นักเรียนในยุคปัจจุบัน (และอนาคต) ต้องเผชิญสภาพที่มีสิ่งยั่วยวนกวนใจมากมาย    ทำให้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเรียนยาก   ครูจึงต้องหาทางช่วยเหลือด้วยกระบวนการ student engagement   ซึ่งหากแปลตรงตัวน่าจะได้ว่า “ความผูกพันของนักเรียนต่อการเรียนรู้”    แต่ผมขอใช้คำสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “งอกงามความรักเรียน”  ที่นำสู่พฤติกรรมตั้งใจและขยันเรียน   

ผมเขียนหนังสือ งอกงามความรักเรียน (Student Engagement) เล่มนี้ โดยตีความหนังสือ ๒ เล่ม    เล่มแรกคือ Reimagining Student Engagement : From Disrupting to Driving, 2023 เขียนโดย Amy Berry  คำนำโดย John Hattie  เป็นหนังสือจากฝั่งประเทศออสเตรเลีย  และผู้เขียนเขียนหนังสือเล่มนี้จากประสบการณ์ตรงในการเป็นครูของตนเอง  และจากผลงานวิจัยของตนเอง    โดยดำเนินการวิจัยในโรงเรียน    ร่วมกับการฟัง YouTube เรื่อง Reimagining Student Engagement with Dr. Amy Berry (https://www.youtube.com/watch?v=s7eBvpKqIuo)    เล่มที่สองคือ Student Engagement Techniques : A Handbook for College Faculty, 2nd Edition, 2020 เขียนโดย Elizabeth F. Barkley and Clair Howell Major  เป็นหนังสือจากฝั่งสหรัฐอเมริกา   ผู้นิพนธ์ชื่อแรกเป็นศาสตราจารย์ด้านดนตรี แต่มีชื่อเสียงก้องโลกจากการเขียนหนังสือด้านการเรียนรู้ที่ขายดีมากหลายเล่ม   รวมทั้งเล่มที่ผมนำมาใช้ตีความเขียนต้นฉบับ งอกงามความรักเรียน (Student Engagement) เล่มนี้   ส่วน Clair Howell Major เป็นศาสตราจารย์ด้านอุดมศึกษา     โปรดสังเกตว่า หนังสือ Student Engagement Techniques : A Handbook for College Faculty เน้นใช้เป็นคู่มือของอาจารย์อุดมศึกษา   แต่ผมจะตีความเน้นเป็นหลักการเพื่อหนุนพฤติกรรมจดจ่อต่อการเรียนของนักเรียนระดับโรงเรียนมัธยมและประถม   แต่จะนำไปใช้ในระดับมหาวิทยาลัยก็ได้

จุดต่างสำคัญระหว่างหนังสือ Student Engagement Techniques กับหนังสือ Reimagining Student Engagement    คือ Student Engagement Techniques เน้นอาจารย์หรือครูเป็นผู้กระทำ    แต่หนังสือ Reimagining Student Engagement เน้นนักเรียนเป็นผู้กระทำ   โดยมีครูอาจารย์เป็นพี่เลี้ยง โค้ช หรือ “คุณอำนวย”    นอกจากตีความจากหนังสือสองเล่มนี้  ผมยังค้นคว้าจากหนังสือ How Learning Works : 8 Research-Based Principle for Smart Teaching, 2nd Edition (2023) โดย Marsha C. Lovett, Micheal C. Bridges, Michele DiPrietro, Susan A. Ambrose, Marie K. Norman  และแหล่งอื่นๆ อีกหลายแหล่ง    รวมทั้งขอความช่วยเหลือจากปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) หลายสำนัก          

หนังสือ งอกงามความรักเรียน (Student Engagement) เล่มนี้ เน้นแนะนำกลยุทธหนุนให้นักเรียน สร้างพฤติกรรมจดจ่อต่อการเรียนให้แก่ตนเอง และเผื่อแผ่แก่เพื่อนๆ    หรืออาจกล่าวใหม่ว่า เน้นแนะนำวิธีที่นักเรียนรวมตัวกันจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเกิดการเรียนรู้ระดับ “รู้จริง” (mastery learning) ให้แก่ตนเอง    โดยไปขอให้ครูช่วยแนะนำหรือโค้ช 

เป้าหมายผลกระทบของการมีวิธีสร้างพฤติกรรมจดจ่อผูกพัน (engagement) ต่อการเรียน ให้แก่ตนเองนี้   มีมากกว่าผลกระทบต่อการเรียน    คือผมเชื่อว่าทักษะสร้างพฤติกรรมจดจ่อ (engagement skills) ที่นักเรียนสร้างใส่ตัวนี้   จะเป็นคุณต่อชีวิตของนักเรียนไปตลอดชีวิต   

  Elizabeth Barkley บอกว่า student engagement เกิดจาก ๒ ปัจจัยหลัก คือแรงบันดาลใจ (motivation)  กับการเรียนรู้เชิงรุก (active learning)   ซึ่งผมเห็นด้วย  และมีความเห็นว่าจิตจดจ่อต่อการเรียนของนักเรียนนักศึกษา มีความซับซ้อนมากกว่านั้น    ผมเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือกระบวนทัศน์ (mindset)   กระบวนทัศน์เชิงพัฒนาหรือเติบโต (growth mindset) เป็นพื้นฐานที่ช่วยสร้างความมั่นใจว่าตนเองเรียนสิ่งนั้นได้ (gotoknow.org/posts/687399)  ต่างจากกระบวนทัศน์หยุดนิ่งหรือคงที่ (fixed mindset) ไม่เชื่อว่าตนเองมีความสามารถที่จะเรียนเรื่องนั้นได้   ที่เป็นตัวปิดกั้นความมานะพยายามในการเรียน   นำสู่พฤติกรรมไม่จดจ่อต่อการเรียนเรื่องนั้น    หันไปจดจ่อเรื่องอื่น 

กระบวนทัศน์เชิงบวก (positive mindset) เป็นพื้นฐานทางใจที่ช่วยให้คนเรามองเรื่องต่างๆ ด้วยมุมมองด้านบวก    ด้านกล้าลงมือทำและมานะพยายาม    ต่างจากกระบวนทัศน์เชิงลบ (negative mindset) ที่เป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้ฟันฝ่ากิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการเรียน   เป็นเรื่องทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อพฤติกรรมจดจ่อของนักเรียนนักศึกษาต่อการเรียน    และต่อความสำเร็จในชีวิตอนาคต (gotoknow.org/posts/653514)

 ความมีวินัยในตนเอง (self-disciplined)  หรือความสามารถกำกับตนเอง (self-regulation) เป็นอีกพื้นฐานหนึ่ง ที่จะมีผลต่อการพัฒนาทักษะจิตจดจ่อ    และมีพื้นฐานมาจากการพัฒนา EF – Executive Functions ที่มีพัฒนาการมาตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก  ต่อเนื่องเรื่อยมา (gotoknow.org/posts/463212)   นักเรียนนักศึกษาที่มี EF แข็งแรง ความสามารถกำกับใจและพฤติกรรมของตนเองก็แข็งแรงด้วย   การกำกับจิตจดจ่อต่อการเรียนหรือการทำงานย่อมง่ายกว่าคนที่ EF อ่อนแอ   

ผมลองถามปัญญาประดิษฐ์ (generative AI) สามสำนักคือ Copilot, DeepSeek R1, และ Gemini ด้วยคำถาม “การพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง (strong mind) เพื่อให้สามารถโฟกัสความสนใจ ต่อการเรียนหรือการทำงาน มีวิธีการง่ายๆ อย่างไรบ้าง”  ได้รับคำตอบที่คล้ายกันมาก โดยผมเลือกคำตอบของ DeepSeek R1 มาเสนอ ดังนี้ 

“การพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง (Strong Mind) เพื่อเพิ่มสมาธิและโฟกัสในการเรียนหรือทำงาน เป็นกระบวนการที่ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถนำหลักธรรมและเทคนิคทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ได้ดังนี้ 

1. ฝึกสติ (Mindfulness) – พื้นฐานของจิตที่เข้มแข็ง 

- วิธีง่ายๆ: 

       - หายใจลึกๆ 3 ครั้ง หากรู้สึกฟุ้งซ่าน (สูดลมหายใจเข้า-ออกช้าๆ นับ 1-5) 

       - ตั้งสติก่อนเริ่มงานหรือเรียน เช่น ทบทวนว่า “ตอนนี้ฉันจะทำอะไร” 

       - ใช้เทคนิค “หนึ่งสิ่งในหนึ่งเวลา” (ไม่ Multitask) 

- ประโยชน์: ช่วยลดความคิดฟุ้งซ่าน เพิ่มประสิทธิภาพการโฟกัส 

2. กำหนดเป้าหมายชัดเจน (Clear Goals) 

- วิธีง่ายๆ: 

       - แบ่งงานใหญ่เป็น ‘ขั้นตอนย่อย’ (เช่น อ่านหนังสือวันละ 2 บท) 

       - เขียน ‘To-Do List สั้นๆ’ ในแต่ละวัน (ไม่เกิน 3 งานสำคัญ) 

       - ใช้กฎ ‘2-Minute Rule’ ของ David Allen: หากงานใช้เวลา ≤ 2 นาที ให้ทำทันที 

- ประโยชน์: สมองจดจ่อได้ดีขึ้นเมื่อรู้เป้าหมายชัด 

3. สร้างวินัย (Discipline) ผ่านกิจวัตร 

- วิธีง่ายๆ: 

       - ตื่นนอนและนอนเวลาเดิมทุกวัน (ฝึกนาฬิกาชีวภาพ) 

       - สร้าง ‘พิธีกรรมเริ่มงาน’ เช่น จัดโต๊ะก่อนเรียน/ทำงาน ดื่มน้ำ 1 แก้ว 

       - ใช้ ‘Pomodoro Technique’ (ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที) 

- ประโยชน์: สมองเคยชินกับโหมดโฟกัสเมื่อมีกิจวัตรประจำวัน  

4. ฝึกจิตให้รับมือกับสิ่งรบกวน (Distraction Management)

- วิธีง่ายๆ

       - ปิด Notification บนมือถือช่วงทำงาน 

       - ถามตัวเองก่อนเลื่อนงาน: ‘ทำตอนนี้จะดีกว่าจริงไหม?’ 

       - หากใจลอย ให้เขียนความคิดที่รบกวนลงกระดาษแล้วบอกว่า ‘ไว้คิดทีหลัง’  

- ประโยชน์: ลดการสะดุดโฟกัสจากสิ่งเร้าภายนอก 

5. เสริมพลังจิตด้วยธรรมะ (Mental Resilience) 

- หลักการจากพุทธศาสนา

       - ‘จิตตั้งมั่นดุจภูเขา’: ฝึกไม่หวั่นไหวกับคำวิจารณ์หรือความล้มเหลว 

        - ‘อุเบกขา’: วางใจเป็นกลางเมื่อเจอปัญหากวนใจ 

        - ‘รู้จักพอ’: ไม่กดดันตัวเองเกินไปจนเครียด 

- ประโยขน์: จิตไม่ห่อเหี่ยวเมื่อเจออุปสรรค 

6. พักผ่อนให้เพียงพอ (Rest for a Strong Mind) 

- วิธีง่ายๆ

       - นอน 6-8 ชั่วโมง (การนอนคือการ Reset สมอง) 

       - พักสายตาทุก 1 ชั่วโมง (มองไกล 20 วินาที) 

       - ฝึกผ่อนคลายด้วย ‘Body Scan’ (คลายกล้ามเนื้อทีละส่วน) 

- ประโยชน์: สมองฟื้นฟูและพร้อมโฟกัสใหม่ 

7. ฝึกคิดเชิงบวก (Positive Reframing) 

- วิธีง่ายๆ

       - เมื่อท้อ ให้ถามตัวเอง: ‘บทเรียนอะไรที่ได้จากเรื่องนี้?’ 

       - เปลี่ยนคำพูดในหัวจาก ‘ฉันทำไม่ได้’ เป็น ‘ฉันยังทำไม่เป็น แต่จะเรียนรู้’ 

        - จดบันทึก ‘สิ่งดีๆ วันนี้’ ทุกคืน 

- ประโยชน์: สร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ 

สรุป: 3 ขั้นตอนสำคัญสำหรับจิตใจที่เข้มแข็ง 

1. เริ่มวันด้วยสติ (กำหนดลมหายใจ/เป้าหมาย) 

2. ทำงานด้วยวินัย (แบ่งงาน+จัดการสิ่งรบกวน) 

3. จบวันด้วยการปล่อยวาง (ไม่ยึดติดกับความผิดพลาด) 

การฝึกจิตให้เข้มแข็งไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน แต่ต้อง ‘ทำเล็กๆ แต่สม่ำเสมอ’ เทคนิคเหล่านี้ช่วยได้ทั้งการเรียนและการทำงานในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน

‘จิตที่เข้มแข็งเริ่มจากความเชื่อว่าเราฝึกมันได้’ — ปรับใช้จากหลักพุทธธรรม” 

ประเด็นที่ปัญญาประดิษฐ์สำนักอื่นระบุ นอกเหนือจากที่ DeepSeek R1 แนะนำ ได้แก่ 

  • ออกกำลังกายและดูแลสุขภาพ    เรื่องนี้ผมมีประสบการณ์ด้วยตนเอง    ว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิค (aerobic exercise) ซึ่งผมใช้วิธีวิ่งเหยาะวันละ ๓๐ - ๔๐ นาที เกือบทุกวัน    ช่วยให้สมองแจ่มใส  อารมณ์ดี  มีสมาธิต่อการงาน    ผมปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่อายุ ๔๐ ปี จนถึงอายุ ๗๕ ปี  มีอาการข้อเข่าเสื่อม จึงเปลี่ยนเป็นเดินวันละ ๑ ชั่วโมงมาจนปัจจุบัน   ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และจิตใจเข้มแข็ง สมาธิดี  อารมณ์ดี    
  • จัดการอารมณ์  นอกจากใช้การออกกำลังแบบแอโรบิคแล้ว    อาจใช้วิธี (ก) ทำความเข้าใจอารมณ์ของตนเอง ยอมรับและจัดการกับอารมณ์เชิงลบอย่างเหมาะสม   (ข) ฝึกการควบคุมอารมณ์ เช่น การหายใจลึกๆ การนับเลข หรือการเดิน   (ค) หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ เช่น การฟังเพลง การอ่านหนังสือ หรือการออกกำลังกาย

ผมขอเสนอแนะต่อครู ให้หาทางให้คำแนะนำให้ศิษย์ฝึกฝนตนเองให้เป็นคนมีจิตใจและร่างกายเข้มแข็ง  มีสมาธิและโฟกัสต่อการเรียนและการทำงาน    ตามที่ระบุไว้ข้างบน    โดยครูช่วยเป็นโค้ช ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจ และให้คำชื่นชมเมื่อศิษย์มีความก้าวหน้า  ซึ่งจะเป็นคุณต่อศิษย์ไปตลอดชีวิต 

วิจารณ์ พานิช

๑๔ เม.ย. ๖๘