กระแสการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในองค์กรยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Klarna, UPS, Duolingo, Intuit และ Cisco กำลังโหมกระพือให้เกิดการปลดพนักงานระลอกใหม่ ส่งผลให้ความกังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงานทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อระบบอัตโนมัติกำลังเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมทั้งระบบ แนวโน้มนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจและแรงงานไทย ในขณะที่แรงกดดันให้ต้องนำ AI มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกำลังเข้มข้นขึ้นทั่วภูมิภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บทความเจาะลึกจาก Forbes เผยให้เห็นว่าบริษัทชั้นนำต่างเร่งนำ AI มาใช้งานเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ภาวะเงินเฟ้อ และความผันผวนของราคาหุ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองในแง่ดีว่าจะช่วยส่งเสริมพนักงาน บัดนี้กลับเผยให้เห็นความจริงอันน่ากังวลว่า ตำแหน่งงานของมนุษย์กำลังเปราะบางมากขึ้นทุกขณะ เมื่อระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถจัดการงานที่เคยต้องอาศัยพนักงานจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้อ่านชาวไทย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวคราวของบริษัทต่างชาติ แต่เป็นบทเรียนและสัญญาณเตือนที่น่าขบคิด เศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาภาคบริการ การผลิต และภาคเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต อาจต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันในไม่ช้า ในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องแรงงานขยันขันแข็งและสู้ชีวิต คำถามสำคัญจึงผุดขึ้นมาว่า: จะเกิดอะไรขึ้นหากระบบอัตโนมัติเริ่มเข้ามาแทนที่งานนับพันนับหมื่นตำแหน่ง? ธุรกิจ สถาบันการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายของไทยจะรับมือกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนี้ได้อย่างไร?
บทความดังกล่าวให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเลิกจ้างครั้งใหญ่หลายครั้งที่เป็นผลมาจากการลงทุนด้าน AI ตัวอย่างเช่น Klarna บริษัทฟินเทคสัญชาติสวีเดนที่โด่งดังจากแพลตฟอร์ม “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” ได้ปลดพนักงานกว่า 1,000 ตำแหน่งในปี 2024 หรือคิดเป็นราว 10% ของพนักงานทั่วโลก โดยนำผู้ช่วย AI สุดล้ำมาใช้จัดการงานบริการลูกค้าและงานปฏิบัติการทั่วไป ผู้นำของ Klarna เปิดเผยต่อสาธารณะว่าแชตบอตและกระบวนการอัตโนมัติสามารถตอบคำถามลูกค้าและจัดการเรื่องคืนเงินได้แล้ว อีกทั้งยังช่วยให้บริษัทขยายกิจการได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง จากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย ระบบ AI เหล่านี้สามารถทำงานเทียบเท่ากับพนักงานเต็มเวลาถึง 700 คนเลยทีเดียว
UPS หนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของโลก ก็เดินหน้าไปอีกขั้นด้วยการประกาศแผนเลิกจ้างพนักงานถึง 20,000 คนในช่วงต้นปี 2025 แม้ผู้บริหารของ UPS จะแย้งว่า AI ไม่ได้เข้ามา “แทนที่” พนักงานบางส่วนโดยตรง แต่นวัตกรรมด้านแมชชีนเลิร์นนิง การปรับเส้นทางขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และการกำหนดราคาแบบยืดหยุ่น (dynamic pricing) ได้ช่วยให้บริษัทสามารถทำงานที่เคยต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญของมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ ความพยายามเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทโลจิสติกส์ทั่วโลก รวมถึงผู้ให้บริการขนส่งของไทยเอง กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อและกำไรที่หดตัวลง
Duolingo บริษัทเจ้าของแอปเรียนภาษายอดนิยม เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ โดยได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์องค์กรเป็น “AI-first” (AI มาก่อน) ในปี 2025 บริษัทได้ยกเลิกสัญญากับพนักงานสัญญาจ้างประมาณ 10% โดยให้เหตุผลว่าเครื่องมือแปลภาษาพลัง AI ตัวใหม่ สามารถสร้างและปรับเนื้อหาหลักสูตรภาษาให้เข้ากับบริบทของแต่ละท้องถิ่นทั่วโลกได้แล้ว การสื่อสารภายในของ Duolingo ยังบ่งชี้ถึงแผนการที่ AI จะเข้ามาดูแลไม่เพียงแต่งานแปลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการประเมินผลการปฏิบัติงานและการจ้างงานในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าพนักงานประจำส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และงานด้านการศึกษาก็ไม่รอดพ้นจากระบบอัตโนมัติอีกต่อไป
Intuit เจ้าของผลิตภัณฑ์ยอดฮิตอย่าง TurboTax และ QuickBooks ได้ลดพนักงาน 1,800 ตำแหน่งในปี 2024 โดยระบุชัดเจนว่าการลดจำนวนพนักงานเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อนำเงินไปลงทุนเพิ่มเติมใน AI ผู้นำของบริษัทกล่าวว่าการนำ AI มาปรับใช้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับโซลูชันใหม่ๆ ในด้านการสนับสนุนลูกค้า การวิเคราะห์ทางการเงินอัตโนมัติ และการเตรียมภาษี ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับผู้บริโภคทั้งในระดับโลกและในไทยในยุคดิจิทัล
Cisco Systems บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ด้านเครือข่ายและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ก็ได้ปรับลดพนักงานประมาณ 5,900 ตำแหน่ง โดยยอมรับว่าเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนที่มีการเติบโตสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI และการจัดการเครือข่ายอัตโนมัติ
ปัจจัยร่วมที่พบในกลุ่มบริษัทข้ามชาติเหล่านี้คือ นักลงทุนในตลาดหุ้นมักจะตอบรับในเชิงบวกต่อบริษัทที่นำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ผู้บริหารต้องลดขนาดองค์กรและนำระบบอัตโนมัติมาใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นจากมุมมองของผู้นำในแวดวงเทคโนโลยีและการเงินของไทย ซึ่งบางส่วนกล่าวถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนอย่างเปิดเผย ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันตัวเองสู่การเป็น ‘ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล’ ของภูมิภาคอย่างแท้จริง (Bangkok Post)
ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการเตือนว่าภัยคุกคามนี้เป็นเรื่องจริง รายงานระดับภูมิภาคขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ปี 2024 ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจสูญเสียงานราว 56 ถึง 137 ล้านตำแหน่งให้กับระบบอัตโนมัติภายในปี 2030 หากไม่มีการเร่งพัฒนาทักษะและโครงการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างจริงจัง (ILO) หน่วยงานของไทย ตั้งแต่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไปจนถึงสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (อววน.) ได้ยกให้ ‘การปรับทักษะ’ (reskilling) และ ‘ความรู้ดิจิทัล’ (digital literacy) เป็นวาระสำคัญมานานแล้ว แต่ความคืบหน้ายังคงไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะนอกเขตกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ
ผู้สังเกตการณ์ในภาคอุตสาหกรรมเน้นย้ำว่าความเสี่ยงไม่ได้กระจายเท่ากัน งานในศูนย์บริการลูกค้า (call center) โลจิสติกส์ การเงิน การค้าปลีก และการสร้างสรรค์เนื้อหา (content creation) ดูเหมือนจะเปราะบางเป็นพิเศษ ในประเทศไทย มีคนหลายล้านชีวิตทำงานในภาคโลจิสติกส์ การธนาคาร และการท่องเที่ยว ซึ่งแต่ละภาคส่วนต่างก็กำลังตั้งเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเข้มข้น ‘เราเห็นบริษัทไทยจำนวนมากนำแชตบอต AI มาใช้สนับสนุนลูกค้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ที่เร่งให้เกิดดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน’ ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อเดือนที่แล้ว ‘แต่เมื่อระบบเก่งขึ้นเรื่อยๆ คำถามไม่ใช่ว่าบทบาทหน้าที่ต่างๆ จะเปลี่ยนไปหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะมีตำแหน่งงานจำนวนเท่าใดที่จะหายไปเลยต่างหาก’
อย่างไรก็ตาม ก็ยังพอมีมุมมองแห่งความหวังอยู่บ้าง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานท่านหนึ่งกล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า ‘AI ไม่จำเป็นต้องเป็นหายนะเสมอไป ด้วยนโยบายและการฝึกอบรมที่เหมาะสม คนไทยสามารถก้าวไปสู่บทบาทใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ทำงานเคียงข้างไปกับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้’ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นพ้อง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของโครงการที่รัฐสนับสนุนอย่างครอบคลุม เพื่อช่วยให้แรงงานได้ฝึกทักษะใหม่ๆ และชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของหลักสูตรอาชีวศึกษาและหลักสูตรดิจิทัลออนไลน์ที่ได้เข้ามาพลิกโฉมบางภาคส่วนไปแล้ว
เมื่อมองย้อนกลับไปในวัฒนธรรมไทย จะเห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอันน่าทึ่งเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมในศตวรรษที่ผ่านมา และการรับมือกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ล้วนแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวและเริ่มต้นใหม่ของคนไทย
แต่สถานการณ์ปัจจุบันเรียกร้องให้ต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำธุรกิจ และนักการศึกษาของไทยต้องจับมือกันสร้างแรงงานที่พร้อมสำหรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งหมายถึงการลงทุนใน ‘ทักษะที่พร้อมสำหรับอนาคต’ (future-proof skills) เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความเข้าใจข้อมูล การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และทักษะทางสังคม (soft skills) ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่เครื่องจักรทำได้ยาก (World Economic Forum) แผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม เช่น แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่อยู่ระหว่างการพิจารณา การขยายการสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการช่วยเหลือผู้ว่างงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น กำลังเป็นที่ถกเถียงในรัฐสภา แต่การนำไปปฏิบัติยังคงไม่ทั่วถึง (Bangkok Post)
ภาคธุรกิจเองก็ต้องมีบทบาทสำคัญ โดยต้องทำให้แน่ใจว่าการเพิ่มประสิทธิภาพจากระบบอัตโนมัติจะเดินหน้าควบคู่ไปกับการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ‘ท้ายที่สุดแล้ว บริษัทที่ดูแลพนักงานของตนในช่วงเปลี่ยนผ่าน จะได้รับความภักดีและนวัตกรรมที่มากขึ้นตอบแทน’ ตามความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์แรงงานผู้มีชื่อเสียงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ‘แต่นี่ต้องอาศัยการเปลี่ยนมุมมองจากการมอง AI เป็นแค่เครื่องมือลดต้นทุน ไปสู่การมองว่าเป็นเครื่องมือในการเสริมพลังให้ผู้คน’
สำหรับแรงงานไทยทั่วไป การเปลี่ยนแปลงนี้นำมาซึ่งคำถามที่ท้าทายและเป็นเรื่องใกล้ตัว: จะไปหาทักษะใหม่ๆ ได้จากที่ไหน? ภาคส่วนใดที่จะยัง ‘ปลอดภัย’ สำหรับการทำงานในอนาคต? จะสร้างสมดุลระหว่างความหวังในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับความกลัวตกงานได้อย่างไร?
คำแนะนำเร่งด่วนที่สุดสำหรับผู้อ่านชาวไทยคือการเริ่ม ‘เตรียมพร้อมรับอนาคต’ ตั้งแต่ตอนนี้: เข้ารับการอบรมด้านความรู้ดิจิทัล สอบถามศูนย์จัดหางานในพื้นที่เกี่ยวกับโอกาสในการยกระดับทักษะ (upskilling) และติดตามแนวโน้มการนำ AI มาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างใกล้ชิด สำหรับนายจ้าง ควรจับมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อจัดหลักสูตรปรับทักษะ (reskilling) ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายควรเร่งรัดแผนการสนับสนุนที่ตรงจุดและเข้าถึงได้จริง
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยก การที่บริษัทระดับโลกนำ AI มาแทนที่พนักงานอย่างรวดเร็ว ถือเป็นทั้งสัญญาณเตือนและแรงกระตุ้นให้ต้องลงมือทำ ด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบ การลงทุนเชิงกลยุทธ์ และความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชน ประเทศไทยจะสามารถควบคุมประโยชน์ของ AI พร้อมทั้งบรรเทาผลกระทบที่รุนแรงที่สุดให้น้อยลงได้
แหล่งข้อมูล:
- Forbes - It’s Time To Get Concerned, Klarna, UPS, Duolingo, Cisco, And Many Other Companies Are Replacing Workers With AI
- Bangkok Post - Thailand aims to become digital economy hub
- ILO - Understanding the potential impact of technology on jobs in Southeast Asia
- World Economic Forum - The rise of AI and its impact on future skills
- Bangkok Post - Government vows to close digital skills gap