ทั่วโลก รวมถึงไทย กำลังเผชิญหน้ากับเทรนด์ใหม่ที่น่าจับตา นั่นคือคนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้หญิง กำลังเลือกเส้นทางของการเป็น “พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วยความตั้งใจ” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งในโครงสร้างครอบครัวและทัศนคติของสังคม แต่ก่อน การเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมักมาจากเหตุจำเป็น แต่งานวิจัยยุคใหม่ชี้ว่า เดี๋ยวนี้มีพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่น้อยที่เลือกทางนี้ด้วยตัวเอง ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีช่วยมีลูกก้าวหน้าขึ้น และค่านิยมสังคมก็เปลี่ยนไป การทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และครอบครัวไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางประชากรและวัฒนธรรมของสังคมไทย

คำว่า “พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วยความตั้งใจ” หมายถึง คน (ส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิง) ที่ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเลี้ยงลูกคนเดียว โดยมักพึ่งพาเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรือการใช้สเปิร์มบริจาค ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษเผยว่า ในปี 2023 มีครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวถึง 3.2 ล้านครอบครัว โดย 85% มีแม่เป็นหัวหน้าครอบครัว และส่วนสำคัญในจำนวนนี้คือกลุ่มที่เลือกเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่เพราะสถานการณ์พาไป (Financial Times) เทรนด์นี้ก็คล้ายกับในอเมริกา ซึ่งสัดส่วนเด็กที่อาศัยในครัวเรือนพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวเพิ่มจาก 9% ในปี 1960 เป็น 25% ในปี 2023 (N-IUSSP) แม้ไทยจะยังไม่มีสถิติชัดเจน แต่ข้อมูลจากคลินิกมีบุตรยากและวงสนทนาออนไลน์ก็ชี้ให้เห็นเทรนด์ที่กำลังโตขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะในหมู่คนทำงานในเมือง และผู้หญิงช่วงอายุ 30 และ 40 ปี

หลายปัจจัยหนุนให้เทรนด์นี้แรงขึ้น เช่น เทคโนโลยีช่วยมีลูกเข้าถึงง่ายขึ้น ผู้หญิงมั่นคงทางการเงินมากขึ้น บทบาทหญิงชายที่เปลี่ยนไป และการยอมรับว่าการแต่งงานไม่จำเป็นต้องมาก่อนการมีลูก ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีกลุ่มออนไลน์และกลุ่มช่วยเหลือคอยให้กำลังใจและข้อมูลแก่ผู้ที่เลือกทางนี้ ช่วยทำให้การเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวดูเป็นเรื่องปกติขึ้น และเชื่อมโยงสมาชิกเข้ากับแหล่งข้อมูลต่างๆ (Carrot Fertility)

เทรนด์นี้กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการแพทย์และสังคมศาสตร์มากขึ้น งานวิจัยล่าสุดอ้างอิงโดย The Barbed Wire พบว่า “พัฒนาการเด็กที่โตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ตั้งใจ ไม่ต่างจากเด็กที่โตในครอบครัวที่มีพ่อแม่ครบ” (The Barbed Wire) นักวิจัยชี้ว่า พ่อแม่กลุ่มนี้มักเตรียมตัว วางแผน และมีทรัพยากรพร้อมกว่า ซึ่งต่างจากความไม่แน่นอนที่อาจเกิดจากการเลิกราหรือสูญเสียคู่ชีวิต บทความทบทวนงานวิจัยทั่วโลกปี 2024 ย้ำว่า “‘การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในฐานะไลฟ์สไตล์ กลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างครอบครัวทางเลือกที่สำคัญที่สุดในโลก’” พร้อมชี้ให้เห็นความสำคัญของระบบสนับสนุนและนโยบายที่เปิดกว้าง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีต่อทั้งแม่และเด็ก (WJARR)

“การตัดสินใจเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องวางแผนรอบคอบ การเงินมั่นคง และมีเครือข่ายสังคมที่แข็งแรง” ผู้อำนวยการคลินิกมีบุตรยากแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็น โดยคลินิกของท่านมีผู้หญิงโสดเข้ามาปรึกษาเรื่องการใช้สเปิร์มบริจาคมากขึ้นทุกปี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อเจริญพันธุ์ชาวไทยหลายท่านก็ยืนยันเทรนด์นี้ โดยสังเกตว่ามีผู้หญิงจำนวนมากขึ้นที่เข้ามาสอบถามเรื่องฝากไข่ ทำเด็กหลอดแก้ว และการเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ส่วนใหญ่มักจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปและมีหน้าที่การงานดี

อย่างไรก็ดี การเลือกเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวโดยตั้งใจก็ยังมีข้อถกเถียง ทั้งในต่างประเทศและในไทย นักวิจารณ์บางกลุ่มแย้งว่าเด็กจำเป็นต้องมีทั้งพ่อและแม่ ส่วนกลุ่มอนุรักษ์นิยมก็กังวลว่าจะกระทบคุณค่าครอบครัวแบบเดิม แต่ถึงอย่างนั้น ผลวิจัยใหญ่ๆ ที่รวบรวมใน ResearchGate ชี้ว่า ปัจจัยสำคัญต่อสุขภาวะเด็กคือความมั่นคงในบ้าน ความรัก และการดูแลเอาใจใส่สม่ำเสมอ มากกว่าสถานะสมรสของพ่อแม่ (ResearchGate)

สำหรับสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความผูกพันในครอบครัวและการดูแลกันในเครือญาติ ก็มีประเด็นเฉพาะที่ต้องพิจารณาเมื่อเทรนด์นี้ชัดเจนขึ้น ในวัฒนธรรมไทย ครอบครัวมักถูกมองเป็นเสาหลักของสังคม และแต่ก่อน การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมักถูกมองในแง่ลบ แต่ทัศนคติกำลังเปลี่ยนไป บทสนทนาในโซเชียลมีเดียและข้อมูลจากกลุ่มพ่อแม่ในเมืองชี้ว่า สังคมเปิดรับมากขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ บทสัมภาษณ์ล่าสุด นักสังคมวิทยาชั้นนำจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งอธิบายว่า “‘สังคมเราเปิดรับครอบครัวรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น แต่ยังขาดการสนับสนุนที่เป็นทางการและช่องทางกฎหมายสำหรับพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ตั้งใจ นโยบายต้องปรับให้ทันความเป็นจริงทางสังคม’”

แน่นอนว่ายังมีความท้าทายในทางปฏิบัติอยู่ พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวกลุ่มนี้ต้องเจอแรงกดดันเฉพาะตัว ตั้งแต่ภาระการเงินไปจนถึงการขาดความช่วยเหลือจากรัฐในบางด้าน โครงสร้างพื้นฐานดูแลเด็กและนโยบายลาคลอด/เลี้ยงดูบุตรมักออกแบบมาเพื่อครอบครัวแบบเดิม และไม่ค่อยตอบโจทย์พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว กฎหมายแรงงานไทยยังไม่ได้ระบุถึงสถานการณ์เฉพาะของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ตั้งใจไว้อย่างชัดเจน ทำให้พวกเขายังต้องพึ่งพาระบบช่วยเหลือกันเองเป็นหลัก

แม้จะมีอุปสรรคทางวัฒนธรรมและบริบทเดิม แต่ภาพรวมครอบครัวไทยที่เปลี่ยนไปก็สะท้อนการเปลี่ยนแปลงระดับโลกด้วย เมื่อคนจำนวนมากขึ้นเลือกกำหนดอนาคตการมีลูกของตัวเอง ไทยจึงมีโอกาสปรับปรุงระบบสวัสดิการและกฎหมายให้ทันสมัย โดยเรียนรู้จากต่างประเทศที่รัฐสนับสนุนครอบครัวหลากหลายรูปแบบ แล้วเห็นผลดีต่อทั้งเด็กและผู้ปกครอง

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ขยายเครือข่ายช่วยเหลือในชุมชน ปรับปรุงกฎเกณฑ์การลาคลอดและลาเลี้ยงดูบุตรให้ครอบคลุมครอบครัวที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม และสร้างหลักประกันการเข้าถึงการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ งานวิจัยกุมารเวชศาสตร์และจิตวิทยายังคงย้ำความสำคัญของสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและการดูแลที่มั่นคง มากกว่าโครงสร้างครอบครัว ดังที่กุมารแพทย์อาวุโสชาวไทยท่านหนึ่งกล่าวว่า “‘ไม่ว่าเด็กจะโตมากับพ่อแม่คนเดียวหรือสองคน ความสำเร็จอยู่ที่ความรัก ความใส่ใจ และการสนับสนุน สังคมและนโยบายต้องปรับตาม’”

สำหรับคนไทยที่กำลังพิจารณาทางเลือกนี้ สิ่งสำคัญคือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์ เข้าร่วมกลุ่มช่วยเหลือทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และเตรียมพร้อมการเงินรวมถึงแผนดูแลลูกให้มั่นคง คนในครอบครัว นักการศึกษา และนายจ้าง ควรส่งเสริมทัศนคติที่เปิดกว้าง และตระหนักว่าครอบครัวที่แข็งแรงมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ครอบครัวขยายแบบเดิมไปจนถึงบ้านที่มีพ่อหรือแม่คนเดียว เพื่อสนับสนุนเด็กและอนาคตของไทยอย่างแท้จริง การยอมรับและการปรับนโยบายในทางปฏิบัติควรสอดคล้องกับความจริงที่ว่า เด็กจะเติบโตได้ดีเมื่อมีผู้ใหญ่ที่ใส่ใจและทุ่มเท ไม่ว่าสถานะสมรสจะเป็นอย่างไร

แหล่งข้อมูล: