แม้จะมีการรณรงค์ลดหวานกันอยู่ตลอด และภาครัฐก็พยายามเน้นย้ำเรื่องนี้ แต่ผลการศึกษาล่าสุดกลับชี้ว่า คนส่วนใหญ่ยังคงกิน “น้ำตาลแฝง” (Free Sugars) มากเกินคาด โดยเฉพาะที่ซ่อนอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มที่ดูเหมือนจะดีต่อสุขภาพ หรือที่เราคุ้นเคยกันดี ล่าสุดสัปดาห์นี้ ที่สหราชอาณาจักรก็มีความเคลื่อนไหวใหม่ โดยเตรียมขยายการเก็บ “ภาษีน้ำตาล” ให้ครอบคลุมไปถึงเครื่องดื่มนมปั่นและกาแฟปรุงสำเร็จชนิดกล่อง ที่มีน้ำตาลเกิน 5 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร (The Times) ความเคลื่อนไหวนี้ตั้งใจจะจัดการกับปัญหาน้ำตาลแฝงที่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของเราโดยตรง สำหรับครอบครัวชาวไทย ที่หันมาบริโภคอาหารและเครื่องดื่มแปรรูปสไตล์ตะวันตกกันมากขึ้น ข่าวนี้ยิ่งตอกย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้บริโภคบ้านเราต้องหันมาใส่ใจตรวจสอบสิ่งที่เรากินดื่มกันอย่างจริงจังเสียที
เรื่องนี้สำคัญกับประเทศไทยอย่างไร? ก็เพราะคนไทยเราบริโภคน้ำตาลสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะจากเครื่องดื่มหวานๆ ขนมกรุบกรอบ ซอสปรุงรสต่างๆ หรือแม้แต่อาหารที่เราทำกินกันในบ้านก็มักมีน้ำตาลเติมเข้าไปไม่น้อย ยิ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก แถมวัฒนธรรมอาหารการกินก็ผูกพันกับรสหวานอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นขนมไทย กาแฟ หรือแม้แต่อาหารคาวอย่างส้มตำ ผัดไทย ก็มักจะเติมน้ำตาลกันไม่น้อย องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ผู้ใหญ่และเด็กควรจำกัดการบริโภคน้ำตาลแฝงให้น้อยกว่า 10% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และถ้าจะให้ดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น ควรต่ำกว่า 5% (EITFood) แต่โดยเฉลี่ยแล้ว คนไทยกินน้ำตาลเกินกว่าคำแนะนำเหล่านี้ไปมาก โดยที่หลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ข้อมูลสำคัญจากงานวิจัยนานาชาติล่าสุดยิ่งตอกย้ำถึงภัยเงียบนี้ การศึกษาเมื่อเดือนมีนาคม 2025 โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พบว่า อาหารสำเร็จรูปบรรจุหีบห่อจำนวนมากทั่วโลก มีระดับ “น้ำตาลแฝง” ที่ไม่ได้แจ้งบนฉลาก สูงกว่าที่คิดไว้มาก แม้จะโฆษณาว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพหรือมาจากธรรมชาติก็ตาม (News-Medical.net) ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ชี้ว่า น้ำตาลมักถูกเติมลงในอาหารที่เราคาดไม่ถึง เช่น โยเกิร์ต น้ำสลัด ซอสพาสต้า กราโนล่า หรือแม้แต่ขนมปังบางชนิด ทำให้แม้แต่คนที่ใส่ใจสุขภาพที่สุด ก็ยังยากที่จะเลี่ยงการกินน้ำตาลเกินขนาดได้ (CDC) ในบ้านเรา ก็มีความเข้าใจผิดกันบ่อยๆ ว่ามีแค่ของหวานที่เห็นชัดๆ อย่างขนม หรือน้ำอัดลม เท่านั้นที่เป็นตัวการหลัก แต่ความจริงแล้ว น้ำตาลแฝงมีอยู่เต็มไปหมดในอาหารประจำวัน ตั้งแต่แกงถุงสำเร็จรูป ชาพร้อมดื่ม หรือแม้แต่ซาลาเปาธรรมดาๆ ที่ดูไม่น่ามีน้ำตาล
ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ การกินน้ำตาลมากเกินไปในระยะยาว จากการทบทวนงานวิจัยใน PubMed พบว่ามีความเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพสารพัด ทั้งโรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ ฟันผุ และมะเร็งบางชนิด เด็กๆ ถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเป็นพิเศษ ซึ่งน่ากังวลเมื่อดูจากการตลาดที่กระหน่ำโฆษณาขนมและเครื่องดื่มน้ำตาลสูงในช่วงรายการทีวีสำหรับเด็ก อย่างที่เห็นจากงานวิจัยในสื่อของเม็กซิโก (PubMed) ข้อมูลนี้สอดคล้องกับสถิติทั่วโลก องค์การอนามัยโลกชี้ว่า การเสียชีวิตหลายแสนรายต่อปีมีสาเหตุมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เกี่ยวกับอาหาร ซึ่งหลายโรคเหล่านี้ถูกซ้ำเติมให้รุนแรงขึ้นจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป (EITFood)
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการชั้นนำจากหน่วยงานสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรตั้งข้อสังเกตว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่น้ำตาลตามธรรมชาติในผลไม้และนม แต่เป็น ‘น้ำตาลแฝง’ ที่เติมเข้าไปในอาหารระหว่างกระบวนการผลิตต่างหาก น้ำตาลเหล่านี้แหละคือตัวการที่ทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคเรื้อรัง” ขณะเดียวกัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อในสหรัฐฯ ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ก็เน้นย้ำถึงความยากในการควบคุมการบริโภคน้ำตาลในอาหารยุคนี้ “เพราะผู้ผลิตเก่งมากในการซ่อนน้ำตาลโดยใช้ชื่อต่างๆ เช่น กลูโคสไซรัป มอลโตเดกซ์ทริน เดกซ์โทรส หรือแม้แต่ส่วนผสมที่ฟังดูดีต่อสุขภาพอย่างน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมอะกาเว” ปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้เห็นได้ชัดในซูเปอร์มาร์เก็ตบ้านเรา ที่ฉลากไม่ค่อยเขียนคำว่า “น้ำตาล” ตรงๆ แถมการใช้สารให้ความหวานทดแทนหรือชื่อเรียกอื่นๆ ก็ยิ่งทำให้เราประเมินปริมาณน้ำตาลที่แท้จริงได้ยากขึ้นไปอีก
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบยิ่งชัดเจนเป็นพิเศษ กระทรวงสาธารณสุขออกมาเตือนเรื่องการบริโภคน้ำตาลมานานหลายปี ด้วยความเป็นเมืองที่ขยายตัว และความนิยมในอาหารสำเร็จรูปและอาหารสะดวกซื้อ ทำให้คนไทยโดยเฉลี่ยได้สัมผัสกับอาหารแปรรูปหลากหลายชนิดมากกว่าแต่ก่อน ภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง (Sugar Sweetened Beverage Tax) ที่เริ่มใช้ในปี 2560 ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ก็ยังมีเครื่องดื่มและขนมอีกมากที่ยังไม่อยู่ในข่ายภาษีนี้ และการบังคับใช้ก็ยังไม่ทั่วถึง (Bangkok Post) ผลการศึกษาภาคสนามล่าสุดโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยก็ยืนยันว่า เด็กและวัยรุ่นจำนวนมากบริโภคน้ำตาลเกินเกณฑ์สูงสุดที่แนะนำไปมาก แม้จะเป็นเกณฑ์ที่ผ่อนปรนที่สุดแล้วก็ตาม
อัตราการบริโภค “น้ำตาลแฝง” ที่สูงอยู่แล้ว ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่ฝังรากลึก ของหวานและเครื่องเซ่นไหว้ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนาและงานเฉลิมฉลองในสังคมไทยมาช้านาน ตั้งแต่ขนมหวานไทยโบราณ ไปจนถึงการใช้น้ำเชื่อมแบบไม่ยั้งในเครื่องดื่มยอดฮิตอย่าง ชาเย็น วัฒนธรรมอาหารริมทาง (Street Food) ที่หลายคนชื่นชอบในรสชาติและความสะดวก ก็มักจะชูรสหวานเป็นจุดขายสำคัญ
แต่ก็ยังมีสัญญาณบวกจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายทั้งในอดีตและปัจจุบัน นอกเหนือจากภาษีและแนวปฏิบัติในโรงเรียนที่จำกัดเครื่องดื่มรสหวานแล้ว หน่วยงานด้านสุขภาพบางแห่งของไทยกำลังผลักดันให้มีการบังคับใช้ฉลากแสดงปริมาณน้ำตาลที่ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ (ฉลากหน้าซอง) และจัดแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ที่เน้นกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นโดยเฉพาะ บทเรียนจากโครงการที่สำเร็จในประเทศอื่นๆ เช่น การติดฉลากคำเตือนที่เห็นชัดเจนในเม็กซิโก และการขยายขอบเขตภาษีน้ำตาลในสหราชอาณาจักร ชี้ให้เห็นแนวทางที่เป็นไปได้ว่า ความโปร่งใส การให้ความรู้ และกฎระเบียบ สามารถทำงานร่วมกันเพื่อลดการบริโภคน้ำตาลได้จริง
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า สุขภาพของคนไทยในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแทรกแซงของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนและครอบครัวในการสังเกตและหลีกเลี่ยงน้ำตาลแฝงด้วย ในไม่ช้า เครื่องมือใหม่ๆ ที่ใช้ AI และฐานข้อมูลระดับโลกอาจช่วยให้ผู้ซื้อสแกนบาร์โค้ดเพื่อดูปริมาณน้ำตาลที่แม่นยำได้ทันที (News-Medical.net) ผู้ผลิตอาหารเอง ซึ่งเจอแรงกดดันทั้งจากกฎระเบียบและความต้องการของผู้บริโภค ก็กำลังหาทางปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้มีน้ำตาลเติมน้อยลงและติดฉลากให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน กระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมืองไทยก็เริ่มตระหนักถึงผลกระทบของน้ำตาลต่อสุขภาพมากขึ้น แม้ว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาจจะยังไม่สม่ำเสมอก็ตาม
แล้ววันนี้ผู้อ่านชาวไทยจะทำอะไรได้บ้าง? เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการพลิกฉลากอ่านอย่างละเอียด แม้จะเจอชื่อที่ไม่คุ้นเคย เช่น “มอลโตส” “น้ำตาลอินเวิร์ต” หรือ “ไซรัป” ต่างๆ ก็ล้วนเป็นสัญญาณของน้ำตาลแฝง ลองเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน แล้วเลือกชนิดที่มีน้ำตาลน้อยที่สุด ลดการซื้อเครื่องดื่มหวานสำเร็จรูป หันมาทำเครื่องดื่มทางเลือกง่ายๆ ดื่มเองที่บ้าน และค่อยๆ ลดปริมาณน้ำตาลที่เติมลงในอาหารและเครื่องดื่มท้องถิ่นที่เราชอบ ผู้ปกครองและคุณครูที่โรงเรียนควรใส่ใจเป็นพิเศษกับขนมที่เลือกให้เด็กๆ การสนับสนุนความพยายามของหน่วยงานต่างๆ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ในการผลักดันฉลากน้ำตาลที่โปร่งใสและโครงการให้ความรู้ในโรงเรียน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว
ท้ายที่สุด แม้รสหวานจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารไทยที่น่าภูมิใจ แต่น้ำตาลที่มองไม่เห็นซึ่งซ่อนอยู่ในมื้ออาหารประจำวัน ถือเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เราหลีกเลี่ยงได้ การตระหนักรู้และการลงมือทำ ไม่ว่าจะจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือตัวผู้บริโภคเอง จะช่วยให้คนรุ่นต่อไปสามารถมีความสุขกับทั้งรสชาติอาหารอันเป็นเอกลักษณ์และสุขภาพที่ดีไปพร้อมๆ กันได้ตลอดชีวิต
แหล่งข้อมูล:
- The Times: “How much sugar are you really eating?”
- News-Medical.net: AI reveals how much hidden sugar is in packaged foods worldwide
- CDC: Spotting Hidden Sugars in Everyday Foods
- EITFood: Cutting out the sugar: innovations and actions for healthier diets in Europe
- Women’s Health: Doctors Want You To Stop Consuming Artificial Sugar—A New Study Shows Exactly Why
- Wikipedia: Sugar consumption