วิดีโอไวรัลชิ้นหนึ่งจุดประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้งในสังคมออนไลน์ทั่วโลก ว่าด้วยเรื่องความคาดหวังที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนต่างรุ่นเกี่ยวกับการสร้างครอบครัว เมื่อหญิงสาวรายหนึ่งออกมาตัดพ้อพ่อแม่รุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่กดดันให้ลูกมีหลาน แต่พอมีหลานจริงๆ กลับแทบไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย บทสนทนานี้ ซึ่งเริ่มต้นจากคลิประบายความอัดอั้นบนโซเชียลมีเดีย ได้ลุกลามมาถึงประเทศไทย ที่ซึ่งค่านิยมเรื่องการแต่งงาน มีลูก และการดูแลเกื้อกูลกันระหว่างรุ่นยังคงฝังรากลึก
คลิปดังกล่าว ซึ่ง Upworthy นำมารายงาน ได้โดนใจชาวเน็ตอย่างแรง เพราะสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างคำคะยั้นคะยอของพ่อแม่รุ่นก่อนที่อยากให้ลูกๆ “เป็นฝั่งเป็นฝา มีครอบครัว” กับความเป็นจริงที่ว่า เมื่อมีหลานแล้ว ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การช่วยเลี้ยงดูไปจนถึงการเป็นที่พึ่งทางใจ อาจมีจำกัดหรือมาพร้อมเงื่อนไข เรื่องนี้สะท้อนประสบการณ์ตรงของคนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z ทั่วโลก รวมถึงในสังคมไทยจำนวนมาก ที่รู้สึกว่าถูกกดดันด้วยความคาดหวังแบบเดิมๆ โดยปราศจากการสนับสนุนที่เพียงพอจากสังคมหรือครอบครัว
พลวัตความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยในครอบครัวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญอย่างยิ่งในสังคมไทย ที่ซึ่งแนวคิดเรื่อง “บุญคุณ” หรือวัฏจักรแห่งการตอบแทนในครอบครัวเป็นแกนหลักทางวัฒนธรรม ตามธรรมเนียมแล้ว ปู่ย่าตายายมักจะให้คำแนะนำและหยิบยื่นทรัพยากรบางส่วนแก่พ่อแม่มือใหม่ ขณะที่ลูกหลานเมื่อเติบใหญ่ก็จะตอบแทนด้วยการดูแลบุพการี แต่ทว่า สภาวะเศรษฐกิจที่บีบรัด การขยายตัวของสังคมเมือง และค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่พุ่งสูงขึ้นในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ กำลังท้าทายความยั่งยืนของรูปแบบความสัมพันธ์นี้ (Bangkok Post) ส่งผลให้คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะชะลอการมีลูกออกไป หรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับการเริ่มต้นสร้างครอบครัวเลย
ข้อมูลประชากรล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดนี้ เมื่ออัตราการเกิดของไทยดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เหลือเพียง 0.76 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในปี 2566 ซึ่งต่ำกว่าอัตราทดแทนที่ 2.1 คนอย่างน่าใจหาย (NSO Thailand) เจ้าหน้าที่รัฐและนักวิจัยนโยบายสาธารณะมักชี้ว่าแนวโน้มนี้เชื่อมโยงกับความกังวลทางเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรที่สูงลิ่ว และความรู้สึกว่าเครือข่ายครอบครัวแบบดั้งเดิมนั้นพึ่งพาได้น้อยลงกว่าแต่ก่อน นักวิเคราะห์นโยบายสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ทัศนะว่า “ความคิดที่ว่าปู่ย่าตายายหรือญาติผู้ใหญ่จะเข้ามาช่วยเลี้ยงหลานนั้น ไม่ใช่เรื่องที่แน่นอนอีกต่อไป โดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่ครอบครัวขยายมีขนาดเล็กลง และคนรุ่นปู่ย่าตายายเองก็อาจจะยังทำงานอยู่ หรือมีปัญหาสุขภาพของตัวเองที่ต้องดูแล”
ปฏิกิริยาบนโซเชียลมีเดียในไทยต่อคลิปไวรัลดังกล่าวสะท้อนความคิดเห็นที่หลากหลาย ชาวเน็ตสูงวัยบางส่วน แสดงความเห็นผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Twitter และ Pantip ปกป้องสิทธิ์ของคนรุ่นตนที่จะได้พักผ่อนในวัยเกษียณโดยไม่ต้องแบกภาระดูแลหลาน โดยให้เหตุผลว่าพวกเขา “ทำหน้าที่ของตัวเองจบแล้ว” ในการเลี้ยงดูลูกๆ ขณะที่บางส่วนก็แสดงความเห็นใจพ่อแม่รุ่นใหม่ที่รู้สึกโดดเดี่ยวและขาดคนช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ครอบครัวเดี่ยวมีมากขึ้น และการที่ทั้งพ่อและแม่ต้องทำงานนอกบ้านกลายเป็นเรื่องปกติ
ที่ปรึกษาด้านครอบครัวประจำโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตั้งข้อสังเกตว่า “ตามธรรมเนียมไทย ครอบครัวคือเสาหลักสำคัญในการให้การสนับสนุน แต่ช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับความเป็นจริงมันถ่างกว้างขึ้น คู่รักรุ่นใหม่ต้องเจอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกด้าน ทั้งการศึกษา ที่อยู่อาศัย ค่าดูแลลูก ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับความหวังของพ่อแม่เรื่องการแต่งงานและมีหลาน พอความช่วยเหลือที่คาดหวังจากผู้ใหญ่ไม่เป็นไปตามนั้น ความรู้สึกคับข้องใจ หรือกระทั่งไม่พอใจก็อาจเกิดขึ้นได้”
ในอดีต ระบบครอบครัวขยายของไทยเปรียบเสมือนเครือข่ายสวัสดิการแบบไม่เป็นทางการ ช่วยดูแลเด็กเล็กและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของคนหลายรุ่นในชายคาเดียวกัน แต่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการมุ่งเน้นความก้าวหน้าในอาชีพของแต่ละคนได้เปลี่ยนพลวัตเหล่านี้ไป ผลสำรวจล่าสุดโดยมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยอายุต่ำกว่า 35 ปี กว่า 60% รู้สึกกดดันจากพ่อแม่ให้แต่งงานและมีลูก แต่มีไม่ถึง 30% ที่คาดหวังว่าพ่อแม่จะเข้ามาช่วยดูแลหลานอย่างสม่ำเสมอ (Mahidol University survey)
ความตึงเครียดระหว่างรุ่นเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น งานศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Family Issues และ Social Science & Medicine ชี้ให้เห็นแนวโน้มคล้ายคลึงกันทั่วเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งตลาดแรงงานยุคใหม่ การย้ายถิ่นฐาน และบทบาททางเพศที่เปลี่ยนไป ทำให้รูปแบบการเลี้ยงหลานโดยปู่ย่าตายายแบบดั้งเดิมมีความซับซ้อนมากขึ้น (PubMed) ตัวอย่างเช่น งานวิจัยระยะยาวชิ้นหนึ่งจากญี่ปุ่น พบว่า แม้ปู่ย่าตายายจะแสดงความเต็มใจที่จะช่วย แต่ความสามารถในการช่วยนั้นมักขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสุขภาพ การเงิน และระยะทางที่อยู่ห่างจากลูกหลาน ทำให้เกิดคำถามต่อแนวคิดเรื่อง ‘ตาข่ายนิรภัยจากปู่ย่าตายาย’ ที่เคยเชื่อกันว่าจะช่วยรองรับได้เสมอ
ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางออกที่เป็นไปได้หลายประการเพื่อลดแรงกดดันเหล่านี้ในบริบทของไทย ภาครัฐสามารถขยายสถานดูแลเด็กของรัฐให้ครอบคลุมมากขึ้น เสนอนโยบายลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่เอื้อต่อทั้งพ่อและแม่ และสนับสนุนเครือข่ายการเลี้ยงดูในชุมชน นายจ้างสามารถช่วยเหลือพ่อแม่ที่ทำงานได้มากขึ้นผ่านตารางการทำงานที่ยืดหยุ่นและการสนับสนุนค่าดูแลบุตร ในระดับครอบครัว การเปิดอกพูดคุยกันระหว่างคนต่างรุ่นเกี่ยวกับความคาดหวังและความเป็นจริง สามารถช่วยลดความขุ่นเคืองใจและส่งเสริมความร่วมมือกันได้ อาจารย์ด้านสังคมวิทยา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “แต่ละครอบครัวจำเป็นต้องมาเจรจาต่อรองกันใหม่ว่าการสนับสนุนหมายถึงอะไรในบริบทปัจจุบัน มันคือการหาจุดร่วมที่คนทั้งสองรุ่นรู้สึกว่าได้รับการเคารพและสนับสนุนซึ่งกันและกัน”
สำหรับคู่รักชาวไทยที่กำลังวางแผนจะมีลูก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำความเข้าใจเรื่องความคาดหวังกันตั้งแต่เนิ่นๆ โดยพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับบทบาท ความต้องการการสนับสนุน และผลกระทบทางการเงินกับพ่อแม่และญาติๆ การเข้าร่วมกลุ่มพ่อแม่ในท้องถิ่น ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ก็สามารถช่วยสร้างเครือข่ายสนับสนุนใหม่ๆ เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่ระบบครอบครัวแบบดั้งเดิมอาจทิ้งไว้ได้
เรื่องราวของหญิงสาวที่ออกมาตีแผ่มาตรฐานสองมาตรฐานนี้อาจโดนใจผู้คนข้ามพรมแดน แต่สาระสำคัญของเรื่องนี้กลับมีความหมายลึกซึ้งเป็นพิเศษสำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังปรับตัวท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิตครอบครัวยุคใหม่ การหันหน้ามาพิจารณาประเด็นเหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยให้ครอบครัวและผู้กำหนดนโยบายสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของพ่อแม่รุ่นใหม่ในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น