งานวิจัยใหม่ๆ กำลังตอกย้ำความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า การลุกขึ้นมาออกกำลังกายพร้อมเพื่อนหรือคู่หู ช่วยกระตุ้นแรงจูงใจ ทำให้เราออกกำลังกายได้สม่ำเสมอขึ้น และส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างเห็นได้ชัด ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า คนที่ชวนเพื่อนไปยิมด้วยกัน มีแนวโน้มจะไปยิมบ่อยขึ้นถึง 35% แถมยังออกกำลังกายได้นานและหนักหน่วงกว่าคนที่ไปคนเดียวอีกด้วย (PhillyVoice) หลักฐานที่เพิ่มขึ้นนี้ยิ่งมีความหมายสำหรับสังคมไทย ที่แม้กิจกรรมร่วมกันจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แต่กระแสความทันสมัยในเมืองก็กำลังทำให้วิถีชีวิตเราเริ่มเน้นความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
คนไทยเราคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในสังคมที่เน้นชุมชนมานาน ตั้งแต่การเต้นแอโรบิกหมู่ยามเช้าในสวนสาธารณะ ไปจนถึงงานวัดและกีฬาสี แต่พอเทคโนโลยีและวิถีชีวิตในเมืองเปลี่ยนไป การจะหาแรงบันดาลใจให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอและได้ผลก็อาจกลายเป็นเรื่องท้าทาย งานวิจัยใหม่นี้จึงมาย้ำเตือนว่า ประโยชน์ของการมีเพื่อนออกกำลังกายนั้นมีมากกว่าแค่การมีเพื่อนคุย เพราะแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างนี่แหละ คือเครื่องมือทรงพลังที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายสุขภาพส่วนตัวได้
งานวิจัยชิ้นสำคัญจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ที่อ้างถึงในรายงานของ PhillyVoice ได้ติดตามคนที่เข้ายิมและพบว่า คนที่ออกกำลังกายกับเพื่อนสามารถทำตามตารางออกกำลังกายได้สม่ำเสมอกว่าคนที่ออกกำลังกายคนเดียวอย่างชัดเจน แม้ทุกคนจะเจอปัญหาเรื่องตารางเวลาที่ยุ่งเหยิง หรือมีเรื่องอื่นสำคัญกว่าเหมือนๆ กัน แต่แค่การมีเพื่อนอยู่ข้างๆ ก็เพียงพอที่จะเป็นแรงผลักดันให้ก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ ผลลัพธ์คล้ายๆ กันนี้ยังพบในการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอเบอร์ดีนในสหราชอาณาจักร ซึ่งพบว่าเพื่อนออกกำลังกายที่คอยให้กำลังใจกัน จะยิ่งออกกำลังกายได้บ่อยและหนักขึ้นไปอีก
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามีกลไกทั้งทางร่างกายและจิตใจหลายอย่างทำงานร่วมกัน อย่างแรกคือ ความรู้สึกต้องรับผิดชอบ (Accountability) แค่รู้ว่ามีคนรออยู่ ก็เป็นแรงฮึดให้เราลากตัวเองไปออกกำลังกายในวันที่รู้สึกขี้เกียจได้ อีกอย่างคือ การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) ทั้งคำพูด (“สู้ๆ ทำได้ดีมาก!”) และท่าทาง (พยักหน้าให้กำลังใจ ช่วยกันออกแรง) ซึ่งช่วยตอกย้ำความสำเร็จและสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง (Self-efficacy) ว่าเราทำเป้าหมายให้สำเร็จได้ (PhillyVoice) นักบรรพมานุษยวิทยาบรรพชีวินวิทยาจากฮาร์วาร์ด ผู้เขียนหนังสือ “Exercised: Why Something We Never Evolved to Do is Healthy and Rewarding” อธิบายเสริมว่า การออกกำลังกายร่วมกับคนอื่นยังสอดคล้องกับวิวัฒนาการของเราด้วย เพราะสำหรับมนุษย์แล้ว การทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการอพยพ หาอาหาร หรือป้องกันตัว ย่อมประสบความสำเร็จมากกว่าการทำคนเดียวเสมอ สมองเราจึงถูกสร้างมาให้ทำงานได้ดีขึ้นเมื่ออยู่เป็นทีม (Business Insider)
ข้อมูลเชิงลึกจากจิตวิทยาการทดลองยังอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า โคห์เลอร์เอฟเฟกต์ (Köhler effect) ซึ่งคือปรากฏการณ์ที่สมาชิกที่อ่อนแอกว่าในคู่หรือกลุ่ม จะพยายามมากขึ้นเพื่อไม่ให้ทีมผิดหวัง โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าความพยายามของตัวเองสำคัญต่อความสำเร็จของทีม (NIH – PMC6523870) แรงจูงใจทางสังคมเหล่านี้ช่วยเสริมพลังให้กับแรงจูงใจภายในตัวเรา เช่น ความสนุก หรือความภูมิใจส่วนตัว ในบริบทสังคมไทย ที่ “ความเกรงใจ” (ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ไม่อยากสร้างความลำบากให้คนอื่น) มีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ การไม่อยากทำให้เพื่อนออกกำลังกายผิดหวังจึงอาจเป็นแรงกระตุ้นที่ทรงพลังเป็นพิเศษ
งานวิจัยยุคใหม่ยังได้สำรวจ ระบบเพื่อนออกกำลังกายแบบดิจิทัล (Digital Buddy Systems) เพื่อจำลองประโยชน์เหล่านี้ขึ้นมา โดยใช้คู่หูที่สร้างจากซอฟต์แวร์ใน “เกมออกกำลังกาย (Exergames)” ผลการศึกษาในผู้ใหญ่วัยกลางคนพบว่า ผู้เข้าร่วมที่ออกกำลังกายร่วมกับคู่หูที่เป็นมนุษย์หรือ AI ต่างก็รู้สึกมีความสุขและพยายามมากขึ้น แม้ในระหว่างโปรแกรมออกกำลังกายที่หนักหน่วงก็ตาม เรื่องนี้น่าสนใจมากสำหรับคนที่อาจจะเขินอายเวลาต้องออกกำลังกายในที่สาธารณะ หรือหาเพื่อนออกกำลังกายแบบเจอตัวจริงไม่ได้ นวัตกรรมดิจิทัลแบบนี้สามารถนำมาปรับใช้กับวงการฟิตเนสที่บ้านและอีสปอร์ตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทยได้
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของการมีเพื่อนออกกำลังกายคือ ความเข้ากันได้และการจัดการเวลา (Compatibility and Logistics) ทั้งตารางเวลา เป้าหมายการออกกำลังกาย และความสนใจส่วนตัวต้องตรงกัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้เริ่มจากการทำความเข้าใจความชอบในการออกกำลังกายของตัวเองก่อน ว่าเราอยากลดน้ำหนัก จัดการความเครียด พัฒนาสุขภาพหัวใจ หรือแค่ต้องการเพื่อนออกกำลังกายเฉยๆ จากนั้นค่อยมองหาคู่หูที่มีเป้าหมายคล้ายกัน อาจจะเป็นเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน คนในครอบครัว หรือแม้แต่คนรู้จักที่เจอตามกิจกรรมต่างๆ หรือแอปฟิตเนส อย่างแอปหาเพื่อนออกกำลังกายทั่วไป (PhillyVoice)
สำหรับคนไทย ภาระหน้าที่การงานและครอบครัวที่รัดตัวมักทำให้หาเวลาออกกำลังกายได้ยาก แต่เราสามารถผสมผสานการออกกำลังกายเข้ากับกิจวัตรประจำวันได้ เช่น ชวนเพื่อนบ้านเดินหรือปั่นจักรยานด้วยกัน เต้นแอโรบิกกลางแจ้งในสวนสาธารณะใจกลางกรุงเทพฯ หรือเข้าร่วมคลาสออกกำลังกายแบบกลุ่มที่ศูนย์กีฬาท้องถิ่น ซึ่งล้วนเป็นโอกาสดีๆ ที่จะได้ทั้งปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งในช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ที่อากาศในบ้านเราสบายที่สุด หลายๆ ชุมชนก็มักจะจัดกิจกรรมแอโรบิกยามเช้า งานวิ่ง และกิจกรรมออกกำลังกายกลุ่มอื่นๆ อยู่แล้ว การใช้ประโยชน์จากกิจกรรมที่มีอยู่เหล่านี้ โดยชวนเพื่อนและครอบครัวมาเข้าร่วมด้วยกัน ก็เป็นวิธีที่เข้ากับวัฒนธรรมไทยในการรับประโยชน์จากพลังของเพื่อนออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี
บริบททางประวัติศาสตร์ก็ให้แง่คิดที่น่าสนใจ การให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของส่วนรวมและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของสังคมไทย สะท้อนให้เห็นในทุกอย่างตั้งแต่พิธีกรรมลงแขกทำนาไปจนถึงโครงการสาธารณสุขของรัฐในปัจจุบัน เช่น โครงการ “ไทยเข้มแข็ง คนไทยมีความสุข” ตามธรรมเนียมแล้ว สุขภาวะที่ดีมักถูกมองว่าเป็นความสำเร็จของชุมชนมากกว่าความพยายามส่วนบุคคล ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับผลวิจัยที่ว่า การสนับสนุนทางสังคมเป็น “กลยุทธ์สำคัญในการรักษาและเพิ่มกิจกรรมทางกาย” ตามที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) กล่าวไว้ (CDC) ความท้าทายในปัจจุบันคือการนำหลักการเหล่านี้มาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า โซลูชันดิจิทัลสามารถช่วยขยายพลังของเพื่อนออกกำลังกายให้เข้าถึงคนได้มากขึ้น ด้วยแอปฟิตเนสบนมือถือที่เน้นสังคม คนไทยที่หาเพื่อนออกกำลังกายแบบเจอตัวจริงลำบาก ก็สามารถเข้าร่วมการแข่งขันเสมือนจริง แบ่งปันความคืบหน้า และรับกำลังใจจากชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่ขึ้นได้ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็สามารถส่งเสริมการขยับร่างกายโดยจัดกิจกรรมฟิตเนสแบบกลุ่ม ใช้การแข่งขันกระชับมิตรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในระยะยาว ในที่ทำงาน ผู้บริหารอาจส่งเสริมสุขภาพพนักงานด้วยการจัดทีมเดินเล่นตอนกลางวัน หรือชมรมกีฬาหลังเลิกงาน ซึ่งช่วยสร้างทั้งความสัมพันธ์ที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรง
การระบาดของโควิด-19 ได้กระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพและการออกกำลังกายมากขึ้น ทำให้กิจกรรมกลางแจ้งและยอดขายอุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้านพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ประเทศกำลังก้าวสู่ “ความปกติใหม่ (New Normal)” การรักษาการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเหล่านี้ไว้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อรับมือกับอัตราโรคอ้วน เบาหวาน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อื่นๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นภาระหนักต่อระบบสาธารณสุขของไทย (WHO Thailand) การทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องของสังคม ไม่ว่าจะเจอหน้ากันหรือผ่านช่องทางออนไลน์ ถือเป็นทางออกที่มีแววสดใสและสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากลองนำแนวคิดนี้ไปใช้ นี่คือคำแนะนำง่ายๆ ที่จับต้องได้:
- ตั้งเป้าหมายและดูเวลาที่สะดวก: ลองคิดดูว่าคุณชอบออกกำลังกายตอนเช้าตรู่ ตอนเย็น หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ และชอบออกกำลังกายแบบไหนมากที่สุด
- มองหาเพื่อน คนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ที่มีความสนใจและตารางเวลาใกล้เคียงกัน อย่าเขินที่จะลองชวน “ทดลองเป็นบัดดี้” สักสัปดาห์สองสัปดาห์
- สำรวจกลุ่มออนไลน์ แอป หรือชมรมกีฬาในพื้นที่ หากคนใกล้ตัวไม่สนใจหรือไม่ว่าง
- ใช้กิจกรรมกลุ่มที่คุ้นเคยในวัฒนธรรมเรา เช่น แอโรบิกชุมชน กลุ่มวิ่งในสวนสาธารณะ หรือกีฬาสีตามงานวัด เป็นจุดเริ่มต้น
- เน้นการให้กำลังใจซึ่งกันและกันและความสนุกสนาน มากกว่าการแข่งขันเอาเป็นเอาตาย การให้กำลังใจเชิงบวกคือกุญแจสำคัญสู่การสร้างนิสัยรักสุขภาพ
- สำหรับสายฝึกคนเดียวหรือทำงานจากบ้าน ลองพิจารณาใช้แพลตฟอร์มออกกำลังกายเสมือนจริงหรืออุปกรณ์สวมใส่ เพื่อเข้าร่วมระบบเพื่อนออกกำลังกายแบบดิจิทัล ซึ่งยังคงให้กำลังใจและความรู้สึกรับผิดชอบได้
- ใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะและกิจกรรมชุมชนที่มีอยู่มากมายในไทย เพื่อสร้าง “นัดออกกำลังกาย” ที่เป็นเหมือนการพบปะสังสรรค์ไปในตัว ทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเรื่องสนุกและมีความสุขร่วมกัน
ท้ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะเรียกพวกเขาว่าเพื่อนออกกำลังกาย บัดดี้ หรือคู่หู วิทยาศาสตร์ก็ยืนยันชัดเจนว่า: การออกกำลังกายเป็นทีมช่วยให้ได้ผลดีขึ้น สนุกขึ้น และทำได้ยั่งยืนขึ้น สำหรับสังคมไทย การผสมผสานประเพณีดั้งเดิมเข้ากับข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยใหม่ๆ อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่อนาคตที่คนไทยมีสุขภาพดีและมีความสุขมากขึ้น
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม แหล่งที่มาที่ใช้ในรายงานนี้ ได้แก่:
- “กำลังมองหาตัวช่วยในการออกกำลังกาย? ลองออกกำลังกายกับเพื่อนดูสิ” (PhillyVoice)
- “แรงจูงใจจากพลวัตกลุ่มเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการออกกำลังกายกับคู่หูเสมือน” (NIH/PubMed Central)
- “ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค: การสนับสนุนทางสังคม” (CDC)
- “5 ประโยชน์ที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ของการออกกำลังกายกับเพื่อน” (One Peloton Blog) และ
- “เพื่อนพร้อมประโยชน์ด้านสุขภาพ: ระบบเพื่อนช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างไร…” (Berkeley Haas)