สัปดาห์นี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อแถวหน้าของสหรัฐฯ ออกมาให้ความเห็นที่น่ากังวลว่า โลกอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “หลังภูมิคุ้มกันหมู่” (post-herd immunity) สำหรับโรคหัดอย่างแท้จริง หลังจากช่องว่างในการฉีดวัคซีนได้จุดชนวนให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ในหลายประเทศ คำเตือนนี้มีขึ้นในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับการระบาดของโรคหัดที่หนักหน่วงที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยมีรายงานผู้ป่วยมากกว่า 930 รายเฉพาะในปีนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายว่าเกราะป้องกันจากภูมิคุ้มกันในชุมชนกำลังสั่นคลอน (The Guardian, MSN)
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนไทย เพราะการที่อัตราการฉีดวัคซีนทั่วโลกลดต่ำลง ย่อมส่งผลให้ความเสี่ยงที่โรคหัดจะหวนกลับมาระบาดในประเทศที่เคยควบคุมโรคได้ดีแล้วเพิ่มสูงขึ้น ในภาพรวมระดับโลก โรคหัดเคยถูกประกาศว่า “กำจัดหมดไป” จากหลายภูมิภาค รวมถึงสหรัฐฯ และบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นความสำเร็จจากโครงการฉีดวัคซีนที่ทำต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนที่ลดลงในช่วงหลัง อันเป็นผลพวงมาจากข้อมูลเท็จ ปัญหาด้านการขนส่งและจัดเก็บวัคซีน รวมถึงความลังเลใจที่เกี่ยวเนื่องกับช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 กำลังคุกคามความสำเร็จที่สั่งสมมา (Los Angeles Times)
หัวใจสำคัญของความเสี่ยงครั้งใหม่นี้อยู่ที่แนวคิดเรื่อง “ภูมิคุ้มกันหมู่” (herd immunity) ซึ่งหมายถึงสภาวะที่ประชากรราว 95% ได้รับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อร้ายแรงอย่างโรคหัด ทำให้สามารถตัดวงจรการแพร่เชื้อ และช่วยปกป้องแม้กระทั่งกลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนไม่ได้ เช่น ทารก หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง (CDC) แต่ในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่าในหลายพื้นที่ เกณฑ์ดังกล่าวไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายอีกต่อไป ในการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุด ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาด้านวัคซีนของโรงพยาบาลเด็กชั้นนำแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กล่าวว่า “เรากำลังอยู่ในโลกยุคหลังภูมิคุ้มกันหมู่ ผมคิดว่าการระบาดของโรคหัดได้พิสูจน์เรื่องนี้แล้ว” พร้อมย้ำว่า เพียงแค่มีผู้ป่วยนำเข้าเพียงรายเดียว ก็อาจจุดชนวนให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างได้ง่ายๆ เพราะช่องว่างของภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ (The Guardian)
ข้อมูลด้านสาธารณสุขจากทั้งสหรัฐฯ และยุโรป เผยให้เห็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงว่าอัตราการฉีดวัคซีนในเด็กลดลงอย่างต่อเนื่องหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า อัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดทั่วโลกดิ่งลงเหลือเพียง 83% ในปี 2566 ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 และกำลังบั่นทอนความก้าวหน้าที่สั่งสมมานานหลายสิบปี (WHO Measles Fact Sheet) ในสหรัฐฯ หน่วยงานสาธารณสุขกลางของรัฐบาลพบว่าความครอบคลุมของวัคซีนต่ำกว่าเป้าหมาย 95% ที่จำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางพื้นที่ที่มีอัตราต่ำกว่าเกณฑ์อย่างน่าใจหาย ซึ่งมักเป็นชุมชนที่ได้รับอิทธิพลอย่างหนักจากข้อมูลเท็จที่ต่อต้านวัคซีน (NPR) สถานการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มที่พบในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกัน
โรคหัดถือเป็นหนึ่งในไวรัสที่แพร่เชื้อได้ง่ายที่สุดเท่าที่มนุษย์รู้จัก ผู้ติดเชื้อเพียงคนเดียวสามารถแพร่กระจายโรคไปยังผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันได้ถึง 90% อาการของโรค ได้แก่ ไข้สูง มีผื่นขึ้นตามตัว ไอ และเยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดบวม สมองอักเสบ ตาบอด และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก (WHO) การกลับมาระบาดของโรคหัดไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ปี 2567 และ 2568 พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ รวมถึงหลายประเทศในเอเชียและแอฟริกา โดยมักพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในพื้นที่ที่มีการปฏิเสธวัคซีนหรือไม่ไว้วางใจวัคซีนเป็นวงกว้าง (WHO Weekly Epidemiological Update)
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์เหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญยิ่ง ทางการไทยได้ต่อสู้กับการควบคุมโรคหัดมานานหลายทศวรรษ และประสบความสำเร็จในการสร้างอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงผ่านโครงการรณรงค์ในโรงเรียนและกลุ่มเด็กเล็ก (กระทรวงสาธารณสุข) อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจล่าสุดเริ่มเห็นสัญญาณของความชะล่าใจ ช่องว่างในการเข้าถึงวัคซีนของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และการที่บริการด้านสุขภาพหยุดชะงักไปในช่วงการระบาดใหญ่ ซึ่งล้วนเสี่ยงต่อการสร้างกลุ่มประชากรที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรมควบคุมโรคท่านหนึ่ง—ซึ่งให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ—ได้เตือนว่า “การหย่อนยานใดๆ ในการฉีดวัคซีนตามกำหนด อาจทำให้ชุมชนของเราตกอยู่ในความเสี่ยงได้ ยิ่งเมื่อการเดินทางระหว่างประเทศกลับมาเป็นปกติ ผู้ป่วยนำเข้าเพียงรายเดียวก็อาจก่อให้เกิดการระบาดได้ หากเราการ์ดตก”
ในอดีต ประเทศไทยเคยรับมือกับการระบาดด้วยการรณรงค์ฉีดวัคซีนแบบ “ล้อมกรอบ” (ring vaccination) อย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการให้ข้อมูลแก่สาธารณะ ในปี 2562 เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมการระบาดของโรคหัดที่เชื่อมโยงไปยังจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างทันท่วงที โดยอาศัยความร่วมมือจากทั้งโรงพยาบาลภาครัฐและผู้นำศาสนาในท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนการฉีดวัคซีน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติท่านหนึ่ง หวนนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “การเสริมพลังให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และการดึงผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ถือเป็นกุญแจสำคัญเสมอมาในการสร้างความไว้วางใจและเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีน”
อย่างไรก็ตาม สภาวะ “หลังภูมิคุ้มกันหมู่” ที่กำลังก่อตัวขึ้น หมายความว่าความพยายามเพียงครั้งคราวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากเกราะป้องกันในชุมชนอ่อนแอลงจนต่ำกว่าเกณฑ์ที่จำเป็น กลุ่มคนที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้ เช่น ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะตกอยู่ในความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหล่ากุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อต่างเรียกร้องให้มีการลงทุนครั้งใหม่ในบริการฉีดวัคซีน การรณรงค์ให้ข้อมูลสาธารณะอย่างจริงจังเพื่อต่อสู้กับข่าวปลอมในโซเชียลมีเดีย และการเร่งรัดฉีดวัคซีนตามเก็บให้กับเด็กๆ ที่พลาดการฉีดวัคซีนตามกำหนดในช่วงการระบาดใหญ่ (News Nation)
ในระดับโลก นักวิจัยประเมินว่าหากอัตราการฉีดวัคซีนยังคงลดลงต่อไป อาจส่งผลให้มีผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัดและภาวะแทรกซ้อนมากกว่า 159,000 รายต่อปี (News Nation) ภาระหนักหน่วงนี้จะตกอยู่กับประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางเป็นพิเศษ ซึ่งมักประสบปัญหาท้าทายอยู่แล้วในเรื่องการเข้าถึงวัคซีน ระบบลูกโซ่ความเย็น (cold-chain) สำหรับเก็บรักษาวัคซีน และการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศไทยเคยรับมือได้ในอดีต ผ่านความร่วมมือกับองค์กรผู้บริจาคและการรณรงค์ที่ประสานงานกันในระดับภูมิภาค แต่ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าแม้แต่ประเทศที่มีความครอบคลุมของวัคซีนสูงก็ไม่อาจวางใจได้ในโลกยุคโลกาภิวัตน์
เมื่อมองไปข้างหน้า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต่างกระตุ้นให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนและครอบคลุม เพื่อฟื้นฟูความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนให้กลับมาเต็มที่อีกครั้ง ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ แนะนำให้เด็กทุกคนได้รับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) ครบสองเข็ม ควบคู่ไปกับนโยบาย “ฉีดตามเก็บ” สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและมีความเสี่ยง (CDC) ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของไทยกำลังทบทวนกลยุทธ์เพื่ออุดช่องว่างในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ประชากรในพื้นที่ห่างไกลบนภูเขาสูง และ “กลุ่มลังเล” ในเขตเมือง ซึ่งมักเป็นชุมชนที่ได้รับอิทธิพลจากความไม่ไว้วางใจที่แพร่กระจายทางออนไลน์
ในเชิงวัฒนธรรม สังคมไทยมองการฉีดวัคซีนว่าเป็นเสมือนหน้าที่พลเมืองและเป็นส่วนหนึ่งของการ “ทำบุญ” ตามหลักพุทธศาสนามาเนิ่นนาน เพราะถือเป็นการปกป้องทั้งตนเองและเพื่อนบ้าน การรณรงค์ในอดีตที่ได้รับความร่วมมือจากพระสงฆ์ ครู และผู้นำหมู่บ้าน ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถเพิ่มการยอมรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่เห็นได้จากการควบคุมโรคหัดเยอรมันและโปลิโออย่างรวดเร็วในอดีต การฟื้นฟูพลังความร่วมมือเหล่านี้ ควบคู่ไปกับการใช้ช่องทางการสื่อสารดิจิทัลรูปแบบใหม่ๆ อาจช่วยเอาชนะปัญหาความไว้วางใจที่ลดลงและอุปสรรคในการเข้าถึงบริการที่เกิดขึ้นในยุคหลังการระบาดใหญ่ได้
โดยสรุป การที่โลกดูเหมือนจะก้าวเข้าสู่ยุค “หลังภูมิคุ้มกันหมู่” สำหรับโรคหัดนั้น เป็นเรื่องที่เราต้องเผชิญหน้าด้วยความตระหนักรู้และความรับผิดชอบร่วมกันครั้งใหม่ ขอแนะนำให้ผู้ปกครองชาวไทยทุกท่านตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุตรหลานได้รับวัคซีนครบถ้วนตามกำหนด โดยเฉพาะก่อนเข้าโรงเรียนหรือเดินทางไปต่างประเทศ บุคลากรทางการแพทย์แนะนำให้ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของสมาชิกทุกคนในครอบครัว และเข้ารับบริการฉีดวัคซีนตามเก็บเมื่อจำเป็น ที่สำคัญคือ ขอให้ประชาชนรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น กระทรวงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก และโรงพยาบาลที่ท่านไว้วางใจ แทนที่จะหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือจากโซเชียลมีเดีย
การกลับมาของโรคหัดไม่ใช่ปัญหาของประเทศอื่นใด บทเรียนจากการระบาดครั้งล่าสุดนั้นชัดเจน: มีเพียงการรักษาอัตราการฉีดวัคซีนให้สูงอย่างต่อเนื่อง—ร่วมกันทั้งสังคม—เท่านั้น ที่เราจะสามารถป้องกันไม่ให้โรคที่เคยคิดว่าควบคุมได้แล้ว กลับมาเป็นภัยคุกคามต่อคนรุ่นต่อไปได้อีกครั้ง
แหล่งข้อมูล: