เขายกกล้องขึ้นถ่ายภาพนั้น ภาพที่ไม่มีนักเรียน ไม่มีเพื่อนครูเก่า แต่มีความหมายลึกในใจเกินจะอธิบาย

“พ่อไม่ไปภูทับเบิกแล้วเหรอ?” ลูกสาวเอ่ยถาม เมื่อเห็นพ่อพับแผนที่และวางกล้องลงกับเบาะหลังรถ

“เพื่อนลูกเตือนว่าเส้นทางมันอันตราย ช่วงนี้ฝนตกถี่ ไปหินร่องกล้าทางก็กำลังก่อสร้าง” ลูกชายว่า พลางเลื่อนดูข่าวในโทรศัพท์

ความเงียบปกคลุมภายในรถ ขณะทั้งครอบครัวจอดพักอยู่ในปั๊มริมทางสายหลัก พ่อนั่งนิ่งอยู่เบาะหน้า สีหน้าไม่ผิดหวังนัก แต่คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง

ภรรยานั่งอยู่ข้าง ๆ มองสามีด้วยสายตาที่รู้ทัน “ แผนที่วางไว้พังไปครึ่งวันแล้ว จะกลับบ้านเลยไหม?”

แต่แล้วผู้เป็นพ่อก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ราวกับความคิดผุดขึ้นจากหลืบลึกของหัวใจ

“งั้นไปโนนสังกันไหมลูก พ่ออยากไปถ่ายรูปโรงเรียนเก่าที่พ่อเคยสอน”

ทั้งลูกชายและลูกสาวหันมามองกันโดยอัตโนมัติ คล้ายจะถามกันทางสายตาว่า..เอาจริง?

“โนนสังที่อุดรฯ เหรอ?” ลูกสาวถาม

“ใช่! โรงเรียนที่พ่อบรรจุครั้งแรก..เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว” เสียงของผู้เป็นพ่อนุ่ม แต่แฝงแรงบางอย่างไว้

ลูกชายลังเล “จะไปทำไมตอนนี้พ่อ? ไกล..กว่าจะถึงก็เย็นแล้วมั้ง”

“ก็แค่อยากไปดู ไปถ่ายรูปเก็บไว้น่ะ” พ่อตอบเบา ๆ แต่แววตากลับจริงจังอย่างประหลาด

ภรรยาหันมาสบตาลูก ๆ “ไหน ๆ ก็หยุดยาวทั้งที..ลองไปกับพ่อดูสักครั้งจะเป็นไร”

ไม่นาน รถก็เลี้ยวออกจากปั๊ม มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางทอดยาวไกล แต่บรรยากาศในรถกลับอบอุ่นขึ้นทันทีทันใด

ระหว่างทาง พ่อเล่าเรื่องสมัยยังหนุ่มให้ลูกฟัง วันแรกของการเป็นครูใหม่ในโรงเรียนชนบท บ้านพักสองชั้นหลังเล็กใต้ร่มไม้ ลมเย็นยามค่ำที่พัดเข้าหน้าต่างไม้เก่า ๆ เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของเพื่อนครูรุ่นราวคราวเดียวกันที่อยู่ร่วมกันในบ้าน ๓-๔ คน

“เราสับเวรกันล้างจาน หุงข้าว สูบและเข็นน้ำจากบ่อบาดาลหลังอาคารเรียนมาใช้ บางคืนใครหุงข้าวดิบโดนล้อทั้งอาทิตย์” พ่อเล่าแล้วหัวเราะ

ลูกชายหัวเราะตาม “พ่อเคยมีชีวิตแบบนั้นด้วยเหรอ?”

“มันทั้งลำบากและทั้งมีความสุขในแบบที่อธิบายไม่ได้ลูก”

ห้าชั่วโมงผ่านไป ฟ้ายามเย็นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเฉดส้มอมม่วง

เมื่อรถแล่นเข้าใกล้ตัวอำเภอโนนสัง หัวใจผู้เป็นพ่อเริ่มเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน

แล้วป้ายชื่อ “โรงเรียนโนนสังวิทยาคาร” ก็ปรากฏตรงหน้า

รถจอดนิ่งตรงหน้าอาคารเรียนใหม่สามชั้น สีอ่อนสะอาดตา สนามหญ้าหน้าตึกกว้างขวางและได้รับการดูแลอย่างดี

ผู้เป็นพ่อก้าวลงจากรถอย่างช้า ๆ สายตากวาดมองรอบโรงเรียนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยใช้ชีวิตวัยหนุ่มที่นี่ถึง ๒-๓ ปี

ต้นมะม่วงใหญ่และสนามบาสที่เคยยืนเข้าแถวเคารพธงชาติกับลูกศิษย์ยังคงอยู่ในจุดเดิม พื้นคอนกรีตเรียบ เสาแป้นใหม่ถูกติดตั้งแทนของเดิม แต่บรรยากาศโดยรอบยังคงคุ้นเคย

สนามฟุตบอลถัดไปก็เช่นกัน ประตูฟุตบอลยังอยู่ในตำแหน่งเดิม เพิ่มเติมคือตาข่ายใหม่สะอาดสะอ้าน หญ้าเขียวขจีถูกตัดอย่างเป็นระเบียบ

เขาเดินลึกเข้าไปอีก..มองอาคารเรียนหลังใหม่ หน้าต่างกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น ภายในคงเต็มไปด้วยเครื่องมือทันสมัยที่เขาไม่เคยสัมผัสสมัยยังสอน

แล้วเมื่อเลี้ยวโค้งไปยังด้านหลังสุดของโรงเรียน..เขาหยุดยืน

บ้านพักครูสองชั้นมุงกระเบื้อง ปลูกเรียงกันเป็นแถวอย่างมีระเบียบ แต่สายตาของผู้เป็นพ่อ จับอยู่เพียงหลังเดียว

เขาจำมันได้ทันที แม้ทาสีใหม่ แม้บริเวณหน้าบ้านจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม

นี่แหละ! บ้านที่เขาเคยอ่าน เคยเขียน หรือเคยเตรียมการสอนอย่างหนักยามค่ำคืน บ้านที่เคยนั่งคุยกับเพื่อนครูหน้าเฉลียง บ้านที่ฝนตกน้ำรั่วจากชายคาแต่หัวเราะกันลั่นทั้งบ้าน

เขาไม่พูดอะไรกับใคร ยืนดูบ้านนั้นนานหลายอึดใจ

ในใจรู้เพียงอย่างเดียว..มันยังอยู่!

เขายกกล้องขึ้นถ่ายภาพนั้น ภาพที่ไม่มีนักเรียน ไม่มีเพื่อนครูเก่า แต่มีความหมายลึกในใจเกินจะอธิบาย

จากนั้นจึงค่อยเดินกลับมาที่รถพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

บนทางกลับ ภรรยาเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนถามเบา ๆ

“ทำไมจู่ ๆ ถึงอยากกลับมาที่นี่ล่ะพ่อ?”

เขาหันไปมองภาพในกล้องดิจิทัล แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเบา ๆ

“การใช้ชีวิตด้วยเหตุและผล ปกติเป็นสิ่งที่ควรและจำเป็น แต่บางขณะหรือบางเหตุการณ์ ความไร้เหตุผลนี่แหละที่กลับเติมเต็มให้ใจเราได้จริง”

ลูกสาวพึมพำเบา ๆ “ฟังดูไม่ค่อยมีเหตุผลนะพ่อ..”

“ก็เพราะมันไม่ต้องมีไงลูก” พ่อตอบพร้อมรอยยิ้มที่ลึกกว่ารอยยิ้มใด ๆ