พักหลังมานี้ มีงานวิจัยและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ว่าพ่อแม่ต้องพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เหล่านักวิชาการชี้ว่า จริงๆ แล้ว การยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบต่างหากที่จะส่งผลดีต่อทั้งตัวพ่อแม่และลูก การปรับเปลี่ยนวิธีคิดนี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก สะท้อนให้เห็นว่าสังคมกำลังหันเหออกจากแรงกดดันที่ต้องเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ และหันมาให้ความสำคัญกับการเป็นพ่อแม่ที่ “ดีพอ” (Good Enough Parent) ซึ่งเป็นมุมมองที่น่าจะเข้ากับสถานการณ์ของครอบครัวไทยยุคปัจจุบัน ที่ต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ มากขึ้น

ความกดดันที่พ่อแม่ในเมืองไทยต้องเผชิญนั้นเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก ทั้งการเติบโตของโซเชียลมีเดีย สภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่แข่งขันกันดุเดือด และความคาดหวังที่สูงลิ่วจากญาติผู้ใหญ่ ล้วนสร้างบรรยากาศที่ทำให้พ่อแม่หลายคนรู้สึกว่าต้องเป็น “ยอดคุณพ่อคุณแม่” ที่ตัดสินใจอะไรก็ต้องเป๊ะเสมอ และต้องคอยปัดเป่าความทุกข์หรือความล้มเหลวไม่ให้เข้ามาใกล้ลูกเลย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยและคำแนะนำใหม่ๆ กำลังบอกเราว่า การวิ่งไล่ตามความสมบูรณ์แบบขนาดนั้นอาจไม่จำเป็น แถมยังอาจส่งผลเสียด้วยซ้ำ

ข้อมูลจากนักจิตวิทยาต่างประเทศที่อ้างถึงในบทความล่าสุดของ The Times ระบุว่า แนวคิดเรื่อง “พ่อแม่ที่ดีพอ” นั้นถูกพูดถึงครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1950 โดย โดนัลด์ วินนิคอตต์ นักจิตวิเคราะห์ชาวอังกฤษ เขาเชื่อว่าการที่พ่อแม่ทำผิดพลาดบ้างหรือแสดงความอ่อนแอให้เห็นเป็นครั้งคราว จะช่วยให้เด็กได้พัฒนาความสามารถในการปรับตัว ความเข้มแข็งทางใจ (resilience) และความฉลาดทางอารมณ์ งานวิจัยยุคใหม่ก็สนับสนุนมุมมองนี้ โดยชี้ว่าเมื่อพ่อแม่แสดงให้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์แบบ ลูกๆ จะได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่จำเป็น เช่น การแก้ปัญหา การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และการยอมรับในตัวเอง (thetimes.com)

นักจิตวิทยาเด็กชั้นนำท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “พ่อแม่มักมองข้ามประโยชน์ของความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ไป” เธอกล่าวเสริมว่า “เวลาที่พ่อแม่เอ่ยคำขอโทษหลังจากเผลอพลั้งอารมณ์เสียใส่ลูก หรือยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้รู้คำตอบไปซะทุกเรื่อง นั่นคือการสาธิตให้ลูกเห็นถึงวิธีรับมือกับปัญหา ความรับผิดชอบ และการเติบโตในชีวิตจริง” ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับ “ความเกรงใจ” และ “การรักษาหน้า” พ่อแม่หลายคนอาจรู้สึกกดดันเป็นพิเศษที่ต้องวางมาดนิ่งและดูดีอยู่ตลอดเวลา แต่ผู้เชี่ยวชาญแย้งว่า เด็กๆ จะได้รับประโยชน์มากกว่า หากได้เห็นพ่อแม่ในฐานะมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ได้เรียนรู้ว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต และเข้าใจกระบวนการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น

งานวิจัยล่าสุดด้านพัฒนาการเด็กชี้ว่า การเลี้ยงดูแบบปกป้องมากเกินไป หรือที่เรียกกันติดปากว่า “พ่อแม่เฮลิคอปเตอร์” (คอยบินวนดูแลไม่ห่าง) อาจนำไปสู่ปัญหาความวิตกกังวลและการพึ่งพาคนอื่นมากเกินไปในตัวเด็กโดยไม่ตั้งใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัยศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อธิบายว่า “การกันลูกออกจากความผิดหวังและอารมณ์แง่ลบทุกชนิด อาจกลายเป็นการจำกัดการเติบโตทางอารมณ์ของพวกเขาเสียเอง” ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากสมาคมผู้ปกครองในไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งรายงานว่ามีพ่อแม่เข้ามาปรึกษาเรื่องความเครียด ความกังวล และความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19

ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำถึงหลักฐานที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับ “การเมตตาต่อตนเอง” (self-compassion) และบทบาทสำคัญในการเป็นพ่อแม่ที่มีคุณภาพ งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Family Psychology พบว่า เมื่อคุณแม่ฝึกฝนที่จะเมตตาต่อตัวเอง ลูกๆ ของพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะแสดงปัญหาพฤติกรรมน้อยลง และสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น (pubmed.ncbi.nlm.nih.gov) กุมารแพทย์ชั้นนำในประเทศไทยหลายท่านจึงแนะนำให้พ่อแม่ยอมรับความยากลำบากของตนเอง และเผชิญหน้ากับความผิดพลาดด้วยใจที่เปิดกว้างและเมตตา ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเอง แต่เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกๆ เห็นด้วย

สำหรับครอบครัวไทย มุมมองเหล่านี้อาจมีความหมายเป็นพิเศษ ในยุคที่ค่านิยมดั้งเดิมต้องมาปะทะกับอิทธิพลและความกดดันจากโลกภายนอก พ่อแม่ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ มักเล่าว่ารู้สึกเครียดกับการต้องวิ่งตามความคาดหวังเรื่องการศึกษา กิจกรรมเสริมทักษะ และมาตรฐานการเลี้ยงดูที่เห็นผ่านโลกออนไลน์ นักให้คำปรึกษาจากโรงเรียนนานาชาติชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เล่าว่า “เราเจอพ่อแม่ที่กังวลตลอดเวลาว่าจะเลือกโรงเรียน เลือกอาหาร หรือใช้วิธีฝึกวินัยแบบไหนถึงจะ ‘ถูกต้อง’ ที่สุด แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดคือความผูกพันที่อบอุ่นและจริงใจ ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ”

ประวัติศาสตร์ของไทยที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างครอบครัวที่ใกล้ชิดและการสนับสนุนจากชุมชนรอบข้าง สามารถเป็นต้นทุนที่ไม่เหมือนใครในการน้อมรับแนวคิด “การเลี้ยงลูกแบบไม่สมบูรณ์แบบ” ได้ ปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องมักมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลเด็ก ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระและถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น การเปลี่ยนจุดสนใจจากความสมบูรณ์แบบมาสู่การอยู่กับปัจจุบัน จะช่วยให้พ่อแม่ชาวไทยสามารถดึงจุดแข็งดั้งเดิมเหล่านี้มาใช้ พร้อมๆ กับปรับตัวให้เข้ากับข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ จากงานวิจัยได้

ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า การยอมรับประโยชน์ของความไม่สมบูรณ์แบบจะค่อยๆ แพร่หลายมากขึ้น เมื่อพ่อแม่และนักการศึกษาหันมาพูดคุยถึงความท้าทายต่างๆ อย่างเปิดอกมากขึ้น แคมเปญในโซเชียลมีเดียและกลุ่มสนับสนุนต่างๆ ก็เริ่มส่งเสริมให้เกิดความซื่อสัตย์เกี่ยวกับทั้งด้านดีและด้านที่ยากลำบากของการเป็นพ่อแม่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งช่วยลดทอนผลกระทบจาก “ภาพสวยหรู” ที่กระตุ้นความคาดหวังที่ไม่สมจริง โรงเรียนในประเทศไทยเองก็กำลังค่อยๆ นำการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (social-emotional learning) และโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเข้ามาปรับใช้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับอุปสรรคและความสามารถในการฟันฝ่าปัญหา

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ชาวไทยที่กำลังรู้สึกเหนื่อยล้ากับความคาดหวังที่ต้องสมบูรณ์แบบ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำได้จริง: เป็นแบบอย่างของการยอมรับในตัวเองและรู้จักกล่าวขอโทษเมื่อทำผิดพลาด, เปิดโอกาสให้ลูกได้เห็นเราแก้ปัญหาและเรียนรู้จากความผิดพลาด, ขอความช่วยเหลือจากคนในครอบครัวและคนรอบข้างเมื่อต้องการ, และจำไว้เสมอว่าความอบอุ่นและความสม่ำเสมอสำคัญกว่าการทำทุกอย่างได้ไร้ที่ติ ดังที่นักบำบัดครอบครัวชั้นนำของไทยท่านหนึ่งสรุปไว้อย่างน่าคิดว่า “ไม่ใช่ความผิดพลาดที่พ่อแม่ทำ แต่เป็นการตอบสนองต่อความผิดพลาดต่างหาก ที่หล่อหลอมสุขภาวะที่ดีของเด็ก”

ในวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การยอมรับการเป็นพ่อแม่ที่ “ดีพอ” อาจฟังดูขัดกับความรู้สึกในตอนแรก แต่มันคือการเปิดเส้นทางไปสู่ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ราบรื่นขึ้นและพัฒนาการของเด็กที่ดีขึ้น การสลัดทิ้งมายาคติเรื่องความสมบูรณ์แบบจะเปิดพื้นที่สำหรับความผูกพันที่แท้จริง ความอดทน และการเติบโต ไม่ใช่แค่สำหรับลูกๆ แต่สำหรับตัวพ่อแม่เองด้วย

แหล่งข้อมูล: thetimes.com, pubmed.ncbi.nlm.nih.gov, bbc.com/news/parenting, bangkokpost.com