ในยุคที่ปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องที่สังคมไทยหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น งานวิจัยและแนวปฏิบัติใหม่ๆ ก็ได้นำเสนอเทคนิคง่ายๆ แต่ได้ผลดีเยี่ยมในการจัดการอารมณ์มาสู่บ้านและห้องเรียน รายงานล่าสุดจาก Greenville Online ได้เปิดเผยมิติใหม่ของเครื่องมือฝึกสติที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีที่เด็กๆ และพ่อแม่ใช้รับมือกับอารมณ์ความรู้สึกที่ถาโถม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ครอบครัวไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับความกังวลหลังยุคโควิด สิ่งรบกวนจากโลกดิจิทัล และความคาดหวังทางสังคมที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับการแสดงออกทางอารมณ์ กลยุทธ์ที่จับต้องได้และมีงานวิจัยรองรับเหล่านี้จึงยิ่งทวีความสำคัญ
โดยปกติแล้ว สังคมไทยมักให้ความสำคัญกับการควบคุมอารมณ์และการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีงามในสังคม อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเห็นได้จากนโยบายใหม่ๆ ของกระทรวงสาธารณสุขและการเพิ่มขึ้นของโครงการสุขภาพจิตในโรงเรียน ทำให้เครื่องมือที่ใช้ได้จริงสำหรับจัดการอารมณ์กลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก คำถามคือ พ่อแม่จะทำอย่างไรเมื่อต้องเจอกับลูกเล็กที่ร้องไห้งอแงกลางห้าง หรือลูกวัยรุ่นตอนต้นที่กำลังเครียดจัดกับแรงกดดันที่โรงเรียน โดยที่ยังคงรักษาคุณค่าเรื่องความสงบและความเห็นอกเห็นใจตามแบบวัฒนธรรมไทยไว้ได้?
นักกิจกรรมบำบัดเด็กที่ทำงานร่วมกับ YOGA-2-GO ให้ความเห็นว่า ทั้งหลักการทางประสาทวิทยาและการเลี้ยงดูในชีวิตประจำวันต่างชี้ตรงกันถึงความสำคัญของการสอนกลไกรับมือให้เด็กๆ ไม่ใช่แค่ตอนที่อารมณ์กำลังปะทุ แต่ต้องทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน “ในช่วงวัยเด็ก สมองกำลังพัฒนาไปพร้อมๆ กับที่เด็กๆ ต้องเผชิญกับอารมณ์หลากหลายรูปแบบและเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับโลกรอบข้าง” นักกิจกรรมบำบัดอธิบาย “การเรียนรู้วิธีรับมือกับความสัมพันธ์กับเพื่อน ที่โรงเรียน ความคาดหวังต่างๆ และการควบคุมตัวเอง เป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับเด็กทุกคน เราจึงจำเป็นต้องมอบเครื่องมือที่จะช่วยสนับสนุนสุขภาพจิตให้พวกเขา”
YOGA-2-GO คือองค์กรที่นำการฝึกโยคะและสติไปใช้ในโรงเรียนและศูนย์ชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในประเทศไทยที่หลักสูตรการฝึกสติกำลังค่อยๆ ถูกนำมาบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนในระดับประถมและมัธยมมากขึ้น (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ - สสส.) หัวใจสำคัญของแนวทางนี้เรียกว่า “ABC สู่ความสงบ” ซึ่งเป็นกิจวัตรที่เป็นระบบแต่ก็สนุกสนาน ประกอบด้วย: A สำหรับ “กิจกรรมเรียกสติ” (Attention activities) B สำหรับ “ฝึกหายใจให้สมอง” (Brain breaths) และ C สำหรับ “เชื่อมโยงสู่ความสงบ” (Calm connectors) สามขั้นตอนนี้จะนำทางเด็กๆ ให้เริ่มจากการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยพลังงานส่วนเกิน จากนั้นใช้การหายใจอย่างมีสมาธิเพื่อทำให้ระบบประสาทสงบลง และสุดท้ายคือการใช้สติเพื่อกลับมาจดจ่อและเตรียมพร้อมสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในเชิงบวก
แทนที่จะรอให้เกิดอาการอาละวาดหรือระเบิดอารมณ์ออกมา ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่พ่อแม่ชาวไทยอาจคุ้นเคยเวลาไปวัดหรือไปงานรวมญาติ นักกิจกรรมบำบัดเน้นย้ำว่า “การฝึกฝนสิ่งเหล่านี้กับเด็กๆ ล่วงหน้า และการสร้างคลังเครื่องมือเหล่านี้เก็บไว้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง” จริงๆ แล้ว การผสมผสานท่าโยคะสั้นๆ เข้ากับกิจวัตรของครอบครัวหรือกิจกรรมในห้องเรียน สามารถช่วยลดการระเบิดอารมณ์ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังที่งานวิจัยทั้งในโลกตะวันตกและเอเชียยืนยัน (PubMed) ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับเป้าหมายด้านสุขภาพจิตในภาพรวมของประเทศไทยที่เน้นการดูแลเชิงป้องกันและส่งเสริมสุขภาวะของชุมชน
กุญแจสำคัญคือการทำให้เทคนิคเหล่านี้สนุกและปรับให้เข้ากับเด็กแต่ละคนได้ ตัวอย่างเช่น กิจกรรมเรียกสติอย่างท่าโยคะ สามารถปรับเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวเลียนแบบสัตว์ที่เด็กๆ ชอบ หรือการเต้นท่าหุ่นยนต์ เพื่อให้เข้ากับความสนใจของพวกเขา ห้องเรียนไทยยุคใหม่ที่ผสมผสานคุณค่าดั้งเดิมเข้ากับอิทธิพลจากโลกภายนอก อาจนำ “โยคะท่าไหว้” (การทักทายแบบไทยที่แสดงความเคารพ) มาใช้เป็นกิจกรรมสร้างความสงบได้ สำหรับการฝึกหายใจ วิธีการที่เน้นการลงมือทำอย่าง “ลูกบอลหายใจ” (ทำท่าขยายและหดลูกบอลตามลมหายใจ), “หายใจเสียงผึ้ง” (ที่เด็กๆ ทำเสียงฮัมเบาๆ ตอนหายใจออก) หรือ “เป่าเทียน” (แกล้งทำเป็นเป่าเทียนบนนิ้ว ซึ่งช่วยกระตุ้นการหายใจออกช้าๆ) ล้วนเป็นวิธีที่ปรับใช้ได้ง่ายในบริบทวัฒนธรรมไทยและได้ผลดี ครูอนุบาลท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “พอเราใช้เสียงสัตว์หรือเกมเข้ามาช่วย แม้แต่เด็กขี้อายก็ยังสนุกและมีส่วนร่วม เราเห็นความแตกต่างชัดเจนเลยในวิธีที่พวกเขารับมือกับความตื่นเต้นหรือความหงุดหงิด”
เมื่อความสงบเริ่มกลับคืนมา “ตัวเชื่อมโยงสู่ความสงบ” เช่น “กอดสมอง” (Brain hugs) ที่ให้เด็กๆ ใช้มือกดเบาๆ ที่ด้านข้างศีรษะพร้อมกับหายใจลึกๆ จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการปลอบประโลมตนเอง ซึ่งเป็นทักษะที่คล้ายคลึงกับการฝึกสมาธิแบบไทยบางอย่าง อีกวิธีหนึ่งคือ “หยดฝนใส่สมอง” (Brain drops) ที่ใช้นิ้วเคาะศีรษะเบาๆ ก็สามารถเชื่อมโยงกับการนวดแผนไทยและพิธีกรรมเพื่อสุขภาพแบบดั้งเดิมได้ ทำให้แนวทางนี้รู้สึกเป็นธรรมชาติสำหรับครอบครัวไทย
นัยยะในวงกว้างนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากพ่อแม่และนักการศึกษาสามารถช่วยให้เด็กๆ สร้างความรู้สึกดีๆ กับเทคนิคการสงบสติอารมณ์เหล่านี้ได้ ก็เท่ากับเป็นการปลูกฝังอุปนิสัยที่ดีต่อสุขภาพไปตลอดชีวิต และสร้างความสามารถในการปรับตัวเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำไว้ในแผนพัฒนาเด็กแห่งชาติฉบับล่าสุด (Bangkok Post)
เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ จำเป็นต้องมีการ “สำรวจอารมณ์” (emotional check-ins) กับเด็กๆ เป็นประจำหลังจากใช้เครื่องมือเหล่านี้ ดังที่นักกิจกรรมบำบัดของ YOGA-2-GO ชี้ให้เห็นว่า “เราอยากช่วยให้เขาเชื่อมโยงได้ว่า ‘อ้อ ตอนที่ฉันใช้เครื่องมือพวกนี้ ฉันรู้สึกดีกับตัวเองจริงๆ มันได้ผลนะ’ เราอยากให้พวกเขารู้สึกมีพลังและเรียนรู้วิธีใช้สิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง” แนวทางเชิงรุกและเน้นจุดแข็งเช่นนี้ กำลังช่วยเปลี่ยนมุมมองของสังคมไทย จากเดิมที่อาจตำหนิหรือเพิกเฉยต่อการระเบิดอารมณ์ของเด็ก ไปสู่การชี้นำและร่วมจัดการอารมณ์ด้วยความเข้าอกเข้าใจ
ในประเทศไทย ความพยายามที่จะทำให้การเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์กลายเป็นเรื่องปกติในระบบการศึกษากำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โครงการริเริ่มต่างๆ เช่น โครงการ “โรงเรียนแห่งสติ” (Mindful Schools) ในจังหวัดเชียงใหม่ และเครือข่ายนักจิตวิทยาการปรึกษาในโรงเรียนนานาชาติกรุงเทพฯ ต่างรายงานผลว่าอัตราการเข้าเรียนสูงขึ้นและปัญหาพฤติกรรมลดลงในโรงเรียนที่มีการสอนและใช้เครื่องมือที่จับต้องได้เหล่านี้ นักจิตวิทยาเด็กในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งให้เหตุผลว่าวิธีการดังกล่าว “ช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างภูมิปัญญาการเลี้ยงดูแบบไทยดั้งเดิมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เกี่ยวกับสมองที่กำลังพัฒนาของเด็กๆ”
แม้ว่า ABC สู่ความสงบจะมีรากฐานมาจากการบำบัดทางกิจกรรมและแนวคิดเรื่องสติแบบตะวันตก แต่หลักการสำคัญของมันกลับสอดคล้องอย่างน่าทึ่งกับการปฏิบัติทางพุทธศาสนาและประเพณีวัฒนธรรมไทยบางอย่าง เช่น พิธี “ปลุกเสก” หรือการทำพิธีเพื่อให้เด็กสงบและมีสมาธิก่อนไปโรงเรียน งานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังชี้ให้เห็นว่า การผสมผสานภูมิปัญญาไทยโบราณเข้ากับทักษะทางจิตวิทยาสมัยใหม่อาจเป็นแนวทางที่ยั่งยืนที่สุดในเชิงวัฒนธรรม (Chula Research)
เมื่อมองไปข้างหน้า นักการศึกษาและผู้นำด้านสาธารณสุขในประเทศไทยกำลังเรียกร้องให้มีการขยายการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีการจัดการอารมณ์ที่เน้นการปฏิบัติและใช้ร่างกายเป็นฐานเหล่านี้ โดยผลักดันให้มีการบรรจุเนื้อหาดังกล่าวให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในหลักสูตรเตรียมครูและเวิร์กช็อปให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง ในขณะที่ความเครียดจากโลกดิจิทัลและแรงกดดันด้านการเรียนยังคงเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการระบาดใหญ่ ความต้องการเครื่องมือด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย สนุก และสอดคล้องกับวัฒนธรรมก็จะยิ่งมีมากขึ้น
สำหรับครอบครัวไทยที่กำลังมองหาวิธีจัดการความเครียดและส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจให้ลูกน้อย ข้อความสำคัญที่ต้องจำไว้คือ: เริ่มฝึกฝนเทคนิคเหล่านี้แต่เนิ่นๆ และทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการเล่นหรือกิจวัตรประจำวัน การ “สำรวจอารมณ์” ด้วยสติเป็นประจำหลังเลิกเรียน หรือการผสมผสานเกมหายใจลึกๆ ที่สนุกสนานเข้ากับกิจวัตรก่อนนอน อาจสร้างความแตกต่างอย่างมากระหว่างการระเบิดอารมณ์ กับการเติบโตทางอารมณ์อย่างแท้จริง
สำหรับแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ และโปรแกรมการฝึกสติ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือดาวน์โหลดแบบฝึกหัดที่ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมได้จากองค์กรต่างๆ เช่น YOGA-2-GO