งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ให้เห็นประเด็นน่าสนใจว่า ผู้ใหญ่ที่รู้สึกว่าตนเองมีความผูกพันแบบห่างเหินหรือไม่สนิทใจกับพ่อแม่ มีแนวโน้มสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดที่จะเลือกใช้ชีวิตแบบไม่มีลูก ซึ่งเป็นกระแสที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในสังคมตะวันตกและเริ่มปรากฏให้เห็นในเขตเมืองของไทย งานวิจัยนี้ได้วิเคราะห์ปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเรื่องการมีบุตร และช่วยเพิ่มมุมมองที่น่าสนใจให้กับประเด็นเรื่องอัตราการเกิดที่ลดลง รวมถึงความคาดหวังเรื่องครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างน่ากังวล ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี ตามข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (Bangkok Post) ผลการวิจัยนี้จึงมีความสำคัญไม่น้อย แม้ว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงบทบาททางสังคมจะเป็นปัจจัยที่รับรู้กันดีอยู่แล้ว แต่งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ได้ส่องให้เห็นอีกมุมหนึ่ง นั่นคือผลกระทบจากความผูกพันในครอบครัวและสายใยทางอารมณ์ในวัยเด็ก ต่อการตัดสินใจเลือกที่จะไม่มีลูกเมื่อเติบโตขึ้น
รายงานจาก PsyPost ระบุว่า นักวิจัยได้ทำการสำรวจผู้ใหญ่กลุ่มใหญ่ และพบว่าผู้ที่อธิบายว่าตนเองมีความผูกพันแบบห่างเหิน (avoidant attachment) กับพ่อแม่ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการพยายามรักษาระยะห่างทางอารมณ์ รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจเมื่อต้องใกล้ชิดสนิทสนม และไม่ค่อยเต็มใจที่จะพึ่งพาใคร มีแนวโน้มที่จะตั้งใจหรือตัดสินใจเลือกที่จะไม่มีลูกสูงกว่ากลุ่มอื่น งานวิจัยนี้จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนรากฐานทางจิตวิทยาซึ่งอยู่เบื้องหลังความนิยมในการใช้ชีวิตแบบไม่มีบุตร (PsyPost)
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญช่วยให้เข้าใจผลการวิจัยนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment theory) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยนักจิตวิทยาผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ และได้รับการปรับปรุงต่อยอดโดยนักวิจัยอีกท่าน ชี้ว่าความสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงดูในวัยเด็กเปรียบเสมือนแม่แบบสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในอนาคต รวมถึงความปรารถนาและความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรด้วย ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสาร มหาวิทยาลัยเวสต์เวอร์จิเนีย ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ อธิบายว่า “ผู้ที่มีความผูกพันแบบห่างเหินมักจะมองว่าความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดหรือคุกคาม และอาจพยายามลดการพึ่งพิงในความสัมพันธ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกที่จะไม่สวมบทบาทพ่อแม่ เพราะการเป็นพ่อแม่คือรูปแบบหนึ่งของความรับผิดชอบในความสัมพันธ์และการทุ่มเททางอารมณ์อย่างเต็มที่” (APA)
สำหรับบริบทสังคมไทยนั้น มีความละเอียดอ่อนและลักษณะเฉพาะตัว วัฒนธรรมไทยแต่ดั้งเดิมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความกตัญญูและการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ โดยมีความคาดหวังจากสังคมค่อนข้างสูงในเรื่องการแต่งงานและการมีลูก (Thai World View) อย่างไรก็ตาม ทัศนคติของคนรุ่นใหม่ ทั้งมิลเลนเนียลและ Gen Z กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งคนหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเลือกที่จะชะลอการมีลูกออกไป หรือตัดสินใจที่จะไม่มีลูกเลย แม้ว่าเหตุผลด้านความไม่มั่นคงทางการเงิน ปัญหาความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว และความมุ่งมั่นในเป้าหมายส่วนตัว มักถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างอยู่บ่อยครั้ง แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เห็นว่าปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์กับพ่อแม่ก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังได้เช่นกัน
นักวิชาการด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ให้ความเห็นว่า “ในสังคมของเรา การพูดคุยอย่างเปิดอกเกี่ยวกับมิติทางอารมณ์ความรู้สึกในครอบครัวยังไม่ใช่เรื่องที่แพร่หลายนัก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจากตะวันตกเช่นนี้ก็ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ อาจารย์ที่ปรึกษาและนักการศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายแห่งของไทย เริ่มสังเกตเห็นนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่แสดงความลังเลหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับบทบาทครอบครัวตามแบบแผนเดิมๆ ซึ่งบ่อยครั้งดูเหมือนจะมีรากฐานมาจากประสบการณ์ความผูกพันในครอบครัว หรือการขาดหายไปของความผูกพันนั้น”
สถานการณ์อัตราการเกิดของไทยที่ลดต่ำลง โดยปัจจุบันอยู่ที่เพียง 1.23 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งต่ำกว่าอัตราทดแทนที่ 2.1 อย่างมีนัยสำคัญ (UNFPA Thailand) ไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงทัศนคติทางสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วย โครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติในอดีตเคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดอัตราการเกิด แต่ความท้าทายในปัจจุบันกลับเป็นการส่งเสริมความสนใจในการสร้างครอบครัวโดยไม่สร้างแรงกดดันให้กับคนรุ่นใหม่ กระแสบนโซเชียลมีเดียในไทยอย่าง #NoKids และ #ชีวิตไร้ลูก ก็สะท้อนให้เห็นถึงการแสดงจุดยืนเลือกที่จะไม่มีลูกอย่างเปิดเผยมากขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่
อิทธิพลของรูปแบบความผูกพันนี้ อาจสะท้อนให้เห็นได้ในมุมมองทางศาสนาและวัฒนธรรมเช่นกัน พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาหลักในประเทศไทย ให้ความสำคัญกับพันธะในครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำเรื่องการปล่อยวางและความไม่ยึดติด ซึ่งเป็นมุมมองเชิงปรัชญาที่อาจสอดคล้องกับแนวคิดของผู้ที่มีความผูกพันแบบห่างเหิน ที่อาจมองหาความเติมเต็มในชีวิตจากเส้นทางอื่นนอกเหนือจากโครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิม
นักวิจัยเสนอว่าในอนาคต ควรมีการศึกษาในเชิงวัฒนธรรมเปรียบเทียบให้มากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจว่าประสบการณ์ในครอบครัวของคนหนุ่มสาวชาวไทยส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องการมีลูกอย่างไร พวกเขายังกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขและสังคมหันมาพิจารณาถึงมิติทางจิตวิทยาที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแนะนำว่า การส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยอย่างเปิดกว้างเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ และการจัดหาทรัพยากรเพื่อสนับสนุนคนหนุ่มสาวที่กำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต สามารถช่วยตอบสนองทั้งสุขภาวะของปัจเจกบุคคลและความต้องการด้านประชากรของประเทศได้
สำหรับผู้ที่กำลังครุ่นคิดหรือตัดสินใจเกี่ยวกับเส้นทางครอบครัวของตัวเอง งานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการหันมาทบทวนเรื่องราวและประสบการณ์ทางอารมณ์ในอดีตของตนเอง ในฐานะปัจจัยหนึ่งท่ามกลางปัจจัยอื่นๆ อีกหลายด้าน การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมอบรมที่เกี่ยวกับความผูกพันและความสัมพันธ์ในครอบครัว อาจเป็นก้าวที่สำคัญและมีประโยชน์ พ่อแม่ ผู้ปกครอง นักการศึกษา รวมถึงบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังคมไทย สามารถมีส่วนช่วยส่งเสริมความผูกพันที่ดีในครอบครัวได้ ผ่านการสื่อสารที่เปิดอก ความเข้าอกเข้าใจ และการสนับสนุนอย่างใส่ใจ ซึ่งจะช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองได้อย่างมั่นคงและเข้าใจ ไม่ว่าจะนำไปสู่การเป็นพ่อแม่ หรือการเลือกใช้ชีวิตแบบไม่มีลูกอย่างไตร่ตรองแล้วก็ตาม
หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการเข้าถึงความช่วยเหลือเกี่ยวกับประเด็นด้านความผูกพันและการวางแผนครอบครัว สามารถติดต่อหน่วยงานบริการสุขภาพจิตในพื้นที่ของท่าน ศูนย์ให้คำปรึกษาในสถานศึกษา หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
แหล่งข้อมูล: