ยุคนี้ใครๆ ก็เห็นผงอิเล็กโทรไลต์วางขายทั่วไป ตั้งแต่นักออกกำลังกายตัวยงไปจนถึงคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่เคยสงสัยไหมว่า การกินเกลือแร่พวกนี้มากเกินไปจะเป็นภัยหรือเปล่า? บทวิเคราะห์ชิ้นล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อ 1 พฤษภาคม 2025 ซึ่งเขียนโดยนักกำหนดอาหารวิชาชีพและผ่านการตรวจสอบทางการแพทย์จากทีม NBC’s TODAY ชี้ชัดว่า สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การกินอิเล็กโทรไลต์เสริมเกินความจำเป็นไม่เพียงแต่เปล่าประโยชน์ แต่อาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพได้เลยทีเดียว (today.com)
อิเล็กโทรไลต์ หรือที่เรียกกันว่าเกลือแร่ อย่างโซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียมนั้น สำคัญมากต่อการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาท เรื่องนี้ไม่มีใครเถียง โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกายหนักๆ หรือเจออากาศร้อนอบอ้าวแบบบ้านเรา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญกลับสวนทางกับคำโฆษณาของผลิตภัณฑ์อิเล็กโทรไลต์หน้าใหม่ๆ ที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่ช่องทางออนไลน์ เพราะความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการผงชงดื่มหรือเครื่องดื่มพิเศษเหล่านี้เพื่อรักษาสมดุลเกลือแร่ที่ดีเลย
ร่างกายคนเราเก่งมากในการรักษาระดับอิเล็กโทรไลต์ให้คงที่ด้วยกลไกที่เรียกว่า “สภาวะสมดุล” (homeostasis) ผู้ให้ข้อมูลทางการแพทย์ท่านหนึ่งของ TODAY ย้ำว่า “คุณไม่จำเป็นต้องดื่มอิเล็กโทรไลต์ คนส่วนใหญ่ได้รับมันเพียงพออยู่แล้ว…จากอาหารที่กินเข้าไป” จริงๆ แล้ว สำหรับคนเมืองในบ้านเราที่มักกินอาหารรสจัด มีโซเดียมสูงจากน้ำปลา ของหมักดอง หรือขนมกรุบกรอบต่างๆ ความเสี่ยงที่น่าห่วงกว่ากลับเป็นการได้รับโซเดียมมากเกินไป ไม่ใช่การขาดแคลน
งานวิจัยก็ยืนยันตรงกันว่า ถ้าไม่ใช่กรณีพิเศษจริงๆ เช่น ออกกำลังกายต่อเนื่องนานมากๆ เล่นกีฬาหนักหน่วง หรือต้องตากแดดร้อนจัดเป็นเวลานาน การดื่มน้ำเปล่าและกินอาหารตามปกติก็เพียงพอแล้วที่จะชดเชยสิ่งที่ร่างกายต้องการ (today.com) ผลไม้อย่างกล้วย ส้ม ผักใบเขียว หรืออาหารทะเล ซึ่งเป็นของหากินง่ายในเมืองไทย ล้วนอุดมไปด้วยอิเล็กโทรไลต์ตามธรรมชาติ คนที่ออกกำลังกายระดับปานกลาง หรือแม้แต่ซ้อมมวยไทยเป็นประจำ ก็แทบไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าน้ำเปล่ากับอาหารที่สมดุลเพื่อรักษาระดับน้ำในร่างกาย
อันตรายจากการได้รับอิเล็กโทรไลต์เกินขนาดนั้นน่ากลัว ภาวะโซเดียมในเลือดสูง (Hypernatremia) อาจทำให้ความดันเลือดพุ่งสูง และอาจร้ายแรงถึงขั้นเกิดอาการทางระบบประสาท เช่น อาการชักได้ ส่วนภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia) ก็อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ขณะที่แมกนีเซียมและแคลเซียมที่ไม่สมดุลก็สัมพันธ์กับอาการอ่อนเพลียและกล้ามเนื้ออ่อนแรง บทความเตือนว่า “การบริโภคอิเล็กโทรไลต์มากเกินไปอาจรบกวนสมดุลตามธรรมชาติของร่างกาย และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต” ที่สำคัญ ภาวะขาดน้ำส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการไม่ดื่มผงอิเล็กโทรไลต์ แต่มาจากการดื่มน้ำเปล่าไม่พอ หรือหักโหมออกแรงเกินไปในสภาพแวดล้อมที่หนักหน่วงมากกว่า
ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่า คนที่ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความอึดนานๆ เช่น นักวิ่งมาราธอน นักปั่นจักรยานทางไกล หรือคนที่ทำงานกลางแจ้งท่ามกลางแดดจัด อาจจำเป็นต้องได้รับอิเล็กโทรไลต์เสริม ซึ่งก็ต้องดูปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ทั้งอัตราการเสียเหงื่อ ปริมาณแร่ธาตุในเหงื่อ และสภาพร่างกายของแต่ละคน ในกรณีแบบนี้ นักกีฬาในไทยมักจะเข้ารับการทดสอบเหงื่อ (sweat testing) เพื่อวางแผนการดื่มน้ำและเกลือแร่ให้เหมาะกับตัวเองที่สุด นักวิจัยด้านกีฬาและนักโภชนาการแนะนำว่า แม้จะเป็นกิจกรรมที่หนักหน่วง การเสริมก็ควรทำอย่างเหมาะสมและมีการประเมินที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทำตามกระแสการตลาด (today.com)
ผงอิเล็กโทรไลต์มีหลายสูตร ส่วนใหญ่มักมีโซเดียม โพแทสเซียม และบางทีก็มีแมกนีเซียมกับแคลเซียมด้วย สูตรที่ดีต่อสุขภาพควรมีแร่ธาตุเหล่านี้ในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย และควรเลี่ยงสารให้ความหวานสังเคราะห์ที่อาจทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่นักกีฬาไทยต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องแข่งในสภาพอากาศร้อน ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลกลูโคสบ้างเล็กน้อยอาจช่วยเติมพลังงานระหว่างกิจกรรมนานๆ ได้ แต่เครื่องดื่มเกลือแร่ที่หวานเจี๊ยบก็ยังไม่จำเป็นสำหรับคนทั่วไปอยู่ดี
ถ้ามองในมุมสังคมและวัฒนธรรมไทย สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าพฤติกรรมการดื่มน้ำและเกลือแร่ของเราสัมพันธ์กับอาหารการกินอย่างไร คนไทยจำนวนมากได้รับเกลือแร่ที่จำเป็นจากอาหารในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว การที่ผงชงดื่มสำเร็จรูปเข้ามาตีตลาด อาจเป็นแค่การตามกระแสโลกมากกว่าความต้องการทางการแพทย์จริงๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขไทยเตือนเสมอว่าอย่าเพิ่งรับกระแสนิยมจากต่างประเทศมาใช้โดยไม่ทันคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนไทยจำนวนไม่น้อยมีปัญหาเรื่องการกินเค็ม (โซเดียมสูง) อยู่แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในประเทศเพิ่มขึ้น (องค์การอนามัยโลก - ประเทศไทย)
ขณะที่ประเทศไทยพัฒนาไป และอุตสาหกรรมสุขภาพ (Wellness) ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แรงกดดันทางการตลาดก็พยายามชักจูงให้ผู้บริโภคหันไปหา “เคล็ดลับเติมน้ำ” แบบต่างๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการยึดหลักวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาดั้งเดิม การกินผลไม้สดๆ น้ำมะพร้าว หรือแม้แต่น้ำแกงแบบไทยๆ ก็มักจะเพียงพอ และอาจดีกว่าผงสำเร็จรูปนำเข้าราคาแพงด้วยซ้ำ นักกำหนดอาหารชาวไทยแนะนำว่า การสื่อสารกับประชาชนควรเน้นเรื่องโภชนาการที่สมดุลรอบด้าน ส่งเสริมอาหารทำเองที่บ้านและเครื่องดื่มจากธรรมชาติ มากกว่าจะเน้นอาหารเสริมสำเร็จรูป เว้นแต่จะมีความจำเป็นทางการแพทย์หรือสำหรับนักกีฬาจริงๆ (today.com)
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ในอนาคต การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมเกลือแร่ในไทยจะยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและชาวต่างชาติ ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขและนักวิชาการต้องเน้นย้ำข้อมูลที่ถูกต้องและสมดุล: การเสริมอิเล็กโทรไลต์มีประโยชน์ในบางสถานการณ์ แต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในชีวิตประจำวัน ธุรกิจที่ขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ควรให้ข้อมูลเรื่องขนาดบริโภคและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างชัดเจน
คำแนะนำสำหรับคนไทยคือ: ลองประเมินดูว่าร่างกายต้องการน้ำและเกลือแร่มากน้อยแค่ไหนจริงๆ โดยดูจากกิจกรรมที่ทำ สภาพแวดล้อม และสุขภาพของตัวเอง สำหรับการดื่มน้ำในชีวิตประจำวัน ให้เน้นน้ำเปล่าและผลไม้ไทยฉ่ำน้ำอย่างแตงโม กล้วย หรือมังคุด เก็บผงอิเล็กโทรไลต์ไว้ใช้เฉพาะตอนที่จำเป็นจริงๆ เช่น วิ่งมาราธอน แข่งฟุตบอล หรือทำงานก่อสร้างกลางแดดเปรี้ยง ควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกครั้ง เลี่ยงสารปรุงแต่งสังเคราะห์ และถ้าไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ (today.com)
สรุปง่ายๆ คือ แม้ว่าอิเล็กโทรไลต์จะจำเป็นต่อร่างกาย แต่การเสริมมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ การผสมผสานภูมิปัญญาด้านอาหารของไทยเข้ากับความรู้ด้านโภชนาการสมัยใหม่ จะช่วยให้เราเลือกวิธีดูแลสมดุลน้ำและเกลือแร่ที่เหมาะกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของเราได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสสุขภาพที่ถาโถมเข้ามา