เสียงวิจารณ์ในหมู่นักวิทยาศาสตร์เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ต่อโครงการพัฒนา “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบจักรวาล” มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) หลังจากมีข่าวว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้กลับเลือกใช้เทคโนโลยีวัคซีนแบบเก่าที่ใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 แทนที่จะเลือกแนวทางที่ทันสมัยกว่า ประเด็นถกเถียงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทิศทางทางวิทยาศาสตร์และยุทธศาสตร์ของความพยายามระดับโลกในการกำราบไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังจุดประเด็นความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับลำดับความสำคัญของการลงทุนด้านสาธารณสุข และความเร็วในการพัฒนานวัตกรรมวัคซีน ซึ่งสำหรับประเทศไทย ที่ยังคงเผชิญกับภาระจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลทุกปี เรื่องนี้ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการพัฒนาวัคซีนในระดับโลก และการเสาะแสวงหาวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไวรัสเจ้าเล่ห์ที่กลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบจักรวาลเปรียบได้กับ “จอกศักดิ์สิทธิ์” หรือเป้าหมายสูงสุดที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อต่างใฝ่ฝันถึง ต่างจากวัคซีนแบบรายปีที่ต้องคอยปรับสูตรใหม่ให้ทันกับสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามทฤษฎีแล้ว วัคซีนครอบจักรวาลจะสามารถให้การป้องกันที่ครอบคลุมและยาวนานต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่หลายสายพันธุ์ หรืออาจจะทุกสายพันธุ์เลยก็ได้ ซึ่งนั่นหมายถึงการช่วยชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลก และยุติวงจรที่ต้องคอยลุ้นคาดเดาสายพันธุ์ที่จะระบาดในฤดูกาลถัดไป ในแต่ละปี มีคนไทยกว่า 150,000 คนต้องนอนโรงพยาบาล และกว่า 1,000 คนเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัว (WHO SEARO)
ประเด็นร้อนล่าสุดมุ่งไปที่การตัดสินใจของ NIH ที่จะทุ่มงบประมาณมหาศาลถึงครึ่งพันล้านดอลลาร์ให้กับโครงการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบจักรวาล ซึ่งตามข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่อ้างอิงใน Stat News กลับเลือกใช้วิธีการ “แบบดั้งเดิม” ที่อาศัยโปรตีนเป็นพื้นฐาน (protein-based) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1940 แทนที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง mRNA หรือไวรัสเวกเตอร์ (viral vector) ที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในช่วงการระบาดของโควิด-19 มาใช้ ซึ่งเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าสามารถพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพสูงได้อย่างรวดเร็ว สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่ายเพื่อรับมือกับการกลายพันธุ์ และอาจให้การป้องกันที่กว้างขวางกว่า
นักวิจัยจากสถาบันชั้นนำทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลกต่างแสดงความผิดหวังที่ NIH ดูเหมือนจะเลือกเดินทางที่พวกเขาเห็นว่าเป็นแนวทางที่ “อนุรักษ์นิยมและเน้นความปลอดภัยไว้ก่อน” ซึ่งอาจทำให้สูญเสียโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่อาจพลิกโฉมวงการได้ นักภูมิคุ้มกันวิทยาอาวุโสรายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามกล่าวกับ Stat News ว่า “มันน่าเสียดายโอกาสที่จะขับเคลื่อนวงการนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่ศตวรรษที่ 21 มีให้ โลกคาดหวังจากเรามากกว่านี้ หลังจากสิ่งที่เราได้เห็นกับวัคซีนโควิด-19” ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ เตือนว่า การตัดสินใจลงทุนเช่นนี้อาจเป็นการ “ยึดติด” กับเทคโนโลยีเก่า และเบี่ยงเบนทรัพยากรสำคัญไปจากแพลตฟอร์มที่อาจพิสูจน์ได้ว่ามีความคล่องตัว ทนทาน และขยายขนาดการผลิตได้ดีกว่าในการต่อกรกับไวรัสที่เปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาทางวิชาการเท่านั้น ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสภาพอากาศร้อนชื้นเอื้อให้ไข้หวัดใหญ่ระบาดได้ตลอดทั้งปี การฉีดวัคซีนมักเผชิญกับความท้าทายจากวัคซีนที่ไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาดจริง การขาดแคลนวัคซีน และอัตราการฉีดวัคซีนที่ยังไม่ครอบคลุมในหมู่ประชาชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากกระทรวงสาธารณสุขของไทยท่านหนึ่งชี้ว่า การพึ่งพาเทคโนโลยีวัคซีนแบบเดิมๆ อาจทำให้เกิดความล่าช้า ทำให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงเมื่อการคาดการณ์สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ผิดพลาด “ทุกปีเราเหมือนต้องวิ่งไล่ตามไวรัสอยู่ตลอด หากมีวัคซีนครอบจักรวาลเกิดขึ้นจริง มันจะเปลี่ยนโฉมหน้าการป้องกันโรคให้กับคนไทยนับล้านได้อย่างแน่นอน” ตัวแทนจากกรมควบคุมโรคกล่าว
ในอดีต ประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ภายในประเทศ และเข้าร่วมการทดลองทางคลินิกสำหรับแพลตฟอร์มวัคซีนใหม่ๆ (Bangkok Post) อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านงบประมาณและความจำเป็นในการผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยโลก (WHO prequalification) มักเป็นอุปสรรคต่อการนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดมาใช้ในวงกว้าง แต่ในช่วงหลายปีหลังการระบาดของโควิด-19 ประชาชนเริ่มคุ้นเคยและตระหนักถึงศักยภาพของวัคซีน mRNA มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับความเห็นในแวดวงวิทยาศาสตร์นานาชาติ
กลุ่มนักวิจารณ์โครงการของ NIH ย้ำว่า นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องนำบทเรียนจากยุคการระบาดใหญ่มาปรับใช้กับภัยคุกคามจากโรคติดเชื้ออื่นๆ “การรับมือกับโควิด-19 สอนเราว่า เราสามารถสร้างความก้าวหน้าครั้งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว หากมีความร่วมมือระหว่างประเทศและใช้วิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดที่เรามี” ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวัคซีนจากสำนักงานภูมิภาคขององค์การอนามัยโลกกล่าว “คงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากก้าวกระโดดครั้งสำคัญในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ต้องมาสะดุดเพราะแนวคิดที่อาจล้าสมัยและขั้นตอนที่ล่าช้าของระบบ”
อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงท้วงติงให้ใช้ความระมัดระวังเช่นกัน แม้ว่าเทคโนโลยีอย่าง mRNA และแพลตฟอร์มขั้นสูงอื่นๆ จะดูมีอนาคตสดใส แต่เรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพในระยะยาวสำหรับไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่หลากหลายและมีความเสี่ยงสูง ยังคงต้องรอการศึกษาเพิ่มเติม “วิทยาศาสตร์ต้องสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วและเชื่อถือได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีวิตผู้คนนับพันล้านต้องพึ่งพาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในแต่ละฤดูกาล” นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทยให้ความเห็น
สำหรับประเทศไทย ผลลัพธ์ของข้อถกเถียงเรื่องโครงการของ NIH นี้ มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ด้านวัคซีนของประเทศและการจัดซื้อระหว่างประเทศในอีกหลายปีข้างหน้า หากโครงการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบจักรวาลของสหรัฐฯ ไม่สามารถส่งมอบผลลัพธ์ตามที่คาดหวังไว้ เจ้าหน้าที่ของไทยอาจต้องหันมาเน้นความร่วมมือด้านการวิจัยของตนเองให้มากขึ้น และแสวงหาข้อตกลงการจัดซื้อที่ยืดหยุ่นเพื่อเข้าถึงวัคซีนรุ่นใหม่ๆ ได้ทันท่วงทีเมื่อมีจำหน่าย นอกจากนี้ ยังมีความพยายามรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับคุณค่าของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อต่อสู้กับทั้งความชะล่าใจและความลังเลในการรับวัคซีน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเพิ่มความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนในหลายจังหวัดของไทยมาโดยตลอด (กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย)
ขณะที่ประชาคมสาธารณสุขโลกกำลังจับตาดูความคืบหน้าของ NIH อย่างใกล้ชิด คำถามที่ใหญ่กว่าสำหรับประเทศอย่างไทยก็คือ จะทำอย่างไรให้มั่นใจได้ว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์จากวิทยาศาสตร์วัคซีนที่ทันสมัย โดยไม่ต้องพึ่งพาการพัฒนาในสหรัฐฯ หรือยุโรปเพียงอย่างเดียว ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนชี้ว่า ความร่วมมือระดับภูมิภาค การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตในประเทศจะเป็นกุญแจสำคัญ ขณะที่บางส่วนเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องลงทุนในการวิจัยที่ตอบโจทย์รูปแบบการระบาดของโรคและสภาวะสุขภาพของประชากรที่เป็นเอกลักษณ์ในภูมิภาคเอเชียเขตร้อน
ในระยะสั้น ขอแนะนำให้คนไทยติดตามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับคำแนะนำในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การสวมหน้ากากอนามัย และการหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ยังคงเป็นมาตรการสำคัญในระหว่างที่การแสวงหาวัคซีนครอบจักรวาลยังคงดำเนินต่อไป การติดตามการวิจัยวัคซีนในระดับนานาชาติอย่างใกล้ชิด และการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมมากขึ้นในการทดลองทางคลินิกและการหารือด้านกฎระเบียบ จะช่วยให้ประเทศไทยพร้อมที่จะรับประโยชน์จากความก้าวหน้าครั้งต่อไป ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ Stat News: Scientists question NIH project’s use of 20th century technology to make a universal flu vaccine, WHO SEARO, และ Bangkok Post เกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีน