งานวิจัยหลายชิ้นที่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์ในบทความล่าสุดของ The Atlantic กำลังท้าทายความเชื่อเก่าๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกชาย ชี้ให้เห็นว่าวิธีเลี้ยงดูที่แยกตามเพศและความคาดหวังทางสังคมอาจกำลังขัดขวางพัฒนาการทางอารมณ์และความสุขของเด็กผู้ชาย ข้อค้นพบเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่และครูบาอาจารย์ในไทย ที่ซึ่งแนวคิดเรื่อง “ความเป็นชาย” แบบดั้งเดิมยังคงมีอิทธิพลไม่น้อยในครอบครัวและโรงเรียน
ในหลายๆ สังคมทั่วโลก รวมถึงไทยเรา มีความเชื่อสืบต่อกันมาว่าเด็กผู้ชายต้องเข้มแข็ง อดทน เก็บความรู้สึก เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต แนวคิดนี้ถูกปลูกฝังมาหลายชั่วอายุคน แถมยังถูกตอกย้ำโดยอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดียและวาทกรรมทางการเมืองยุคปัจจุบัน ที่ส่งเสริมให้เด็กชายกดเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน เพื่อแสดงออกถึงความแข็งแกร่งทางกายและการแข่งขัน แต่ทว่า งานวิจัยใหม่ๆ กลับชี้ว่าแนวทางนี้อาจสวนทางกับความต้องการที่แท้จริงของพัฒนาการเด็กชาย และอาจส่งผลเสียในระยะยาว ไม่ใช่แค่กับตัวเด็กเอง แต่รวมถึงสังคมโดยรวมด้วย
งานวิจัยหลายชิ้นที่อ้างถึงใน The Atlantic พบรูปแบบที่ตรงกันอย่างน่าสนใจว่า พ่อแม่ (ทั้งพ่อและแม่) มักจะให้การดูแลเอาใจใส่ที่เน้นบ่มเพาะอารมณ์ความรู้สึก เช่น อ่านหนังสือ พูดคุย ให้กำลังใจทางใจ กับลูกสาวมากกว่าลูกชาย ตัวอย่างเช่น ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายประเทศในปี 2016 พบว่าพ่อแม่มีแนวโน้มจะทำกิจกรรมอย่างเล่านิทาน ร้องเพลง อ่านหนังสือกับลูกสาวมากกว่า ตั้งแต่ยังเป็นทารกจนถึงวัยก่อนเข้าเรียน ขณะที่ลูกชายมักได้รับแรงสนับสนุนทางอารมณ์ที่จำเป็นนี้น้อยกว่า นอกจากนี้ งานวิจัยระยะยาวชิ้นหนึ่งในปี 2013 ที่ติดตามเด็กอเมริกันกว่า 20,000 คน เผยว่า พ่อแม่รู้สึกสนิทสนมกับลูกสาววัยอนุบาลมากกว่าลูกชาย และมีแนวโน้มจะอ้างว่า “ยุ่งเกินไป” ที่จะเล่นกับลูกชาย
ยิ่งไปกว่านั้น ผลการศึกษาเชิงสังเกตการณ์ยังพบว่า แม่มักจะมีปฏิสัมพันธ์และปลอบโยนลูกสาวบ่อยกว่า ส่วนพ่อ แม้จะตอบสนองต่อเสียงร้องของลูกชายในช่วงแรกๆ แต่กลับมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาโดยใช้ภาษาที่เกี่ยวโยงกับความสำเร็จและการแข่งขัน มากกว่าเรื่องอารมณ์ความรู้สึก งานวิจัยปี 2017 ชิ้นหนึ่งชี้ว่า พ่อมักใช้ภาษาที่เกี่ยวกับอารมณ์กับลูกสาวมากกว่า ซึ่งต่างจากการใช้คำศัพท์ที่เน้นผลงานกับลูกชาย
เรื่องนี้ยังมีมิติทางชีววิทยาที่น่าสนใจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย งานวิจัยโดยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก UCLA และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กท่านอื่นๆ พบว่า วงจรสมองส่วนที่ควบคุมความเครียดของเด็กชายพัฒนาช้ากว่าเด็กหญิง ทำให้พวกเขาเปราะบางและอ่อนไหวทางอารมณ์มากกว่าตั้งแต่เกิด พัฒนาการที่ช้ากว่านี้ (ราวหนึ่งเดือนเมื่อเทียบกับเด็กหญิง) ส่งผลให้เด็กชายควบคุมอารมณ์ได้ยากกว่า และอ่อนไหวต่อเรื่องกระทบกระเทือนใจในช่วงปฐมวัยมากกว่า
ผลกระทบซ้อนทับจากความคาดหวังทางเพศแบบเดิมๆ และความเปราะบางทางชีววิทยานี้ ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม ผลการศึกษาทั้งในสหรัฐฯ และอังกฤษแสดงให้เห็นว่า เด็กชายที่โตมาในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวรายได้น้อย (ซึ่งพบได้ในบางพื้นที่ของไทยเช่นกัน) มักประสบปัญหาด้านการเรียนและพฤติกรรมมากกว่าเด็กหญิงที่มีพื้นเพคล้ายกัน โครงการช่วยเหลือทางสังคมสำหรับผู้ปกครองพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดช่องว่างเหล่านี้ได้ ซึ่งชี้ว่าการดูแลเอาใจใส่จากสภาพแวดล้อมสามารถช่วยบรรเทาความเสี่ยงทางชีววิทยาบางส่วนได้
สำหรับครอบครัวไทย ข้อค้นพบเหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่ง กรอบคิดทางวัฒนธรรมที่ไม่ส่งเสริมให้ผู้ชายแสดงความอ่อนแอ และผูกโยงความเป็นชายเข้ากับความอดทนและการควบคุม ยังคงพบเห็นได้ทั่วไปในสื่อไทย บรรยากาศในโรงเรียน หรือแม้แต่ในคำสอนทางพุทธศาสนาบางส่วน ที่มักเชื่อมโยงการควบคุมตนเองเข้ากับการทำความดี อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเหล่านี้อาจส่งผลเสียโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เด็กชายต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต ผลการเรียนตกต่ำ และในกรณีร้ายแรง อาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ดังที่บทความกล่าวไว้ ผลกระทบเหล่านี้อาจยาวไปถึงวัยผู้ใหญ่ ปรากฏในรูปของอัตราที่สูงขึ้นของพฤติกรรมผิดปกติ ความรุนแรงในความสัมพันธ์ หรือความรู้สึกโดดเดี่ยวทางอารมณ์
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แนวโน้มเหล่านี้สอดคล้องกับผลวิจัยนานาชาติเรื่อง “ความเครียดจากความเป็นชายที่ไม่สมบูรณ์แบบ” (masculine discrepancy stress) ซึ่งหมายถึงความวิตกกังวลที่ผู้ชายและเด็กชายรู้สึก เมื่อตนเองไม่สามารถทำตามอุดมคติความเป็นชายที่สังคมคาดหวังได้ ความเครียดนี้สัมพันธ์อย่างยิ่งกับความรุนแรงรูปแบบต่างๆ และปัญหาสุขภาพจิต นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ชิคาโก ให้ความเห็นกับ The Atlantic ว่า ทางออกไม่ใช่การสลับขั้วภาพจำทางเพศ แต่คือการเน้นย้ำคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ เช่น ความเห็นอกเห็นใจ การดูแลเอาใจใส่ และความเป็นตัวของตัวเอง ในเด็กทุกคน โดยไม่แบ่งแยกเพศ
การหล่อหลอมเรื่องเพศในสังคมไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดทางประวัติศาสตร์และศาสนา ตั้งแต่ภาพลักษณ์ “ลูกผู้ชาย” (ที่ต้องอดทน) ไปจนถึงอิทธิพลยุคหลังสงคราม และยังถูกปรับเปลี่ยนโดยสื่อตะวันตกในศตวรรษที่ 20 และ 21 อย่างไรก็ดี ครอบครัวไทยแบบดั้งเดิมมักให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ราบรื่น กิริยาที่อ่อนโยน และความกตัญญู ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่งานวิจัยสมัยใหม่ชี้ว่าควรส่งเสริมทั้งในเด็กชายและเด็กหญิง เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งที่บ้าน โรงเรียน และในวัฒนธรรมวงกว้าง เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่แคมเปญส่งเสริมพลังเด็กหญิงไทยได้พยายามเปิดโอกาสใหม่ๆ ในด้านการศึกษา กีฬา และความเป็นผู้นำ
นักปฏิรูปการศึกษาบางส่วนในไทยได้เรียกร้องให้นำการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (socioemotional learning - SEL) เข้ามาใช้มากขึ้นในหลักสูตรแกนกลาง และมีการฝึกอบรมครูเพื่อสนับสนุนสุขภาพจิตและอารมณ์ของนักเรียน โครงการให้คำปรึกษาและกิจกรรม “ทักษะชีวิต” กำลังค่อยๆ ได้รับการยอมรับในโรงเรียน สำหรับพ่อแม่ นักจิตวิทยาแนะนำให้ตั้งใจมอบบทสนทนา ความอบอุ่น และความใส่ใจที่แสดงออกถึงความรักแก่ลูกชายให้มากเท่าๆ กับลูกสาว ชื่นชมการแสดงออกทางอารมณ์พอๆ กับความสำเร็จ และพ่อแม่เองก็ควรแสดงความเปราะบางให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างบ้าง
แม้ว่างานวิจัยจะตั้งคำถามกับความเชื่อเรื่องความเป็นชายที่มีมานาน แต่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการปฏิบัติต่อเด็กชายและเด็กหญิงให้เหมือนกันเป๊ะๆ แต่ดังที่จิตแพทย์ท่านหนึ่งเน้นย้ำ เด็กชาย “ควรได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นมนุษย์คนหนึ่งมากขึ้น” โดยรับรู้และสนับสนุนทั้งความเปราะบางทางชีววิทยาและจุดแข็งส่วนตัวของพวกเขา
การเปลี่ยนแปลงนี้คงไม่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ดังที่สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ได้เห็นแล้วว่า ต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการปรับเปลี่ยนทัศนคติระดับชาติเรื่องเพศและการเลี้ยงดู อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้กระตุ้นให้พ่อแม่และนักการศึกษาในไทย—และทุกๆ ที่—เริ่มต้นที่บ้าน: รับฟังให้มากขึ้น ดูแลเอาใจใส่ให้มากขึ้น และมอบเครื่องมือทางอารมณ์ที่จำเป็นให้เด็กชายเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความพยายามเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างสังคมที่เยาวชนทุกคน ไม่ว่าเพศใด มีโอกาสเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
สำหรับผู้อ่านชาวไทย แนวทางที่นำไปปรับใช้ได้อาจรวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กชายอย่างกระตือรือร้นและอบอุ่นมากขึ้น การสนับสนุนให้โรงเรียนมีโครงการที่เน้นสุขภาพทางอารมณ์ การมองหาแหล่งข้อมูลการเลี้ยงลูกที่พูดถึงการดูแลเอาใจใส่ทั้งลูกชายและลูกสาว และการช่วยกันจุดประเด็นพูดคุยในวงกว้างถึงประโยชน์ของการท้าทายบทบาททางเพศแบบเดิมๆ เส้นทางสู่การเลี้ยงดูชายหนุ่มที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น อาจเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับความคิดความเชื่อที่เราสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น
แหล่งข้อมูล: