ในชีวิตประจำวันของคนไทยเราต้องตัดสินใจสารพัดเรื่อง ตั้งแต่เรื่องหยุมหยิมไปจนถึงเรื่องคอขาดบาดตาย และบ่อยครั้งที่เราตัดสินใจปุ๊บปั๊บโดยใช้ข้อมูลที่มันแวบเข้ามาในหัวง่ายที่สุดตอนนั้น ไม่ว่าจะเลือกโรงเรียนให้ลูก เลือกวิธีรักษา หรือแม้แต่เลือกเส้นทางกลับบ้านตอนฝนตกหนัก การตัดสินใจของคนเราไม่ได้ตรงไปตรงมาตามหลักเหตุผลเสมอไป หนึ่งในพลังเงียบที่ส่งผลแรงคือ “อคติจากการนึกได้ง่าย” (Availability Bias) ซึ่งเป็นกลไกทางจิตวิทยาที่เข้ามาชี้นำความคิดและการกระทำของเรา โดยอาศัยข้อมูลที่นึกออกง่ายที่สุด แทนที่จะเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด [Simply Psychology], [Encyclopedia Britannica]

อคติจากการนึกได้ง่าย หรือ Availability Heuristic คือแนวโน้มที่เราจะเผลอตัดสินความถี่หรือความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ต่างๆ จากความง่ายที่เรานึกถึงตัวอย่างเรื่องนั้นๆ ขึ้นมาได้ ทางลัดทางความคิดแบบนี้แม้จะมีประโยชน์ในบางครั้ง แต่ก็อาจทำให้เราตัดสินใจพลาดได้ง่ายๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าช่วงไหนข่าวบ้านเราประโคมเรื่องไข้เลือดออกระบาดบ่อยๆ พ่อแม่อาจจะกังวลเกินเหตุว่าลูกตัวเองเสี่ยงติดเชื้อสูงมาก ทั้งที่จริงๆ แล้วสถิติในพื้นที่อาจจะบอกว่าอัตราการป่วยต่ำกว่าที่คิดเยอะ [National Geographic]

ในชีวิตจริง อคติแบบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงทั้งเรื่องสุขภาพส่วนตัว สาธารณสุข การศึกษา และความปลอดภัยในบ้านเรา ตัวอย่างเช่น พอได้ยินข่าวอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ติดๆ กัน คนอาจจะรู้สึกกลัวจนไม่กล้าขี่มอเตอร์ไซค์ ทั้งที่ตามสถิติแล้ว การเดินทางส่วนใหญ่ก็ปลอดภัยดี ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงอะไร ในทางกลับกัน ถ้าสื่อชอบเสนอแต่เรื่องราวของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ มากกว่าเรื่องธุรกิจที่เจ๊ง คนรุ่นใหม่อาจจะมองโลกสวยเกินไป คิดว่าทำธุรกิจแล้วจะรุ่งเหมือนในข่าว ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่เสี่ยงเกินตัว [Harvard Business Review]

ตามมุมมองของนักจิตวิทยาการรู้คิด (cognitive psychologists) อคติจากการนึกได้ง่ายเป็นเหมือนทางลัดทางความคิดที่เราใช้ โดยอาศัยตัวอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัวได้ทันทีเมื่อต้องประเมินเรื่องอะไรสักอย่าง ดังที่อธิบายไว้ในงานวิจัยชิ้นสำคัญโดยนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสองท่าน (ผู้ศึกษาปรากฏการณ์นี้) คนเรามักจะประเมินความเป็นไปได้ของเรื่องต่างๆ โดยดูจากสิ่งที่นึกขึ้นมาในใจได้เร็วและชัดเจน มากกว่าที่จะพิจารณาหลักฐานทั้งหมดที่เป็นไปได้ [งานศึกษาปี 1973]

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญยิ่งตอกย้ำว่าอคตินี้แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเราขนาดไหน อาจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทยอธิบายว่า “โดยธรรมชาติ คนเรามักจะคล้อยตามข่าวล่าสุดหรือเหตุการณ์ที่มันน่าจดจำ เช่น น้ำท่วมใหญ่ หรือโรคระบาด ซึ่งบางทีก็ทำให้ตีค่าความเสี่ยงของเหตุการณ์ที่นานๆ เกิดที สูงเกินจริง และในทางกลับกัน ก็มองข้ามความเสี่ยงของสิ่งที่เจอบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยเป็นข่าว ไปซะอย่างนั้น” ความเชื่อแบบนี้อาจส่งผลต่อการเลือกในชีวิตประจำวัน เช่น รีบซื้อประกันคุ้มครองความเสี่ยงที่เกิดยากมากๆ เกินความจำเป็น แต่กลับละเลยอันตรายที่ใกล้ตัวกว่า แต่ไม่ค่อยเป็นข่าว อย่างพวกโรคเรื้อรังต่างๆ

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ในสังคมไทยคือ ความกังวลของคนทั่วไปเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทางทางอากาศ เทียบกับความปลอดภัยทางถนน เครื่องบินตกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยากมาก แต่พอเกิดขึ้นทีก็เป็นข่าวใหญ่โตครึกโครม ทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดง่ายกว่าความเป็นจริง ในทางตรงกันข้าม อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นบ่อยมากในประเทศไทย แต่กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสื่อในแง่ความน่าตื่นเต้นเท่า ทั้งๆ ที่ตามสถิติแล้ว อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงและใกล้ตัวกว่าเยอะ [รายงานความปลอดภัยทางถนน WHO]

อคติทางความคิดนี้ไม่ได้กระทบแค่ระดับบุคคล แต่ยังส่งผลไปถึงนโยบายและการถกเถียงในระดับประเทศด้วย บางครั้งหน่วยงานสาธารณสุขก็เจองานหินในการรณรงค์ให้คนฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่ไม่ค่อยมีข่าว เพราะคนมักจะประเมินภัยจากโรคเหล่านั้นต่ำเกินไป ตัวอย่างเช่น ช่วงโควิด-19 ระบาด พอมีข่าวการระบาดระลอกใหม่ขึ้นหน้าหนึ่ง พฤติกรรมป้องกันตัวอย่างการใส่หน้ากาก ล้างมือ ก็พุ่งพรวดขึ้นมาทันที แต่พอช่วงที่สถานการณ์ดูซาๆ ลง การรับรู้ความเสี่ยงก็มักจะลดลงตามไปด้วย ทั้งๆ ที่เชื้อโรคหรือภัยคุกคามอาจจะยังอยู่เหมือนเดิม [Nature Human Behaviour]

อคติจากการนึกได้ง่ายยังมีบทบาทในแวดวงการศึกษาไทยด้วย นักเรียนและผู้ปกครองอาจจะไปโฟกัสกับข่าวการสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ไม่กี่แห่ง จนมองข้ามหรือด้อยค่าความสำเร็จในสายอาชีพอื่นๆ ที่หลากหลาย ซึ่งสร้างได้ผ่านการเรียนสายอาชีวะหรือเทคนิค นักการศึกษาท่านหนึ่งชี้ว่าปรากฏการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำวัฒนธรรม “คลั่งแบรนด์” หรือ “ยึดติดสถาบัน” ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาทักษะและอาชีพอื่นๆ ที่มีคุณค่าไม่แพ้กันในสังคม

บริบททางวัฒนธรรมไทยยิ่งทำให้อคตินี้เด่นชัดขึ้น ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับการคล้อยตามคนหมู่มากและคำแนะนำของครอบครัว เรื่องเล่าที่บอกต่อๆ กันในบ้านหรือในกลุ่มเพื่อน อาจถูกจำผิดเพี้ยนและขยายความเกินจริงผ่านการเล่าซ้ำๆ คุณครูท่านหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อตั้งข้อสังเกตว่า “เวลาผู้ปกครองมาเจอกันในงานโรงเรียน เรื่องราวความสำเร็จที่โดดเด่นของนักเรียนแค่คนเดียว สามารถเปลี่ยนความคาดหวังของทั้งชุมชนได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่เคสแบบนั้นมันเกิดขึ้นน้อยมาก” แนวโน้มนี้สอดคล้องกับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “ความโดดเด่นทางอารมณ์” (emotional salience) คือ ยิ่งตัวอย่างไหนกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกได้แรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะถูกจำฝังใจและถูกดึงมาใช้ตัดสินใจมากขึ้นเท่านั้น [Psychology Today]

เมื่อมองไปข้างหน้า การต่อสู้กับอคติจากการนึกได้ง่ายจะยิ่งสำคัญมากขึ้นในสังคมที่ข้อมูลข่าวสารถูกป้อนโดยอัลกอริทึมโซเชียลมีเดียและข่าวสารที่กระจัดกระจาย ในบริบทของไทย แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสามารถปั่นกระแสบางเรื่องให้ดังกระหึ่ม ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดยากดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกันก็ลดทอนความสำคัญของความเสี่ยงที่ใกล้ตัวกว่า แต่ไม่น่าตื่นเต้นเท่า การบิดเบือนการรับรู้แบบนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตจริง ทั้งในแง่นโยบายและสุขภาพ ตั้งแต่การจัดสรรทรัพยากรในโรงพยาบาลไปจนถึงความร่วมมือของประชาชนในยามฉุกเฉิน

สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกคน การรู้เท่าทัน คือเกราะป้องกันด่านแรกที่ดีที่สุด เราสามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆ เพื่อช่วยลดอิทธิพลของอคตินี้ได้ เช่น:

  • ลองเช็คข้อมูลสถิติจริงๆ ดูก่อน: อย่าเพิ่งปักใจเชื่อเรื่องที่ได้ยินมาง่ายๆ ลองหาข้อมูลที่เป็นตัวเลขหรือสถิติดูบ้าง
  • เอ๊ะใจสักนิด ว่าเรื่องที่จำฝังใจมันใช่ภาพรวมจริง ๆ หรือเปล่า: ถามตัวเองว่าเรื่องราวที่ประทับใจหรือน่ากลัวนั้น เป็นตัวแทนของสถานการณ์จริงทั้งหมดหรือไม่ หรือเป็นแค่กรณีพิเศษกรณีหนึ่ง
  • ฟังหูไว้หู หาข้อมูลจากหลายๆ ที่: รับฟังความคิดเห็นและข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพ การศึกษา และความปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน นักการศึกษาและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็สามารถช่วยได้โดยการสื่อสารสถิติที่เกี่ยวกับท้องถิ่นให้ประชาชนเข้าใจง่ายๆ ใช้เรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันเพื่อให้เห็นภาพรวม พร้อมทั้งชี้แจงให้ชัดเจนว่าความเสี่ยงบางอย่างนั้นเกิดขึ้นยาก (หรือเจอบ่อย) แค่ไหนในความเป็นจริง

การทำความเข้าใจและฝึกฝนที่จะตั้งคำถามกับอคติจากการนึกได้ง่ายอยู่เสมอ จะช่วยให้คนไทยเราตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างรอบด้านและสมเหตุสมผลมากขึ้น ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคลและในฐานะสังคมโดยรวม