ในการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเพื่อผลักดันความเท่าเทียมทางเพศและสนับสนุนบทบาทผู้ปกครอง กลุ่มคุณพ่อในอังกฤษกำลังเตรียมสร้างประวัติศาสตร์ รวมตัวนัดหยุดงานประท้วงระดับประเทศในชื่อ “Dad Strike” เป็นครั้งแรกของโลก เพื่อเรียกร้องให้ปรับปรุงสิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรสำหรับพ่อ (paternity leave) ที่ปัจจุบันอังกฤษถูกจัดว่ามีมาตรฐานต่ำเตี้ยติดอันดับท้ายๆ ในยุโรป โดยแคมเปญนี้จะปิดท้ายด้วยการรวมพลังของคุณพ่อพร้อมลูกๆ บริเวณหน้ากระทรวงธุรกิจและการค้าใจกลางกรุงลอนดอน ในวันที่ 11 มิถุนายน เพื่อกดดันให้รัฐบาลปฏิรูประบบสวัสดิการให้ครอบคลุมถึงว่าที่คุณพ่อและคู่ชีวิตที่ไม่ได้ให้กำเนิดบุตรโดยตรง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มทั่วโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับบทบาทของพ่อในการเลี้ยงลูกเล็กมากขึ้น ไม่แพ้บทบาทของแม่ ท่ามกลางกระแสสังคมที่ใส่ใจเรื่องสมดุลชีวิตส่วนตัวและการทำงานมากขึ้นทุกขณะ
ประเด็นนี้ยิ่งน่าจับตามองในบริบทสังคมไทย ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวอย่างรวดเร็วและมีเสียงเรียกร้องให้ปรับปรุงสวัสดิการ เพราะแม้แต่อังกฤษที่หลายคนมองเป็นต้นแบบด้านนโยบายสังคม กลับให้สิทธิพ่อลาเลี้ยงลูกได้แค่ 2 สัปดาห์ แถมยังจ่ายเงินชดเชยต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของค่าจ้างขั้นต่ำเสียอีก ข้อจำกัดนี้ยิ่งส่งผลกระทบหนักต่อคู่ชีวิตที่เป็นฟรีแลนซ์หรือประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งแทบจะไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ เลย ขณะที่สิทธิลาคลอดของแม่นั้น ได้รับการคุ้มครองถึง 90% ของรายได้เฉลี่ยในช่วง 6 สัปดาห์แรก และได้รับเงินในอัตราคงที่อีก 33 สัปดาห์ถัดมา นักเคลื่อนไหวชี้ว่า ช่องว่างมหาศาลด้านสิทธิประโยชน์นี้ยิ่งตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางเพศ และอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็กที่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่จากทั้งพ่อและแม่ (The Guardian)
ข้อมูลจากงานวิจัยชี้ชัดว่า: ในปีแรกหลังลูกเกิด คุณพ่อชาวอังกฤษใช้เวลา (ขณะตื่น) อยู่กับลูกเฉลี่ย 1,403 ชั่วโมง ขณะที่แม่ใช้เวลามากถึง 3,293 ชั่วโมง หรือคิดเป็นสัดส่วนที่พ่อน้อยกว่าแม่ถึง 57% ตัวแทนจากเครือข่าย Dad Shift กล่าวว่า กฎหมายปัจจุบันเปรียบเสมือนกับดักที่บีบให้คุณพ่อจำนวนมากต้องเลือกระหว่างความมั่นคงทางการเงินกับโอกาสในการสร้างความผูกพันใกล้ชิดกับครอบครัว “รูปแบบการลาที่ล้าหลังของอังกฤษ ทำให้ตั้งแต่วันแรกที่ลูกลืมตาดูโลก พ่อหลายคนต้องตัดสินใจในสิ่งที่แทบไม่มีทางเลือก” พร้อมเน้นย้ำว่า ต้นทุนทางจิตใจและสังคมที่เกิดจากการไม่สนับสนุนบทบาทพ่ออย่างเพียงพอนั้นสูงเกินกว่าจะประเมินได้
รัฐบาลอังกฤษกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยถูกกล่าวหาว่า “หักหลัง” ครอบครัวยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อร่างกฎหมายแรงงานฉบับสำคัญที่เสนอให้สิทธิการลาของพ่อมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน กลับไม่มีมาตรการรองรับเรื่องการจ่ายค่าจ้าง ในขณะเดียวกัน อัตราการใช้สิทธิลาของพ่อในอังกฤษยังคงต่ำมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD ด้วยกัน พบว่ามีพ่อชาวอังกฤษใช้สิทธิ์นี้เพียง 31.6 คนต่อทารกเกิดใหม่ 100 คน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 57 คนของกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด ระบบการลาของพ่อในอังกฤษถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 40 จาก 43 ประเทศในตาราง OECD และรัฐบาลลงทุนในส่วนนี้เพียง 1.9% ของงบประมาณทั้งหมดที่เกี่ยวกับการลาเพื่อดูแลบุตร ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรให้กับการลาคลอดของแม่เป็นหลัก (ฐานข้อมูลครอบครัว OECD)
ขณะที่กฎหมายยังไม่คืบหน้า บริษัทเอกชนรายใหญ่บางแห่งในอังกฤษได้เริ่มปรับตัวนำร่องไปก่อน เช่น BBC อนุญาตให้คู่ชีวิตลาได้ถึง 52 สัปดาห์ โดยมีโครงสร้างการจ่ายเงินที่ชัดเจน ส่วนบริษัทประกัน Aviva อนุมัติให้ลาโดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนนาน 26 สัปดาห์ แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆ เช่น HSBC, Barclays, KPMG ยังคงให้ลาได้เพียง 2 สัปดาห์ตามเกณฑ์ขั้นต่ำ สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ในองค์กรเอกชนชั้นนำ นโยบายก็ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก
แคมเปญ Dad Shift ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรและบุคคลผู้มีอิทธิพลหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพ่อที่เป็นฟรีแลนซ์ หรือเครือข่ายชายวัยทำงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อปลุกสังคมให้ตระหนักถึงปัญหานี้ เปลี่ยนทัศนคติเรื่องการทำงาน และกระตุ้นให้ผู้ชายลุกขึ้นมา “ทวงคืน” เวลาสำหรับครอบครัว “การต่อสู้เพื่อสิทธิการลาของพ่อ คือการขีดเส้นแบ่ง เพื่อไม่ให้เราทุ่มเทให้กับงานจนหลงลืมบทบาทสำคัญในบ้าน” ผู้ก่อตั้งรายการ Dope Black Dads Podcast กล่าว
หันกลับมามองประเทศไทย ประเด็นนี้ก็น่าขบคิดไม่น้อย แม้ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จะให้สิทธิแม่ลาคลอดได้ถึง 98 วัน (โดยได้รับค่าจ้างบางส่วนจากประกันสังคม) แต่นโยบายสำหรับพ่อกลับยังขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละองค์กรเป็นหลัก ข้าราชการชายเพิ่งได้รับสิทธิลา 15 วันโดยได้รับค่าจ้าง ส่วนภาคเอกชนยังไม่มีกฎหมายบังคับครอบคลุมชัดเจน และส่วนใหญ่มักไม่ได้รับค่าจ้างระหว่างลา ช่องว่างนี้ไม่เพียงตอกย้ำภาพจำเกี่ยวกับบทบาททางเพศ แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก จำกัดเส้นทางอาชีพของผู้หญิงไทย และบั่นทอนศักยภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวม (เอกสารข้อเท็จจริง ILO ประเทศไทย)
หากมองในเชิงวัฒนธรรม ครอบครัวไทยแต่ดั้งเดิมมักยึดติดกับบทบาท “แม่เลี้ยงลูก พ่อหาเงิน” อย่างเหนียวแน่น แต่เมื่อสังคมเมืองขยายตัว ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น และทัศนคติเริ่มเปลี่ยนไป เสียงเรียกร้องนโยบายครอบครัวที่ยืดหยุ่นและเท่าเทียมก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของโลกที่หลายประเทศ เช่น สวีเดน นอร์เวย์ หันมาใช้ระบบสิทธิลาที่เท่าเทียมกันมากขึ้นระหว่างพ่อแม่ หรืออย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เริ่มมี “โควตาพ่อ” เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชายเข้ามามีส่วนร่วมในบ้านมากขึ้น
เมื่อมองไปข้างหน้า หากประเทศไทยต้องการก้าวให้ทันโลกและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้สถาบันครอบครัว กลยุทธ์ “Dad Strike” จากอังกฤษถือเป็นบทเรียนที่น่าสนใจ มีหลักฐานชัดเจนว่าการให้ผู้ชายได้ใช้สิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรอย่างเต็มที่จะช่วยลดความเครียดของแม่ ส่งเสริมโอกาสในหน้าที่การงาน พ่อมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีเวลาให้ลูกมากขึ้น และส่งผลดีต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกายและอารมณ์ของเด็ก (หลักฐานสนับสนุนครอบครัว UNICEF ประเทศไทย)
นักวิชาการคาดการณ์ว่าในอนาคต รัฐบาลต่างๆ ทั่วเอเชีย รวมถึงไทย จะเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากทุกภาคส่วน ให้ขยายสิทธิการลาของพ่อ ปรับปรุงมาตรการจ่ายค่าจ้างระหว่างลา และผลักดัน “บทบาทพ่อเชิงรุก” ให้กลายเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ความเท่าเทียมทางเพศ การนัดหยุดงาน ‘Dad Strike’ ในอังกฤษจึงเป็นเหมือนสัญญาณเริ่มต้นของแรงกระเพื่อมระดับโลก ที่คุณพ่อ นายจ้าง และครอบครัวต่างร่วมกันผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ความเป็นจริงของครอบครัวยุคใหม่
สำหรับสังคมไทย เสียงเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจน: สนับสนุนการปฏิรูปสิทธิประโยชน์ที่ดูแลพ่อและแม่ ผลักดันให้นายจ้างกำหนดนโยบายการลาของพ่อที่เท่าเทียมและใช้ได้จริง และเปิดพื้นที่พูดคุยระดับชาติเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างงานและชีวิตครอบครัว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในบทบาทใด การทำความเข้าใจถึงศักยภาพของสวัสดิการด้านครอบครัวที่ครอบคลุม ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างสังคมไทยที่สมดุล มั่นคง และน่าอยู่ยิ่งขึ้น
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางนโยบายครอบครัวของไทยได้ที่ ILO Thailand, UNICEF Thailand และติดตามความเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ