเทียบเคียงสถานการณ์ในยุโรปศตวรรษที่ 20 กับภัยคุกคามในปัจจุบันที่เกิดจากความแตกแยก วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง และการกีดกันกลุ่มเปราะบาง

อาจารย์อาวุโสด้านประวัติศาสตร์การเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในไทย อธิบายว่า “การรุ่งเรืองของลัทธิฟาสซิสต์ในยุโรปเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งเพราะหลายคนมองข้ามไปว่าบรรทัดฐานทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญสามารถถูกกัดเซาะได้อย่างรวดเร็วเพียงใด เมื่อสถาบันต่างๆ ในสังคมล้มเหลวในการรับมือวิกฤตด้วยความโปร่งใส ความยุติธรรม และการป้องกันเชิงรุก ประเทศไทยต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์นี้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของตนเอง” มุมมองนี้สอดคล้องกับข้อค้นพบในงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบชิ้นล่าสุดที่เผยแพร่โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งเตือนถึงแนวโน้มอำนาจนิยมที่เพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค และเรียกร้องให้มีการจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างคุณค่าประชาธิปไตย UNESCO

ข้อค้นพบสำคัญประการหนึ่งจากการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์คือ บทบาทของความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ที่เป็นเสมือนปุ๋ยชั้นดีหล่อเลี้ยงขบวนการฟาสซิสต์ ยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเฉพาะเยอรมนีและอิตาลี ต้องเผชิญกับปัญหาการว่างงานมหาศาล เงินเฟ้อรุนแรง และภาวะสุญญากาศความเชื่อมั่นจากสาธารณชน นักวิจัยชี้ว่าสภาวะเหล่านี้ทำให้แนวทางแก้ปัญหาแบบสุดโต่งดูน่าสนใจ ในงานศึกษาชิ้นล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า “ระบอบอำนาจนิยมไม่ค่อยผุดขึ้นจากความมั่นคง แต่มันเติบโตจากความสิ้นหวัง” นักเศรษฐศาสตร์ไทยได้เปรียบเทียบกับภาวะช็อกทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของระบบสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคม ในการเป็นกันชนให้ประชาชนรอดพ้นจากความไม่มั่นคงประเภทที่สามารถโหมกระพือขบวนการทางการเมืองที่ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือได้

สังคมไทยร่วมสมัยกำลังเผชิญคำถามเกี่ยวกับบทบาทของการศึกษาในการป้องกันปัญหาเหล่านี้ด้วย ครูในโรงเรียนรัฐและอาจารย์มหาวิทยาลัยกำลังเรียกร้องให้ปฏิรูปหลักสูตร ที่จะเน้นให้เห็นกลไกที่ลัทธิฟาสซิสต์และแนวคิดต่อต้านประชาธิปไตยอื่นๆ ใช้บิดเบือนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเรื่องเล่าของชาติ “เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง” ประธานสมาคมประวัติศาสตร์แห่งประเทศไทยท่านหนึ่ง กล่าว “ที่เยาวชนไทยจะได้เรียนรู้ ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ผิวเผินของสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่รวมถึงการที่สังคมต่างๆ อ่อนแอต่อแนวคิดสุดโต่งได้อย่างไร และจะสังเกตสัญญาณเตือนในยุคสมัยของตนเองได้อย่างไร”

ในระดับโลก มีความพยายามครั้งใหม่ในการศึกษาการเกิดขึ้นและเสื่อมลงของลัทธิฟาสซิสต์อย่างเป็นระบบ โดยผสมผสานมุมมองจากรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และจิตวิทยา บทวิจารณ์ล่าสุดในวารสาร “Fascism: Journal of Comparative Fascist Studies” ได้สรุปถึงรากฐานทางจิตวิทยาอันลึกซึ้งของแรงดึงดูดแบบฟาสซิสต์ ซึ่งรวมถึงอัตลักษณ์กลุ่ม ความรู้สึกตกเป็นเหยื่อ และการเทิดทูนบูชาผู้นำ Brill Fascism Journal แนวทางนี้เชื่อมโยงกับบริบทไทย ที่ซึ่งค่านิยมทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับอำนาจ การให้ความสำคัญกับส่วนรวม และการเคารพตามลำดับชั้น สัมพันธ์กับประเพณีที่หยั่งรากลึก องค์กรภาคประชาสังคมจึงเน้นย้ำความสำคัญของการพูดคุยอย่างเปิดอก การคิดเชิงวิพากษ์ และความอดทนอดกลั้นต่อความเห็นต่าง ในฐานะเครื่องป้องกันแนวคิดสุดโต่ง

ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนาของไทยเป็นทั้งจุดแข็งและความเปราะบาง นักเคลื่อนไหวเตือนว่า การโยนบาปให้ชนกลุ่มน้อยและการเผยแพร่เรื่องเล่าที่สร้างความเกลียดชังชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักของฟาสซิสต์ในยุโรป ยังคงเป็นภัยคุกคามในสังคมยุคปัจจุบัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับวาทกรรมสร้างความเกลียดชังทางออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้ และเรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมายต่อต้านการยุยงปลุกปั่นและการเลือกปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอ้างถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่การปล่อยปละละเลยความเกลียดชังได้ปูทางไปสู่ความรุนแรงจากระบอบอำนาจนิยม

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ายุคดิจิทัลนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ เนื่องจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสามารถแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือนและวาทกรรมสร้างความเกลียดชังที่คล้ายคลึงกับโฆษณาชวนเชื่อของฟาสซิสต์ได้อย่างรวดเร็ว มีเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐของไทย บริษัทเทคโนโลยี และกลุ่มภาคประชาสังคม ใช้แนวทางที่หลากหลายผสมผสานกัน ทั้งการให้ความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล กรอบกฎหมายที่แข็งแรง และการส่งเสริมพื้นที่พูดคุยสาธารณะอย่างสร้างสรรค์และครอบคลุม

โดยสรุป ขณะที่ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ บทเรียนจากหลากหลายแง่มุมที่ได้จากประวัติศาสตร์ของลัทธิฟาสซิสต์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขอเชิญชวนผู้อ่านชาวไทยติดตามข้อมูลข่าวสาร สนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ และเฝ้าระวังการยอมรับวาทกรรมที่กีดกันผู้อื่นหรือแนวคิดอำนาจนิยมให้กลายเป็นเรื่องปกติ ด้วยการส่งเสริมการถกเถียงอย่างเปิดกว้างและยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ประเทศไทยจะสามารถช่วยกันทำให้บทเรียนอันมืดมนที่สุดของศตวรรษที่ 20 ยังคงเป็นเพียงคำเตือน ไม่ใช่คำทำนายสำหรับศตวรรษที่ 21

แหล่งข้อมูล: