การสั่งปลดพนักงานกว่า 100 คนแบบสายฟ้าแลบในสัปดาห์นี้ ที่หน่วยงานด้านสุขภาพเจริญพันธุ์ (Division of Reproductive Health) ของกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ (HHS) ได้สร้างความวิตกกังวลอย่างหนักในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นักเคลื่อนไหว และอดีตเจ้าหน้าที่ หลายฝ่ายเกรงว่าการปลดพนักงานครั้งนี้จะบั่นทอนกลไกสำคัญที่สนับสนุนการดูแลสุขภาพแม่ เด็ก และภาวะเจริญพันธุ์ จากคำให้สัมภาษณ์ของอดีตเจ้าหน้าที่หลายรายกับ Mother Jones (แหล่งข่าว) พบว่าการเลิกจ้างดังกล่าวส่งผลกระทบหนักต่อทีมงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญที่เป็นหัวใจของการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย สุขภาพแม่ และเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ รวมถึงการสนับสนุนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ด้วย
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศกร้าวว่าจะสนับสนุนการวางแผนครอบครัวและขยายการเข้าถึงการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ซึ่งสวนทางกับท่าทีและคำมั่นสัญญาที่เคยประกาศไว้ ในงานเนื่องในเดือนแห่งประวัติศาสตร์สตรีและงาน March for Life ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าจะส่งเสริมการตั้งครรภ์ที่แข็งแรงและให้การสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมแก่แม่และครอบครัวรุ่นใหม่ พร้อมประกาศตนเป็น “ประธานาธิบดีผู้ส่งเสริมการปฏิสนธิ” (the fertilization president) แต่แล้วกลับพลิกตาลปัตรอย่างน่าตกใจ รัฐบาลกลับสั่งยุบหน่วยงานรัฐบาลกลางที่รับผิดชอบเป้าหมายเหล่านั้นเสียเอง
หน่วยงานสุขภาพเจริญพันธุ์ ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ถือเป็น “แหล่งสนับสนุนหลักสำหรับโครงการสุขภาพแม่และเด็กทั่วประเทศ” ตามที่หัวหน้าฝ่ายสุขภาพแม่และเด็กขององค์กรไม่แสวงผลกำไรรายใหญ่แห่งหนึ่งกล่าวเน้นย้ำ ผู้เชี่ยวชาญรายนี้เตือนว่าการตัดลดงบประมาณและบุคลากรครั้งนี้เสี่ยงที่จะ “กระทบต่อการดูแลก่อนคลอด การเข้าถึงการคุมกำเนิด และความพยายามลดอัตราการเสียชีวิตของมารดาและทารก” (แหล่งข่าว) หากขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานนี้ หน่วยงานสาธารณสุขระดับรัฐและท้องถิ่นซึ่งมีภาระงานหนักอยู่แล้ว อาจมีปัญหาในการรักษามาตรฐานและรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ด้านสุขภาพมารดาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในบรรดาหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ คือทีมที่ดูแลงานสำคัญด้านสุขภาพเจริญพันธุ์ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น แผนกสุขภาพสตรีและภาวะเจริญพันธุ์ถูกยุบทั้งแผนก ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์ที่ดูแลฐานข้อมูลระดับชาติของคลินิกเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technology - ART) ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ไม่เพียงแต่ติดตามผลการดำเนินงานของคลินิกและผลลัพธ์ของการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) เท่านั้น แต่ยังให้ข้อมูลออนไลน์ที่จำเป็น ช่วยให้ครอบครัวต่างๆ ประเมินโอกาสสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้ว และยังศึกษาวิธีลดค่าใช้จ่ายในการรักษา ซึ่งเป็นภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างชัดเจนจากรัฐสภามาตั้งแต่ปี 1992
แต่ที่ย้อนแย้งอย่างยิ่งคือ ในเดือนกุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อผลักดันให้เข้าถึง IVF ได้กว้างขึ้นและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ทีม ART ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่หาใครมาแทนได้ยาก กลับถูกยุบไป “ดิฉันไม่แน่ใจว่าจะมีใครคนอื่น [ในหน่วยงานรัฐบาลกลาง] ที่มีความเชี่ยวชาญเหมือนทีมของเราหรือไม่” อดีตสมาชิกในทีมคนหนึ่งกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่าการปลดครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้ได้อย่างไร
ผลกระทบต่อการเก็บข้อมูลและการกำหนดนโยบายสาธารณะคาดว่าจะรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่าขณะนี้ผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลกลางเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ประเมินผลโครงการต่างๆ และระบุกลุ่มเสี่ยง “ถ้ารีพับลิกันสนใจที่จะลดอัตราการตายของทารกและมารดา และเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ เรามีข้อมูลตัวแปรเหล่านั้นอยู่ คุณไม่สามารถตัดสินใจอะไรที่หนักแน่นได้เลยหากไม่มีข้อมูล และเราคือคนที่มีข้อมูลนั้น” นักสถิติทางคณิตศาสตร์คนหนึ่งซึ่งเคยรับผิดชอบโครงการติดตามประเมินความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ (Pregnancy Risk Assessment Monitoring Program - PRAMS) ของ CDC ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสูงสุด กล่าว โครงการนี้เป็นการสำรวจที่มีมายาวนานเกือบ 40 ปี และครอบคลุมการเกิดมากกว่า 80% ในสหรัฐฯ (แหล่งข่าว)
การหายไปของโครงการ PRAMS น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังเผชิญวิกฤตอัตราการเสียชีวิตของมารดาที่เพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่มีผลลัพธ์ด้านนี้แย่ที่สุด นักวิชาการและบุคลากรทางการแพทย์ต่างพึ่งพาข้อมูลจาก PRAMS เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ ให้คำแนะนำทางคลินิก และแม้แต่นำไปใช้สอนในห้องเรียน “การยุบ PRAMS จะทำให้อเมริกามีสุขภาพแย่ลง ไม่ใช่ดีขึ้น” ศาสตราจารย์ชั้นนำด้านสาธารณสุขคนหนึ่งกล่าว
แผนกอื่นที่ถูกยุบไปรวมถึงทีมที่เป็นศูนย์กลางให้คำแนะนำเรื่องการคุมกำเนิด การเฝ้าระวังการทำแท้ง และการรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพมารดา งานส่วนหลังนี้เป็นภารกิจที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากรัฐสภา และสำคัญอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตต่างๆ ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ไปจนถึงไวรัสซิกา เพื่อให้แน่ใจว่าหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดได้รับการดูแลและสนับสนุนเป็นพิเศษในช่วงภัยพิบัติ
ยังคงมีความไม่แน่นอนอย่างมากว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แม้โฆษกของ HHS จะยืนยันว่า “โครงการสำคัญของ CDC จะยังคงดำเนินต่อไป โดยเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของรัฐมนตรีเคนเนดีในการปรับปรุงโครงสร้าง HHS เพื่อให้บริการประชาชนชาวอเมริกันได้ดียิ่งขึ้น” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะถ่ายโอนหรือทดแทนภารกิจของหน่วยงานสุขภาพเจริญพันธุ์ที่ถูกยุบไปอย่างไรหรือไม่ มีรายงานว่าหน่วยงานใหม่ที่ชื่อ “Administration for a Healthy America” ถูกกำหนดให้มารับผิดชอบงานบางส่วน แต่แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ยังเหลืออยู่ก็ยังไม่แน่ใจในอนาคตของตนเอง
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายทางเทคนิค แต่ยังเป็นบทเรียนเตือนใจระบบสาธารณสุขในต่างประเทศ รวมถึงไทย ถึงความเปราะบางของนโยบายสุขภาพเจริญพันธุ์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ประเทศไทยซึ่งลงทุนปรับปรุงสุขภาพแม่และเด็กมานาน สามารถเรียนรู้บทเรียนจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ครั้งนี้ได้ว่า แม้แต่ระบบเก็บข้อมูลและเครือข่ายสนับสนุนที่ทันสมัยที่สุดก็อาจถูกทำลายลงได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น โครงการ PRAMS ของ CDC ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นมาตรฐานสูงสุดนั้น คล้ายกับความพยายามของไทยในการติดตามสุขภาพแม่ ผลลัพธ์ของทารก และประสิทธิภาพการรักษาภาวะมีบุตรยากทั่วประเทศ (ข้อมูลสุขภาพมารดา WHO) เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยจึงควรตระหนักถึงความเสี่ยงจากการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างกระทันหันด้วยเหตุผลทางการเมือง โดยเฉพาะหากทรัพยากรส่วนกลางที่สำคัญเหล่านี้อ่อนแอลง
หากมองในภาพกว้างขึ้น การปลดพนักงานในสหรัฐฯ ยังตอกย้ำความสำคัญของทีมระบาดวิทยาภาคสนามและทีมรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพมารดา ซึ่งมักไม่ค่อยได้รับความสำคัญเท่าที่ควร แต่กลับเป็นจุดแข็งของระบบสุขภาพมารดาชั้นนำของไทย ในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ไทยได้ใช้แนวทางปฏิบัติด้านสุขภาพแม่และเด็กที่มุ่งเป้าเฉพาะ โดยผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงฯ และพยาบาลสาธารณสุขได้ช่วยให้การดูแลก่อนคลอด การรณรงค์ฉีดวัคซีน และการสนับสนุนโภชนาการแม่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ในพื้นที่ห่างไกล (การตอบสนองต่อโควิด-19 ของ สธ. ไทย) หากไทยลดจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแม่และเจริญพันธุ์ หรือทำให้ช่องทางส่งข้อมูลที่สำคัญหยุดชะงัก ความผิดพลาดที่ระบบของสหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่ ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำรอยในไทยได้
นอกจากนี้ การลดผู้เชี่ยวชาญอย่างกะทันหันของสหรัฐฯ ยังกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการทำวิจัยและปรับนโยบายเพื่อรับมือแนวโน้มประชากรที่สำคัญ เช่น อัตราเกิดที่ลดลงและภาวะมีบุตรยากที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ทวีความสำคัญในไทยเช่นกัน ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาที่น่ากังวลมากขึ้นในไทย โดยเฉพาะเมื่ออัตราเกิดต่ำกว่าระดับทดแทน และคู่รักจำนวนมากขึ้นต้องการพึ่งพาเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ (ART) (Bangkok Post: อัตราการเกิดที่ลดลงของไทย) การมีระบบเก็บข้อมูลที่เข้มแข็งและการกำกับดูแลทางวิทยาศาสตร์ที่รัฐสนับสนุน จะช่วยรับประกันความโปร่งใส คุณภาพ และการเข้าถึงบริการเหล่านี้ ซึ่งเป็นบทเรียนที่ตอกย้ำจากกรณีของสหรัฐฯ
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าการประหยัดค่าใช้จ่ายระยะสั้นจากการปลดพนักงานครั้งนี้ เทียบไม่ได้เลยกับต้นทุนทางสุขภาพและสังคมเศรษฐกิจระยะยาวที่จะตามมา จากการสูญเสียความเชี่ยวชาญ ความรับผิดชอบที่ลดลง และศักยภาพการวิจัยที่อ่อนแอลง หากหน้าที่หลักในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และให้แนวทางบริการไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าทั้งอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของแม่และทารกอาจเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์ในสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน ผู้กำหนดนโยบายของไทยควรมุ่งปกป้องและเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเจริญพันธุ์ของประเทศ ลงทุนในทีมระบาดวิทยาและทีมข้อมูลที่มีทักษะ และสร้างความมั่นใจว่าการสนับสนุนสุขภาพแม่จะต่อเนื่องทั้งในภาวะฉุกเฉินและสถานการณ์ปกติ
สำหรับเจ้าหน้าที่ บุคลากรสาธารณสุข และประชาชนชาวไทย เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนให้ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญกับการจัดสรรบุคลากรและการสนับสนุนโครงการหลักด้านสุขภาพแม่ เด็ก และภาวะเจริญพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ต้องปกป้องระบบเก็บข้อมูลระดับชาติและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางไว้ แม้เผชิญแรงกดดันทางการเมืองหรือการคลัง และตามรอยความสำเร็จด้านสุขภาพมารดาของไทยในอดีต การอาศัยทีมสหสาขาวิชาชีพ การสื่อสารสาธารณะที่เข้มแข็ง และภาวะผู้นำที่เด็ดเดี่ยวของภาครัฐ จะยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกครอบครัวในประเทศไทยต่อไป