งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMC Public Health (BMC Public Health) ได้ฉายภาพความพยายามของประเทศกานาในการขยายโอกาสการเข้าถึงวิธีวางแผนครอบครัวสมัยใหม่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นทั้งความสำเร็จที่น่าพอใจและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ยังคงฝังรากลึก งานวิจัยหัวข้อ “ความต้องการวางแผนครอบครัวที่ได้รับการตอบสนองด้วยวิธีคุมกำเนิดสมัยใหม่ในกานา: แนวโน้มและความเหลื่อมล้ำ (2013–2022)” นี้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับแนวทางการรับมือปัญหาสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ของกานา ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย

ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมมีทิศทางที่ดีขึ้น กล่าวคือ ผู้หญิงชาวกานาสามารถเข้าถึงและใช้วิธีคุมกำเนิดสมัยใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการวางแผนครอบครัวได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับสิบปีก่อน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยกลับเผยให้เห็นความไม่เท่าเทียมที่เด่นชัด โดยยังคงมีช่องว่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างชุมชนชนบทและชุมชนเมือง รวมถึงระหว่างผู้หญิงที่มีระดับการศึกษาและสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกัน สำหรับประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นต้นแบบด้านโครงการวางแผนครอบครัวในระดับภูมิภาคมาอย่างยาวนาน ประสบการณ์ของกานาจึงถือเป็นบทเรียนล้ำค่า ทั้งในแง่ความก้าวหน้าและปัญหาท้าทายที่ยังคงอยู่ในงานด้านสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์

งานวิจัยระบุว่า สัดส่วนผู้หญิงชาวกานาที่ต้องการวางแผนครอบครัวและสามารถเข้าถึงวิธีคุมกำเนิดสมัยใหม่ได้ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2013 ถึง 2022 สิ่งนี้สะท้อนความพยายามที่ไม่หยุดยั้งของรัฐบาลและภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมบริการสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ ขยายทางเลือกวิธีคุมกำเนิดสมัยใหม่ให้หลากหลาย และสร้างความตระหนักรู้ในสังคม ผลการค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาระดับสากล เช่น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 3 ของสหประชาชาติ (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) ต่างเน้นย้ำถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์อย่างถ้วนหน้า

ถึงกระนั้น ทีมนักวิจัยเน้นย้ำว่า ความก้าวหน้าดังกล่าวได้บดบังความเหลื่อมล้ำที่หยั่งรากลึก ผู้หญิงในชนบทและผู้มีการศึกษาน้อยยังคงมีโอกาสเข้าถึงการวางแผนครอบครัวด้วยวิธีสมัยใหม่ได้น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำเหล่านี้มีทั้งอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ในการเข้าถึงบริการ ทัศนคติเชิงวัฒนธรรม คุณภาพบริการที่แตกต่างกัน และความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพที่จำกัด นักวิจัยอาวุโสท่านหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการศึกษากล่าวว่า “แม้ความก้าวหน้าในภาพรวมจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่เราต้องไม่ลืมว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถปิดช่องว่างที่ยังคงส่งผลกระทบต่อประชากรกลุ่มเปราะบางที่สุดได้” (BMC Public Health)

สำหรับผู้กำหนดนโยบายและนักขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ในไทย เรื่องราวของกานาถือเป็นทั้งเครื่องยืนยันและสัญญาณเตือน โครงการวางแผนครอบครัวของไทย ซึ่งเคยได้รับการยอมรับระดับโลกตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513) ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ และมีบทบาทสำคัญในการลดความยากจนและอัตราการเสียชีวิตของมารดา ทว่าประชากรบางกลุ่มยังคงเข้าไม่ถึงบริการ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้อพยพ และประชากรในบางจังหวัดที่ห่างไกล ความคล้ายคลึงนี้ตอกย้ำว่าเราไม่อาจชะล่าใจในการมุ่งมั่นสร้างความครอบคลุมอย่างแท้จริงได้

ในมิติทางวัฒนธรรม สิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายและการเจริญพันธุ์ของตนเองยังคงเป็นประเด็นละเอียดอ่อนในหลายสังคมแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทย แม้ว่าการรณรงค์ระดับชาติจะช่วยให้การเว้นช่วงมีบุตรและการใช้วิธีคุมกำเนิดสมัยใหม่กลายเป็นเรื่องปกติในครอบครัวไทยส่วนใหญ่ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แนวโน้มประชากรที่เปลี่ยนไป เช่น การแต่งงานช้าลง การขยายตัวของเมือง และอัตราเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลง จำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนให้เท่าทัน การที่กานามุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นพิเศษ สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ของไทยตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างความเท่าเทียม โดยกำหนดเป้าหมายการเข้าถึงและนโยบายสนับสนุนไปยังกลุ่มประชากรที่มักถูกมองข้าม

เมื่อมองไปข้างหน้า ประสบการณ์ของกานาให้ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริงสำหรับประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่มีบริบทคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งของระบบกระจายยาและเวชภัณฑ์ การลงทุนด้านเพศวิถีศึกษาอย่างรอบด้าน การส่งเสริมบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชน และการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งหมดนี้ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดช่องว่างการเข้าถึงบริการ ดังที่ผู้บริหารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแห่งหนึ่งของไทยได้กล่าวในการสัมมนาเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “ระบบการวางแผนครอบครัวที่ทันสมัยอย่างแท้จริง คือระบบที่ผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าเธอจะเป็นใครหรืออาศัยอยู่ที่ไหน สามารถกำหนดอนาคตด้านการเจริญพันธุ์ของตนเองได้โดยปราศจากอุปสรรค”

สำหรับผู้อ่านและครอบครัวชาวไทย ประสบการณ์ของกานาตอกย้ำความสำคัญของการทบทวนและปรับปรุงโครงการสาธารณสุขอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขอแนะนำให้ประชาชนทั่วไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกในการคุมกำเนิดสมัยใหม่จากสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน พูดคุยกับคู่ครองเพื่อร่วมกันตัดสินใจในเรื่องการเจริญพันธุ์ และสนับสนุนให้เกิดบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมในชุมชน ขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายควรติดตามสถานการณ์ของกลุ่มประชากรที่ถูกละเลยอย่างใกล้ชิด และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการ ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนไม่ต่างกันทั้งในประเทศไทยและกานา

แหล่งข้อมูล: BMC Public Health