นักวิทยาศาสตร์ค้นพบทางเลือกใหม่จากธรรมชาติที่อาจใช้แทน Ozempic ยารักษาเบาหวานและลดน้ำหนักที่กำลังฮิตติดลมบน โดยอาศัยพลังของจุลินทรีย์ในลำไส้ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและสยบความอยากของหวานได้ งานวิจัยชิ้นล่าสุด ซึ่งนำทีมโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเจียงหนาน ประเทศจีน และตีพิมพ์ในวารสาร Nature Microbiology เผยว่า แบคทีเรียในลำไส้ชนิด Bacteroides vulgatus และสารที่มันสร้างขึ้น (เมตาบอไลต์) มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมน GLP-1 (glucagon-like peptide-1) ตามธรรมชาติ ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่และสร้างความรู้สึกอิ่ม แม้ผลการทดลองเบื้องต้นจะมาจากสัตว์ทดลอง แต่การค้นพบนี้ก็จุดประกายความหวังครั้งใหม่ในการหาแนวทางรักษาโรคเบาหวานที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่ายขึ้น ซึ่งอาจพลิกโฉมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานหลายล้านคนทั้งในไทยและทั่วโลกที่กำลังต่อสู้กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความอยากของหวานไม่หยุดหย่อน [ScienceAlert]

สถานการณ์โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในไทยก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้ที่อื่น โดยกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าเกือบ 10% ของประชากรไทยป่วยด้วยโรคนี้ [กระทรวงสาธารณสุข] ยา Ozempic และยาในกลุ่ม GLP-1 agonists อื่นๆ ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะมีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยให้น้ำหนักลด อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาที่สูง การเข้าถึงยาที่จำกัด และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ชาวไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาทางเลือกอื่นที่เน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต โภชนาการ และการดูแลเชิงป้องกัน แนวคิดในการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในลำไส้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติเพื่อให้ได้ผลลัพธ์คล้ายคลึงกันจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับระบบสาธารณสุขของไทย

การศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเจียงหนานได้สำรวจว่า การเพิ่มจำนวนแบคทีเรีย Bacteroides vulgatus ในหนูทดลองที่เป็นเบาหวานให้ผลดีอย่างไรบ้าง จุลินทรีย์เหล่านี้ผลิตสารที่ “ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน GLP-1” ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดเดียวกับที่ยาอย่าง Ozempic ออกฤทธิ์เลียนแบบ ฮอร์โมน GLP-1 ไม่เพียงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร แต่ยังส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อบอกว่า “อิ่มแล้ว” ช่วยลดการกินจุบจิบและความอยากของหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักมีปัญหาในการทำงานของ GLP-1 ทำให้ควบคุมทั้งความอยากอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดได้ยาก แพทย์จึงมักสั่งยา เช่น เซมากลูไทด์ (semaglutide) ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ใน Ozempic เพื่อช่วยเสริมการทำงานในส่วนนี้ [Nature Microbiology, 2025]

สิ่งที่ทำให้การค้นพบนี้โดดเด่นคือ กลไกการทำงานร่วมกันระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้ สารที่มันผลิต และระบบต่างๆ ในร่างกายเจ้าบ้าน การศึกษาพบว่าโปรตีนบางชนิดในลำไส้ เช่น Ffar4 มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของแบคทีเรีย B. vulgatus ในหนูที่ขาดโปรตีนชนิดนี้ จำนวนแบคทีเรียดังกล่าวจะลดลง ส่งผลให้การผลิตฮอร์โมน FGF21 ลดน้อยตามไปด้วย ซึ่งฮอร์โมน FGF21 นี้เป็นตัวควบคุมหลักของความชอบน้ำตาลและความอยากของหวาน งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า ยาในกลุ่ม GLP-1 agonist ก็กระตุ้นการหลั่ง FGF21 เช่นกัน และผู้ที่มียีนบางแบบซึ่งเกี่ยวข้องกับ FGF21 ดูเหมือนจะกินน้ำตาลมากกว่าปกติ ในการศึกษาที่เกี่ยวข้องซึ่งทำในมนุษย์ รวมถึงผู้เข้าร่วมชาวไทยและชาวจีนที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นักวิจัยพบว่าการกลายพันธุ์ที่ส่งผลต่อการผลิต FGF21 มีความเชื่อมโยงกับอาการ “ติดหวาน” ที่รุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน

เมื่อทีมวิจัยลองให้สารเมตาบอไลต์จาก B. vulgatus แก่หนูที่เป็นเบาหวาน ก็สังเกตเห็นว่าระดับ GLP-1 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งไปกระตุ้นการหลั่ง FGF21 ต่ออีกทอดหนึ่ง การทำงานประสานกันของฮอร์โมนเหล่านี้ส่งผลให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้นและลดความอยากน้ำตาลลง นับเป็นผลลัพธ์ที่ผู้ที่ต้องรับมือกับโรคเบาหวานและปัญหาน้ำหนักตัวต่างมองหา แม้ว่าผลวิจัยเหล่านี้ยังต้องรอการยืนยันในการทดลองขนาดใหญ่ในมนุษย์ แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ผ่านการควบคุมอาหารหรือใช้โปรไบโอติกส์ อาจกลายเป็นเครื่องมือจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันและจัดการโรคเบาหวานในอนาคตอันใกล้นี้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลศิริราชท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “ปัจจุบัน วงการแพทย์ยอมรับกันมากขึ้นว่าแกนปฏิสัมพันธ์ระหว่างลำไส้กับสมอง (gut-brain axis) และจุลินทรีย์ในลำไส้ (microbiome) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพด้านเมตาบอลิซึม หากการศึกษาในอนาคตยืนยันได้ว่าแบคทีเรียในลำไส้บางชนิดสามารถเพิ่ม GLP-1 และลดความอยากน้ำตาลในมนุษย์ได้อย่างน่าเชื่อถือจริงๆ เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการจัดการโรคเบาหวาน ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประชากรชาวเอเชีย ที่พฤติกรรมการบริโภคและพันธุกรรมมีอิทธิพลต่อความเสี่ยง” ความเห็นนี้สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทางการบริโภคอาหารที่ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมสำหรับผู้ป่วยชาวไทย

สำหรับคนไทย ที่คุ้นเคยกับข้าวและอาหารแป้งเป็นหลัก แถมเครื่องดื่มหวานๆ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น การทำความเข้าใจว่าลำไส้มีอิทธิพลต่อความอยากอาหารอย่างไรจึงเป็นเรื่องสำคัญ โครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขพยายามส่งเสริมให้คนไทยลดหวานมานานแล้ว แต่แค่ความตั้งใจและการให้คำแนะนำด้านโภชนาการอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ หากสัญญาณทางชีวภาพที่กระตุ้นความอยากของหวานยังไม่ถูกแก้ไข ความเป็นไปได้ที่แบคทีเรียในลำไส้จะสามารถถูก “ฝึก” หรือเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดความชอบรสหวานได้นั้น ไม่เพียงน่าตื่นเต้นในทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ช่วยให้เราปรับอาหารไทยดั้งเดิมให้เข้ากับความต้องการด้านสุขภาพยุคใหม่ได้

ในอดีต การแพทย์แผนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพของระบบย่อยอาหาร และในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ความสนใจในโปรไบโอติกส์ อาหารหมักดอง และสมุนไพรก็เพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าแนวทางเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอิงจากการบอกเล่าหรือภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา แต่งานวิจัยใหม่นี้ก็ได้ให้คำอธิบายในระดับโมเลกุลว่าทำไมจุลินทรีย์ในลำไส้บางชนิด ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากอาหารหมักดองที่พบได้ทั่วไปในครัวไทย เช่น ปลาร้า หรือผักดอง จึงอาจส่งผลต่อสุขภาพเมตาบอลิซึมได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ถึงอนาคตที่โภชนาการเฉพาะบุคคลและโปรไบโอติกส์ที่มุ่งเป้าไปที่จุลินทรีย์ในลำไส้อาจถูกสั่งจ่ายควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งใช้ทดแทนกันได้ บริษัทต่างๆ เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโปรไบโอติกส์และอาหารหมักดองรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นแบคทีเรียในลำไส้ที่เป็นประโยชน์อย่าง B. vulgatus แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเรายังต้องเรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับความซับซ้อนของจุลินทรีย์ในลำไส้ของมนุษย์ และการแทรกแซงต่างๆ อาจส่งผลต่อแต่ละบุคคลแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางพันธุกรรม อายุ และสภาวะสุขภาพ

สำหรับประชาชนชาวไทย แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดยังคงเป็นคำแนะนำเดิมๆ คือ รักษาสมดุลของอาหารโดยเน้นใยอาหาร ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารหมักดอง หลีกเลี่ยงน้ำตาลและอาหารแปรรูปในปริมาณมากเกินไป และหมั่นออกกำลังกาย ขณะที่การวิจัยเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในลำไส้ยังคงดำเนินต่อไป ผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะเริ่มใช้โปรไบโอติกส์หรืออาหารเสริมใดๆ ที่อ้างว่าสามารถทดแทนหรือเลียนแบบยาที่แพทย์สั่งได้ ศักยภาพของทางเลือกจากธรรมชาติแทน Ozempic นั้นดูมีแนวโน้มที่ดี แต่ยังต้องผ่านการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติมและมีแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจนก่อนที่จะนำมาปรับใช้ในวงกว้าง

หน่วยงานด้านสาธารณสุขและสถาบันวิจัยของไทยควรติดตามความคืบหน้าของงานวิจัยด้านจุลินทรีย์ในลำไส้อย่างใกล้ชิด และพิจารณาความร่วมมือกับทีมนักวิจัยนานาชาติเพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการนำมาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทย ในระหว่างนี้ การส่งเสริมอาหารที่เป็นมิตรต่อลำไส้ และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับบทบาทของจุลินทรีย์ในลำไส้ต่อความอยากอาหารและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สามารถช่วยให้คนไทยตัดสินใจเลือกแนวทางเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้อย่างมีข้อมูล

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ผู้อ่านสามารถดูบทความต้นฉบับได้ที่ ScienceAlert และงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Nature Microbiology