รายงานล่าสุดเผย ข้อเสนอตัดลดงบประมาณโครงการ Medicaid โครงการประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลักดันโดยพรรครีพับลิกัน อาจทำให้ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นมหาศาล และลดโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นของผู้หญิงหลายล้านคน การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นนี้กำลังสร้างความกังวลอย่างยิ่งในหมู่นักเคลื่อนไหวด้านสุขภาพและผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งต่างเตือนว่าผู้หญิงรายได้น้อย กลุ่มคนผิวสี ผู้พิการ และผู้ที่อาศัยในชนบท อาจเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพในราคาที่จ่ายไหว ซึ่งรวมถึงการคุมกำเนิด การดูแลก่อนคลอด และการตรวจคัดกรองที่สำคัญต่างๆ

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อเสนอตัดงบ Medicaid ในสหรัฐฯ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเสี่ยงของการลดทอนงบประมาณด้านสาธารณสุขจากภาครัฐ ซึ่งมีประเด็นที่เชื่อมโยงกับการถกเถียงเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) และการจัดสรรงบประมาณในบ้านเรา โครงการ Medicaid ของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันดูแลประชากรกว่า 70 ล้านคน รวมถึงผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ถึง 13 ล้านคน เป็นรูปแบบหนึ่งของการประกันสุขภาพที่รัฐบาลสนับสนุนโดยเน้นกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือ “บัตรทอง” ของไทยในบางมิติ

หากแผนตัดลดงบประมาณมีผลบังคับใช้จริง ผลกระทบต่อสุขภาพของผู้หญิงอาจรุนแรง ปัจจุบัน Medicaid ช่วยให้ผู้หญิงที่มีรายได้น้อยเข้าถึงบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์ได้หลากหลาย เช่น การคุมกำเนิดและการวางแผนครอบครัว การตรวจสุขภาพประจำปี การคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก การดูแลก่อนและหลังคลอด ตลอดจนการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) รวมถึง HIV ที่สำคัญคือ กฎหมายกลางของสหรัฐฯ รับรองว่าผู้มีสิทธิในโครงการ Medicaid สามารถเข้าถึงบริการวางแผนครอบครัวได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองและไม่มีขั้นตอนส่งต่อที่ซับซ้อน ซึ่งหลักการนี้ช่วยขจัดอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายให้คนนับล้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากปราศจาก Medicaid ค่าใช้จ่ายสำหรับบริการอนามัยเจริญพันธุ์พื้นฐานจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก การวิเคราะห์ชี้ว่า ค่าใช้จ่ายรายปีอาจรวมถึงค่ายาคุมกำเนิดสูงถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐ, ค่าอุปกรณ์คุมกำเนิดชนิดออกฤทธิ์นาน เช่น ห่วงอนามัย (IUD) ที่ต้องจ่ายล่วงหน้าถึง 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ, ค่าอุปกรณ์คุมกำเนิดที่หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และค่าตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ครั้งละ 250 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้หญิงและครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำ แม้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจหมายถึงการต้องตัดสินใจไม่รับการรักษาเลย สถานการณ์นี้สอดคล้องกับงานวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งรายงานว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกันกว่าหนึ่งในสี่ต้องงดเว้นการเข้ารับการรักษาพยาบาลในปี 2022 เนื่องจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย (msmagazine.com)

ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญต่างเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงที่สำคัญยิ่งระหว่างการมีหลักประกันสุขภาพที่จ่ายไหวกับผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดี การศึกษาล่าสุดที่อ้างถึงในบทความพบว่ากว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเคยเลื่อนการรักษาที่จำเป็นออกไปเพราะไม่มีประกันหรือเคยมีประสบการณ์ไม่ดีกับค่ารักษาพยาบาลที่ไม่คาดคิด อุปสรรคทางการเงินเหล่านี้ส่งผลเสียโดยตรงต่อการใช้การคุมกำเนิด โดยผู้หญิงอเมริกันที่ไม่มีประกันหนึ่งในห้าคนระบุว่าพวกเธอต้องหยุดใช้วิธีคุมกำเนิดที่ต้องการ เพียงเพราะไม่มีเงินจ่าย

ผลกระทบเชิงลบจากการตัดงบ Medicaid จะไม่กระจายอย่างเท่าเทียม ผู้หญิงในชนบทของสหรัฐฯ ซึ่งแต่เดิมก็มีสถานพยาบาลจำกัดอยู่แล้ว รวมถึงผู้ทุพพลภาพ และชุมชน LGBTQI+ ย่อมต้องเผชิญกับอุปสรรคที่หนักหนายิ่งขึ้นในการเข้าถึงการดูแลที่ครอบคลุมและเหมาะสม ขณะที่ผู้หญิงผิวดำ ละตินอเมริกา ชนพื้นเมืองอเมริกัน และชาวอะแลสกาพื้นเมือง ซึ่งต้องพึ่งพา Medicaid ในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอื่น มีความเปราะบางเป็นพิเศษ ไม่เพียงแค่ในเชิงเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงด้านสุขภาพด้วย เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้ประสบกับอัตราภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรที่สูงกว่าอยู่แล้ว

Medicaid ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นโครงการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า เมื่อเทียบกับประกันเอกชน ค่าใช้จ่ายต่อหัวของผู้รับประโยชน์จาก Medicaid นั้นต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดและเติบโตช้ากว่าด้วย แม้เหตุผลเชิงนโยบายสำหรับข้อเสนอตัดงบจะถูกนำเสนอในกรอบของการรักษาวินัยทางการคลัง แต่ผู้เชี่ยวชาญแย้งว่านี่คือการตัดสินใจทางการเมืองที่มีผู้ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน นั่นคือผู้ที่ต้องพึ่งพา Medicaid สำหรับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน การป้องกันโรค และอนามัยการเจริญพันธุ์ ผู้ให้ความเห็นด้านนโยบายสุขภาพรายหนึ่งกล่าวในรายงานต้นฉบับว่า “เบื้องหลังเงินทุกดอลลาร์ที่ถูกตัดออกไป คือชีวิตคนคนหนึ่งที่อาจสูญเสียการเข้าถึงการคุมกำเนิด การดูแลก่อนคลอด การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือบริการสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่จำเป็นอื่นๆ ที่พวกเขาพึ่งพา” (msmagazine.com)

จากมุมมองของไทย ประเด็นถกเถียงในสหรัฐฯ ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการให้งบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสำหรับโครงการสุขภาพถ้วนหน้า ในประเทศไทย การถกเถียงเรื่องงบประมาณสำหรับโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท หรือระบบ “บัตรทอง” มักจะกลับมาเป็นประเด็นร้อนทุกปีในช่วงการจัดทำงบประมาณ นักวิเคราะห์นโยบายหลายท่านเน้นย้ำว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยเป็นเสาหลักสำคัญในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจสร้างความหายนะแก่ครัวเรือนไทย โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กในชนบท และยังได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นต้นแบบของการให้บริการสาธารณสุข (องค์การอนามัยโลก)

ประสบการณ์ของสหรัฐฯ ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มอีกประการที่เกี่ยวข้องกับผู้อ่านชาวไทย นั่นคือ เมื่อการสนับสนุนจากภาครัฐลดลง ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพก็จะยิ่งถ่างกว้างขึ้น ในประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุและจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น ตาข่ายความปลอดภัยด้านการดูแลสุขภาพที่มั่นคงและเข้าถึงได้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด หากการตัดงบ Medicaid ในสหรัฐฯ เดินหน้าต่อไป ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) เตือนว่าผลกระทบอาจรวมถึงอัตราการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ที่เพิ่มสูงขึ้น การตรวจพบมะเร็งล่าช้าลง และการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษามากขึ้น

ในอดีต เมื่อค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นหรือสิทธิประโยชน์ถูกจำกัด ประชากรกลุ่มที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจมักจะละเลยการดูแลเชิงป้องกัน ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในไทยและสหรัฐฯ การตัดลดงบประมาณในลักษณะนี้ย่อมสร้างภาระให้กับโรงพยาบาลรัฐ ห้องฉุกเฉิน และบริการทางสังคมอื่นๆ ในระดับนานาชาติ การศึกษาต่างๆ แสดงให้เห็นว่าประเทศที่ยังคงรักษาระบบประกันสุขภาพของรัฐที่เข้มแข็งไว้ได้ จะมีผลลัพธ์ที่ดีกว่า ไม่เพียงแต่ในด้านสุขภาพแม่และเด็กเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอายุขัยเฉลี่ยโดยรวมและความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจด้วย (The Lancet)

เมื่อมองไปข้างหน้า นักเคลื่อนไหวด้านการดูแลสุขภาพในสหรัฐฯ กำลังรวมพลังกันเพื่อคัดค้านข้อเสนอตัดงบ Medicaid โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวสวนทางกับความคิดเห็นของประชาชนและเป้าหมายด้านความเท่าเทียมทางสุขภาพ สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย และภาคประชาสังคมของไทย พัฒนาการเหล่านี้ให้บทเรียนสำคัญในการรักษาความไว้วางใจของประชาชนและความสมานฉันท์ในสังคมผ่านการลงทุนเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการดูแลสุขภาพอย่างถ้วนหน้า

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดที่ชัดเจนคือ ประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามักจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดเมื่อมันถูกคุกคาม ความตื่นตัว การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน และนวัตกรรมเชิงนโยบายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาการเข้าถึงบริการสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เปราะบางที่สุด บทเรียนนี้มีความสำคัญไม่ต่างกันในประเทศไทย เช่นเดียวกับในประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายเรื่องอนาคตของการจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุข

แหล่งข้อมูล: msmagazine.com – การตัดงบ Medicaid จะเพิ่มค่าใช้จ่ายให้ผู้หญิงหลายล้านคน, องค์การอนามัยโลก – ความสำเร็จของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย, The Lancet – หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า