เสียงเรียกร้องให้ปกป้องข้อมูลสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ดังขึ้นเร่งด่วน หลังมีงานวิจัยและความเห็นใหม่ๆ ชี้ว่าคดีความในสหรัฐฯ และการเติบโตพรวดพราดของเทคโนโลยีติดตามสุขภาพ กำลังเผยช่องโหว่ใหญ่ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจลุกลามกระทบไปทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย ประเด็นร้อนนี้เกิดขึ้นหลังมีการดำเนินคดีกับประชาชนหลายกรณี ตัวอย่างเช่น วัยรุ่นในรัฐเนแบรสกาที่ข้อความแชตส่วนตัวถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานว่าละเมิดกฎหมายทำแท้ง นอกจากนี้ การใช้บริการทำแท้งทางไกลและเครื่องมือสุขภาพดิจิทัลก็เพิ่มสูงขึ้นมาก หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเรื่องสิทธิการทำแท้งในอเมริกา

เรื่องนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่คนไทยน่าจับตาอย่างยิ่ง เพื่อให้เห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยี สุขภาพ และกฎหมาย ในยุคที่แอปติดตามสุขภาพและบริการแพทย์ทางไกลกำลังโตวันโตคืนทั้งในไทยและต่างประเทศ สิ่งที่น่ากังวลคือแนวโน้มการใช้ข้อมูลดิจิทัลเป็นหลักฐานฟ้องร้องเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ ซึ่งยิ่งย้ำให้เห็นความจำเป็นที่ต้องมีนโยบายข้อมูลที่รัดกุม และการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีและช่องโหว่ทางกฎหมายแบบเดียวกัน อาจมีอยู่แล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้นในบ้านเรา

ในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ศาลสูงสุดมีคำตัดสินคดี Dobbs v. Jackson Women’s Health Organization ในปี 2022 ซึ่งล้มล้างสิทธิในการทำแท้งตามรัฐธรรมนูญ พบว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายขอหลักฐานดิจิทัลในคดีเกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้นชัดเจน กรณีดังในรัฐเนแบรสกา อัยการใช้หมายศาลสั่งให้ Meta (บริษัทแม่ Facebook และ Instagram) ส่งมอบข้อความส่วนตัวระหว่างแม่กับลูกสาววัยรุ่น ที่คุยกันเรื่องการทำแท้งผ่านบริการแพทย์ทางไกล ผู้เชี่ยวชาญและนักกิจกรรมต่างเตือนว่านี่ไม่ใช่แค่กรณีเดียว การที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจขอข้อมูลจากแอปต่างๆ ทั้งข้อความส่วนตัว บันทึกสุขภาพ หรือข้อมูลตำแหน่ง กำลังสร้างความหวาดผวาให้แก่ผู้ที่ต้องการเข้าถึงบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์ รวมถึงผู้ที่ให้ความช่วยเหลือด้วย (Times Union)

ภัยคุกคามความเป็นส่วนตัวยิ่งหนักหนาขึ้น เมื่อคนหันมาใช้แอปติดตามสุขภาพและบริการแพทย์ทางไกลเพื่อดูแลอนามัยเจริญพันธุ์กันมากขึ้น ผลสำรวจปี 2023 ที่อ้างถึงในข่าว ระบุว่าชาวอเมริกัน 40% ใช้แอปติดตามสุขภาพ เพิ่มขึ้น 8% จากปี 2018 แอปเหล่านี้ ทั้งแอปติดตามรอบเดือน ภาวะเจริญพันธุ์ หรือการตั้งครรภ์ แม้จะสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้หลายล้านคน (รวมถึงกว่าหนึ่งในสามของผู้หญิงในสหรัฐฯ) แต่ส่วนใหญ่มักไม่เข้าข่ายได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย Health Insurance Portability and Accountability Act (HIPAA) ของสหรัฐฯ ทำให้ข้อมูลส่วนตัวที่อ่อนไหวของผู้ใช้ อาจถูกส่งต่อให้บุคคลที่สาม บริษัทโฆษณา หรือแม้กระทั่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้ กรณีของ Flo Health แอปติดตามรอบเดือนยอดนิยม ในปี 2021 คือตัวอย่างชัดเจน บริษัทถูกจับได้ว่าแชร์ข้อมูลผู้ใช้หลายล้านคนกับบริษัทการตลาดและวิเคราะห์ข้อมูล อย่าง Facebook และ Google จนกระทั่งหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ต้องเข้ามาจัดการ และสั่งให้บริษัทต้องขอความยินยอมจากผู้ใช้อย่างชัดเจนก่อน

ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรการแพทย์ต่างชี้ว่า ช่องโหว่ด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเหล่านี้ ส่งผลกระทบในชีวิตจริงเป็นวงกว้าง นักศึกษาแพทย์รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า ความกลัวว่าจะถูกฟ้องร้องโดยใช้หลักฐานดิจิทัล ทำให้ผู้ป่วยลังเลที่จะเข้ารับบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่จำเป็น ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบสาธารณสุข ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย และสิทธิความเป็นส่วนตัวดิจิทัลโดยรวม ดังที่เห็นในสหรัฐฯ การพึ่งพาบริการสุขภาพดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากสถานการณ์โควิด-19 และการเติบโตของบริการแพทย์ทางไกล กลับไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายที่ทันการณ์ มีเพียง 8 รัฐในสหรัฐฯ ที่ออก “กฎหมายคุ้มกัน” (shield laws) เพื่อปกป้องผู้ให้บริการและผู้ป่วยที่ใช้บริการแพทย์ทางไกลเพื่อการทำแท้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ในรัฐที่ห้ามทำแท้งอย่างเข้มงวด เข้าถึงข้อมูลสุขภาพจากแอปและอุปกรณ์ได้ยากขึ้น

ปัจจุบัน รัฐนิวยอร์กกำลังเป็นหัวหอกด้านกฎหมาย โดยมีร่างกฎหมาย (S.929/A.2141) ที่รอผู้ว่าการรัฐลงนาม ซึ่งจะบังคับให้บริษัทสุขภาพดิจิทัลต้องแจ้งผู้ใช้เรื่องการเก็บและขายข้อมูล ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร (มีข้อยกเว้นน้อยมาก) และต้องลบข้อมูลสุขภาพที่อ่อนไหวเป็นประจำ ก่อนหน้านี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย แมสซาชูเซตส์ และวอชิงตัน ก็ได้ออกกฎหมายลักษณะเดียวกันไปแล้ว ถือเป็นสัญญาณความเคลื่อนไหวที่ต้องการให้ผู้บริโภคควบคุมข้อมูลสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ของตนเองได้มากขึ้น

แต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง หลายรัฐในสหรัฐฯ ที่มีกฎหมายห้ามทำแท้งเข้มงวดที่สุด กลับไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลลักษณะนี้ ทำให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกสอดส่องทางดิจิทัล เมื่อต้องพึ่งพาบริการแพทย์ทางไกลจากนอกรัฐหรือใช้บริการที่บ้าน ยิ่งไปกว่านั้น ในระดับประเทศ สภาคองเกรสสหรัฐฯ ก็เพิ่งคว่ำร่างกฎหมาย Reproductive Data Privacy and Protection Act ซึ่งตั้งใจจะจำกัดปริมาณข้อมูลสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ที่บริษัทเทคโนโลยีสามารถเก็บหรือเปิดเผยได้ (Times Union)

สำหรับประเทศไทย ประเด็นเหล่านี้ใกล้ตัวเข้ามาทุกที ระบบนิเวศการแพทย์ทางไกลและสุขภาพดิจิทัลของไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีทั้งบริษัทไทยและต่างชาติให้บริการติดตามภาวะเจริญพันธุ์ ให้คำปรึกษาทางไกล และเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่ากฎหมายไทยจะอนุญาตให้ทำแท้งได้ภายใต้เงื่อนไขบางประการ (WHO) แต่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและมาตรฐานกฎหมายในต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการเหล่านี้ในไทยได้เช่นกัน แอปสุขภาพดิจิทัลดังๆ หลายตัวที่คนไทยใช้ ก็พัฒนาในต่างประเทศ และอาจแชร์ข้อมูลผู้ใช้กับพาร์ทเนอร์ข้ามชาติ หากไม่มีกฎหมายไทยหรือข้อกำหนดความยินยอมที่ชัดเจนมาปกป้อง

นอกจากนี้ ไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลสุขภาพดิจิทัลที่เจาะจงเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์โดยเฉพาะเหมือนในสหรัฐฯ แม้เราจะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่ให้ความคุ้มครองความเป็นส่วนตัวโดยรวม แต่อาจไม่ครอบคลุมรายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมดที่กำลังเป็นประเด็นขัดแย้งเรื่องข้อมูลสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อมีแอปและผู้ให้บริการแพทย์ทางไกลหน้าใหม่ๆ เข้ามาในตลาดเรื่อยๆ (DataGuidance) ผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของไทยจึงควรศึกษาบทเรียนและผลกระทบที่เกิดขึ้นในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ากฎระเบียบของเรายังทันสมัยและใช้การได้จริง

ในมุมมองทางวัฒนธรรม สังคมไทยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวในครอบครัว เกียรติยศ และการรักษาหน้าตา อย่างไรก็ตาม การเติบโตของแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลและการใช้โซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย อาจทำให้คนไทย โดยเฉพาะผู้หญิงและเยาวชน ต้องเผชิญความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เช่น การถูกดำเนินคดีโดยใช้บันทึกดิจิทัลส่วนตัวหรือประวัติการใช้แอปเป็นหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นในระดับโลกหรือในบริบทของไทย ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างเทคโนโลยี สุขภาพ และกฎหมาย จำเป็นต้องมีแนวทางที่รอบคอบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความเป็นส่วนตัว สิทธิในการตัดสินใจของบุคคล และเป้าหมายด้านสาธารณสุข

ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวคาดการณ์ว่า ในอนาคต บริการสุขภาพดิจิทัลข้ามพรมแดน ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ Big Data จะยิ่งทำให้ประเด็นเรื่องอธิปไตยทางข้อมูลสุขภาพและอนามัยเจริญพันธุ์ซับซ้อนขึ้นไปอีก ปัจจุบัน โรงพยาบาลและคลินิกในไทยหลายแห่งก็ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติอยู่แล้ว ทั้งด้านการแพทย์ทางไกลและการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ หากไม่มีกฎระเบียบในประเทศที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล ในอนาคต คนไทยอาจพบว่าข้อมูลส่วนตัวที่อ่อนไหวที่สุดของตน ถูกนำไปตรวจสอบทางกฎหมายหรือใช้หาประโยชน์ทางการค้าได้เช่นกัน

บทเรียนสำหรับคนไทยนั้นชัดเจน: ควรอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวของแอปสุขภาพอย่างละเอียดเสมอ เลือกใช้บริการที่ระบุเรื่องการขอความยินยอมอย่างชัดเจน พยายามจำกัดการแชร์ข้อมูลอ่อนไหวผ่านช่องทางที่ไม่ปลอดภัย และร่วมกันสนับสนุนให้มีกฎระเบียบกำกับดูแลข้อมูลสุขภาพที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะเรื่องนี้สำคัญทั้งในระดับบุคคล สังคม และประเทศชาติ

ในยุคที่เทคโนโลยีและสุขภาพผสานกันแนบแน่นขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ให้บริการ และผู้กำหนดนโยบายของไทย จะต้องทำงานเชิงรุกเพื่อวางรากฐานกฎหมายความเป็นส่วนตัวและแนวปฏิบัติทางดิจิทัลที่ดีที่สุด โดยเรียนรู้จากปัญหาท้าทายด้านกฎหมายและจริยธรรมที่สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ กำลังเผชิญ ในฐานะแนวหน้าของการปฏิวัติสุขภาพดิจิทัล