อัตราการฉีดวัคซีนในเด็กที่ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง กำลังสร้างความกังวลไปทั่วโลกว่าโรคติดเชื้อร้ายแรงในอดีตจะกลับมาระบาดอีกครั้ง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ งานวิจัยล่าสุดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระดับโลกนำมาเตือนภัย ชี้ให้เห็นแนวโน้มการฉีดวัคซีนพื้นฐานที่ลดต่ำลง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ประชากรต้องเผชิญกับการระบาดของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น โรคหัดและโปลิโอ ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของระบบสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย (WIRED)
ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวชาวไทยและผู้กำหนดนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพ และทำให้การให้ความสำคัญกับวัคซีนพื้นฐานในเด็กต้องลดลงไป ที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างความครอบคลุมของการฉีดวัคซีน จนสามารถกำจัดโรคโปลิโอ และลดจำนวนผู้ป่วยโรคหัดและคอตีบลงได้อย่างมาก แต่สถานการณ์ปัจจุบันกำลังบ่งชี้ว่า ความสำเร็จที่สร้างมาอย่างยากลำบากนี้อาจกำลังสั่นคลอน หากแนวโน้มในประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกับทั่วโลก
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งการระบาดใหญ่ที่ทำให้คลินิกสุขภาพหลายแห่งต้องปิดบริการชั่วคราว ข้อจำกัดด้านการขนส่งและกระจายวัคซีน รวมถึงการเข้าถึงชุมชนห่างไกลที่ยากลำบากขึ้น ขณะเดียวกัน กระแสข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับวัคซีนที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ประกอบกับความลังเลใจในการฉีดวัคซีน ซึ่งส่วนหนึ่งถูกกระตุ้นโดยบุคคลมีชื่อเสียงและสื่อสังคมออนไลน์ ก็ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวัคซีน แม้แต่ในประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งก็ตาม พอดแคสต์ตอนล่าสุดของ WIRED Uncanny Valley ได้เจาะลึกว่ากระแสความคิดเห็นระดับโลก รวมถึงทัศนะที่สร้างความขัดแย้งจากบุคคลสาธารณะบางคน มีส่วนทำให้เกิดความกังขาต่อการฉีดวัคซีนพื้นฐานในเด็กเพิ่มมากขึ้นได้อย่างไร
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยผู้รับผิดชอบโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือน โดยชี้ถึงการลดลงเล็กน้อยแต่น่ากังวลของอัตราการได้รับวัคซีนสำคัญบางชนิด เช่น วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) เจ้าหน้าที่อธิบายว่า “อัตราความครอบคลุมซึ่งเคยสูงกว่า 95% มาตลอด ได้ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่แนะนำในหลายจังหวัดช่วงสองปีที่ผ่านมา” ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดในระดับท้องถิ่น (ข้อมูลการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค องค์การอนามัยโลก)
หน่วยงานด้านสุขภาพระหว่างประเทศ ตั้งแต่องค์การอนามัยโลก (WHO) ไปจนถึงกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ต่างแสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน โดยย้ำว่าแม้การฉีดวัคซีนจะลดลงเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้จำนวนผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ “ยกตัวอย่างเช่น โรคหัด ต้องอาศัยความครอบคลุมของวัคซีนที่สูงมากถึงราว 95% จึงจะสามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ประจำสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของยูนิเซฟ กล่าว “เมื่อระดับความครอบคลุมนี้ลดลง เรามักจะเห็นการกลับมาระบาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง”
สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีค่านิยมทางพุทธศาสนาเรื่องความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและการปกป้องผู้ที่อ่อนแอฝังรากลึกอยู่ในสังคม ภัยคุกคามจากอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในอดีต นักการศึกษาด้านสุขภาพมักทำงานร่วมกับพระสงฆ์และเครือข่ายวัดในท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการยอมรับวัคซีน โดยเน้นย้ำถึงหน้าที่ร่วมกันของชุมชนในการปกป้องสุขภาพของส่วนรวม
กระทรวงสาธารณสุขของไทยกำลังเร่งตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ ด้วยการขยายโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนในชุมชน ปรับปรุงวิธีการสื่อสารเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนให้เข้าถึงง่ายขึ้น และจัดตั้งทีมบริการเคลื่อนที่เพื่อเข้าถึงประชากรในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการ โครงการฉีดวัคซีนในโรงเรียนซึ่งเคยหยุดชะงักไปในช่วงการปิดโรงเรียนเนื่องจากการระบาดใหญ่ ก็ได้กลับมาดำเนินการอย่างเต็มที่อีกครั้ง โดยหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ต่างเน้นย้ำว่า การฉีดวัคซีนสามารถป้องกันโศกนาฏกรรมและช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้
นักระบาดวิทยาอาวุโสท่านหนึ่ง จากกรมควบคุมโรค ให้ความเห็นว่า “ความสำเร็จในอดีตของไทยในการกำจัดโรคโปลิโอและควบคุมโรคหัดได้นั้น เกิดขึ้นจากความไว้วางใจของประชาชนและการเข้าถึงบริการที่สร้างสมมานานหลายทศวรรษ เราต้องไม่ปล่อยให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือความชะล่าใจมาทำลายความสำเร็จเหล่านี้ลง” ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ยังเน้นด้วยว่า พ่อแม่ชาวไทยจำนวนมากยังคงจดจำการระบาดใหญ่ของโรคต่างๆ ในภูมิภาคเมื่อหลายสิบปีก่อนได้ ซึ่งความทรงจำร่วมเหล่านี้ยังคงเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคอย่างต่อเนื่อง
ทั่วทั้งทวีปเอเชีย ผู้เชี่ยวชาญกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าประเทศต่างๆ จะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์หลังการระบาดใหญ่ และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในการฉีดวัคซีนกลับคืนมาได้สำเร็จหรือไม่ หลักฐานใหม่ๆ จากภูมิภาคชี้ว่า การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่เนิ่นๆ และการสื่อสารที่โปร่งใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านบุคคลที่น่าเชื่อถือในท้องถิ่น อาจเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการต่อสู้กับความลังเลใจและฟื้นฟูอัตราความครอบคลุมของวัคซีนที่ลดลงไป (BMJ Global Health)
มองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่า หากแนวโน้มอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงนี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย การระบาดของโรคไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อชีวิตเด็กเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงที่จะสร้างภาระเพิ่มเติมให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศ อาจกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว และบั่นทอนความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่ไทยกำลังฟื้นฟูประเทศหลังการเปิดพรมแดน
เพื่อให้ประเทศไทยยังคงรักษาบทบาทนำในการป้องกันโรคติดเชื้อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไปได้ หน่วยงานด้านสุขภาพจึงขอความร่วมมือจากทุกครอบครัวให้ตรวจสอบสถานะการฉีดวัคซีนของบุตรหลาน และพาไปรับวัคซีนตามกำหนดนัดหมายโดยเร็วที่สุด ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้บุคลากรทางการแพทย์ นักการศึกษา และผู้นำชุมชน ร่วมมือกันอย่างแข็งขันเพื่อขจัดความเชื่อผิดๆ และข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีน พร้อมทั้งตอกย้ำหลักเมตตาธรรมตามแนวทางพุทธศาสนาในการดูแลปกป้องชีวิตเพื่อนมนุษย์ทุกคน
ในขณะที่ทั้งงานวิจัยระดับโลกและประสบการณ์ในพื้นที่ต่างชี้ตรงกันถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของการฉีดวัคซีนพื้นฐาน การดำเนินการอย่างรวดเร็วและประสานความร่วมมือกันทุกภาคส่วน ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องทั้งเด็กไทยและสังคมโดยรวมให้พ้นจากการกลับมาระบาดของโรคร้ายที่ป้องกันได้
แหล่งข้อมูล: