ทั่วโลกส่งเสียงเรียกร้องครั้งใหญ่ ระดมทุนฉุกเฉิน 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดูแลสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ให้แก่ผู้คนกว่า 45 ล้านชีวิตในพื้นที่ที่เผชิญวิกฤตทั่วโลก เสียงเรียกร้องนี้สะท้อนความท้าทายสุดหินที่ผู้หญิงและเด็กหญิงต้องเผชิญ ท่ามกลางวิกฤตโลกที่กำลังลุกลาม กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) จึงต้องออกโรงระดมทุนครั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนทรัพยากรอย่างเร่งด่วน ที่กำลังคุกคามชีวิตผู้คน โดยเน้นไปที่การดูแลสุขภาพอนามัยการเจริญพันธุ์ที่จำเป็นต่อการรอดชีวิต และโครงการป้องกันความรุนแรงทางเพศ (ที่มา: UN News)
การประกาศระดมทุนของ UNFPA เกิดขึ้นในจังหวะที่ความต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เฉพาะในปี 2024 ปีเดียว มีผู้คนมากถึง 122.6 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ทั้งจากความขัดแย้ง ภัยพิบัติ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกว่าครึ่งเป็นผู้หญิงและเด็กหญิง UNFPA คาดการณ์ว่า ในปี 2025 จะมีหญิงตั้งครรภ์ราว 11 ล้านคนที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน พวกเธอต้องตกอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร ทั้งจากภัยความรุนแรง การพลัดถิ่น และระบบสาธารณสุขที่ล่มสลาย
สำหรับคนไทย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพน่าสลดใจของผลกระทบจากความวุ่นวายทั่วโลก ที่มักส่งแรงกระเพื่อมมาถึงบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นในเมียนมา ประเทศเพื่อนบ้าน หรือสถานการณ์ฉุกเฉินจากสภาพอากาศแปรปรวนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเองก็มีบทบาทช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคมานาน และยังคงเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นหลายพันคน ดังนั้น ปัญหาขาดแคลนเงินทุนที่ UNFPA หยิบยกขึ้นมา จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นประเด็นสำคัญยิ่งยวดสำหรับทั้งภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และภาคประชาสังคมไทย ที่ทำงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมข้ามพรมแดนอยู่แล้ว (ที่มา: การดำเนินงานของ UNHCR ในประเทศไทย)
รายงานชี้ว่า แม้ความต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจะมหาศาล แต่กลับขาดแคลนงบประมาณถึง 75% ใน 34 พื้นที่วิกฤตทั่วโลก “ในการเรียกร้องครั้งนี้ เรากำลังกระตุ้นให้ประชาคมโลกหันมาลงทุนเพื่อสุขภาพและศักดิ์ศรีของผู้หญิงและเด็กหญิงที่ติดอยู่ในภาวะวิกฤต และช่วยสร้างอนาคตที่พวกเธอไม่ต้องอยู่กับความกลัวและความรุนแรง” ผู้อำนวยการบริหาร UNFPA กล่าว ภาวะขาดแคลนทุนเช่นนี้ ทำให้ผู้หญิงและเด็กหญิงนับไม่ถ้วนเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น ซึ่งบ่อยครั้งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้าย หรือแม้กระทั่งความตาย
วิกฤตการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การพลัดถิ่น หรือภัยธรรมชาติ ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้หญิงและเด็กหญิงมากกว่ากลุ่มอื่น การเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่การดูแลก่อนและหลังคลอด สถานที่คลอดที่ปลอดภัย การวางแผนครอบครัว ไปจนถึงการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ มักถูกจำกัดอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า ในสภาวะเช่นนี้ อัตราการเสียชีวิตของมารดา การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และความรุนแรงทางเพศจะพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว UNFPA เน้นย้ำว่า “การตั้งครรภ์และการคลอดบุตรกลายเป็นเรื่องความเป็นความตายในภาวะฉุกเฉิน และอัตราการข่มขืนและความรุนแรงทางเพศรูปแบบอื่นๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ”
ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมาย ในปี 2024 UNFPA ก็ยังสามารถให้ความช่วยเหลือด้านอนามัยการเจริญพันธุ์แก่ผู้คนกว่า 10 ล้านคนในพื้นที่วิกฤตได้ รวมถึงช่วยเหลือผู้ที่เผชิญความรุนแรงทางเพศ ทั้งด้านการป้องกันและการรับมือ อีก 3.6 ล้านคน ทาง UNFPA ได้ส่งเครือข่ายผดุงครรภ์และทีมแพทย์หลายพันคนลงพื้นที่วิกฤตด้านมนุษยธรรม สนับสนุนเวชภัณฑ์และอุปกรณ์จำเป็นแก่ศูนย์สุขภาพกว่า 3,500 แห่ง และจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงอีก 1,600 แห่ง ขนาดของภารกิจเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นทั้งความต้องการอันมหาศาล และประสิทธิภาพของการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ตรงจุด หากได้รับงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอ (ที่มา: UNFPA Humanitarian Action)
สำหรับหน่วยงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในระดับภูมิภาคและในไทยเอง สถานการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือ ทั้งในระดับประเทศและในกรอบความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติของอาเซียน ยุทธศาสตร์ใหม่ของ UNFPA สำหรับปี 2025 ก็มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพการรับมือเหตุฉุกเฉินในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนงบประมาณช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่จะส่งตรงไปยังองค์กรท้องถิ่นและองค์กรที่นำโดยผู้หญิง จาก 35% เป็น 43% แนวทางนี้สอดคล้องกับแนวคิดขององค์กรสาธารณสุขและภาคประชาสังคมไทย ที่เน้นย้ำเรื่องการเสริมพลังชุมชนและคนทำงานในพื้นที่ ให้เป็นหัวใจสำคัญของการรับมือวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ (ที่มา: ReliefWeb: การปรับการตอบสนองด้านมนุษยธรรมให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น)
ในทางปฏิบัติ UNFPA กำลังเตรียมพร้อม โดยสำรองเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินไว้ที่คลังทั่วโลก เพื่อให้สามารถกระจายความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเมื่อเกิดภัยพิบัติ การดำเนินการที่ทันท่วงทีและการส่งมอบความช่วยเหลือที่รวดเร็ว ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้ผู้หญิงและเด็กหญิงปลอดภัยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ห่างไกล หรือพื้นที่ขัดแย้ง
หากมองในมุมวัฒนธรรมไทย ประเด็นเรื่องสิทธิในร่างกาย ความเท่าเทียมทางเพศ และอนามัยการเจริญพันธุ์ในภาวะฉุกเฉินนั้น สอดคล้องกับค่านิยมเรื่องความผูกพันในครอบครัว การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน (กัลยาณมิตร) และการทำบุญทำทาน รวมถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐธรรมนูญรับรอง เมื่อมองย้อนกลับมาที่สถานการณ์ในไทยเอง ที่ยังมีทั้งความก้าวหน้าและความท้าทายในด้านสิทธิทางเพศและการป้องกันความรุนแรงทางเพศ เสียงเรียกร้องจากทั่วโลกนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจว่า เรายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในยามวิกฤต (ที่มา: Human Rights Watch Thailand: สิทธิสตรี)
มองไปข้างหน้า บรรดาผู้นำด้านมนุษยธรรมระดับโลกต่างเตือนว่า แรงกดดันซ้ำซ้อนจากสภาพอากาศสุดขั้วที่ถี่ขึ้นและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ จะยิ่งผลักดันให้ผู้คนต้องพลัดถิ่นมากขึ้น และทำให้ระบบสาธารณสุขล่มสลาย หากปัญหาขาดแคลนงบประมาณยังไม่ถูกแก้ไข สำหรับประเทศไทยเอง ซึ่งจังหวัดทางภาคเหนือและอีสานมีความเปราะบางต่อน้ำท่วมและภัยแล้งมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในภูมิภาค การเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบบริการอนามัยการเจริญพันธุ์และการป้องกันความรุนแรงทางเพศในยามวิกฤต จึงควรเป็นวาระเร่งด่วนของผู้กำหนดนโยบายและพันธมิตรการพัฒนา (ที่มา: Bangkok Post: การจัดการภัยพิบัติ)
สำหรับคนไทยทุกคน นี่คือการส่งสัญญาณว่า เราสามารถร่วมสนับสนุนเสียงเรียกร้องจากนานาชาติให้เพิ่มงบประมาณช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้ ไม่ใช่แค่เพียงรอคำมั่นสัญญาจากภาครัฐ แต่ยังรวมถึงการหนุนเสริมภาคประชาสังคม สมาคมวิชาชีพ และเครือข่ายชุมชน ให้เข้มแข็งพอที่จะส่งต่อความช่วยเหลือไปยังจุดที่ต้องการมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยประสบการณ์ของไทยในการสร้างระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง ประเทศไทยสามารถเป็นต้นแบบในการผนวกเรื่องอนามัยการเจริญพันธุ์เข้ากับแผนรับมือภัยพิบัติทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาคได้
ในขณะที่สถานการณ์ผู้พลัดถิ่นทั่วโลกยังคงน่าห่วง และวิกฤตการณ์ต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้น เสียงเรียกร้องให้หันมาลงทุนเพื่อสุขภาพและศักดิ์ศรีของผู้หญิงและเด็กหญิงกลุ่มเปราะบางก็ยิ่งดังและเร่งด่วนมากขึ้นทุกที คนไทยทุกคน ทั้งในระดับครอบครัว นักขับเคลื่อนสังคม และองค์กรต่างๆ สามารถมีส่วนร่วมได้ ด้วยการส่งเสียงสนับสนุนให้มีการจัดสรรทรัพยากรที่ดีขึ้น สนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชนและบุคลากรด่านหน้า และร่วมสร้างความเข้มแข็งในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในระดับชุมชน เพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุด ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จะยังคงได้รับการปกป้องสำหรับทุกคน แม้ในยามที่มืดมนที่สุด
แหล่งข้อมูล: UN News, UNFPA Humanitarian Action, UNHCR Thailand, ReliefWeb, Human Rights Watch Thailand: Women’s Rights, Bangkok Post: Crisis Management