งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า เด็กที่ชอบแกล้งคนอื่น (บูลลี่) จริงๆ แล้วมีหลายอย่างคล้ายกับเหยื่อที่ถูกแกล้งอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทั้งสองกลุ่มต่างก็เสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า รู้สึกไร้ค่า หรืออาจมีปัญหาชีวิตเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ปัญหานี้พบได้ทั่วไปในประเทศไทยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียน วงการเกมออนไลน์ หรือแม้แต่ในบ้าน การบูลลี่จึงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ฝังรากลึกและเกี่ยวพันกับระบบการศึกษาและสุขภาพจิตของเด็กไทย
ผลการศึกษาล่าสุดที่นำเสนอโดยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเคลมสัน เผยว่า การบูลลี่แบบเดิมๆ (เช่น ทำร้ายร่างกาย หรือด่าว่าต่อหน้า) กับการบูลลี่ในโลกไซเบอร์ (การคุกคามผ่านช่องทางดิจิทัล) มักจะเกิดขึ้นคู่กัน และยิ่งทำให้ผลกระทบเลวร้ายลงกับเด็กทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกระทำหรือถูกกระทำ เด็กเหล่านี้มีแนวโน้มเรียนแย่ลง ขาดเรียนบ่อยขึ้น และที่น่าตกใจคือ มีความคิดอยากฆ่าตัวตายสูงขึ้นด้วย นักวิจัยจากเคลมสันระบุว่า “มันเป็นความสัมพันธ์แบบสองทาง” หมายความว่า ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กอาจเป็นชนวนให้เกิดพฤติกรรมบูลลี่ ขณะเดียวกัน การเข้าไปพัวพันกับการบูลลี่ ไม่ว่าจะในฐานะไหน ก็ยิ่งทำให้ปัญหาสุขภาพจิตแย่ลงไปอีก (Deseret News)
เรื่องนี้สำคัญกับพ่อแม่และครูบาอาจารย์ชาวไทยอย่างไร? ผลกระทบจากการบูลลี่อาจฝังใจไปนานหลายปี และส่งผลเสียต่อเนื่องไปถึงความสัมพันธ์ในที่ทำงานและปัญหาครอบครัวในอนาคต สำหรับสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความผูกพันในครอบครัวและความสามัคคี ผลการศึกษาใหม่ๆ พบว่า เด็กไทยเกือบ 80% เคยถูกพี่น้องบูลลี่ที่บ้าน ซึ่งสะท้อนภาพรวมปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก และย้ำว่าเราต้องรีบจัดการความขัดแย้งในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนก่อนที่เรื่องจะบานปลาย (UNICEF Thailand)
มิติของการบูลลี่ในโลกดิจิทัลนั้นซับซ้อนเป็นพิเศษ แม้เด็กผู้ชายมักจะบูลลี่ด้วยการใช้กำลัง แต่เด็กผู้หญิงมักใช้วิธีทางอ้อม เช่น นินทาลับหลัง หรือกีดกันออกจากกลุ่ม แต่ในโลกออนไลน์ รูปแบบเหล่านี้กลับไม่ตายตัว แพลตฟอร์มเกมและโซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กถูกกระทำซ้ำๆ ได้ง่าย บางครั้งก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ทำให้แทบไม่มีทางหนีจากการคุกคามได้เลย นักจิตวิทยาจาก Kidas บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยออนไลน์สำหรับเกมเมอร์เด็ก กล่าวว่า “มันทำให้เด็กยิ่งวิตกกังวล เพราะหนีไปไหนไม่ได้ ถ้าเป็นการบูลลี่ต่อหน้า อย่างน้อยก็ยังกลับบ้านได้”
เยาวชนไทยเป็นเกมเมอร์ตัวยงและใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลกันเป็นส่วนใหญ่ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจำนวนมากจึงเกิดขึ้นทางออนไลน์ การบูลลี่ในโลกไซเบอร์จึงส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษในบริบทสังคมไทย อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทยจำนวนมากยังไม่รู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนที่เข้าข่ายการบูลลี่ทางออนไลน์ หรืออาจมองข้ามไปว่าเป็นแค่ “การหยอกล้อเล่นกัน” หรือ “การด่ากันในเกม” (trash talk) ที่ไม่ร้ายแรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Kidas เตือนว่า การปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ลูกหลานอาจเป็นฝ่ายบูลลี่คนอื่น เพียงเพราะยึดติดกับภาพลักษณ์หรือนิสัยภายนอก อาจทำให้เข้าไปช่วยเหลือไม่ทันท่วงที นอกจากนี้ การแข่งขันที่ดุเดือดในเกมออนไลน์ก็มักกระตุ้นให้เกิดการบูลลี่ และในทางกลับกัน ก็ทำให้คนที่ถูกกระทำอยาก “เล่นเกมให้เก่งขึ้น” เพื่อจะได้ไม่ถูกแกล้งอีก
ความท้าทายที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เด็กๆ ไม่ค่อยยอมบอกว่าตัวเองถูกบูลลี่ โดยเฉพาะทางออนไลน์ บางคนอาจไม่รู้ว่าสิ่งที่เจอคือการบูลลี่ หรือบางคนกลัวว่าจะเข้าถึงกลุ่มเพื่อนออนไลน์ที่ตัวเองถูกรังแกอยู่ไม่ได้อีก ที่แย่ไปกว่านั้นคือ พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากขาดทักษะความเข้าใจดิจิทัล (digital literacy) ที่จะคอยสอดส่องดูแลหรือช่วยเหลือลูกในโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่พบทั้งในงานวิจัยของสหรัฐอเมริกาและไทย (Bangkok Post)
มีกลยุทธ์ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อรับมือกับการบูลลี่ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบไซเบอร์ นักจิตวิทยาเน้นความสำคัญของ “การทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีความหมายและมีคุณค่า” (psychological mattering) ซึ่งหมายถึงการช่วยให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีคนมองเห็น การส่งเสริมความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนและครอบครัวเปรียบเสมือนเกราะป้องกันทั้งการบูลลี่และผลกระทบทางใจในระยะยาว “ถ้าเราสามารถทำอะไรได้มากขึ้นเพื่อส่งเสริมความรู้สึกว่าตนเองมีความหมายภายในระบบโรงเรียน… เราก็จะสามารถลดความถี่ของการที่คนจะไปบูลลี่ผู้อื่นลงได้อย่างมาก” ศาสตราจารย์จากเคลมสันกล่าว
นักการศึกษาและผู้กำหนดนโยบายของไทยตระหนักถึงความเร่งด่วนของปัญหานี้มากขึ้น มีการรณรงค์ระดับชาติต่อต้านความรุนแรงในโรงเรียนและการบูลลี่ทางไซเบอร์ โดยกระตุ้นให้โรงเรียนสร้างระบบแจ้งเหตุ เครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อน และหลักสูตรที่เน้นความเห็นอกเห็นใจ การแก้ปัญหาความขัดแย้ง และมารยาทในการใช้อินเทอร์เน็ต (online etiquette) หลักฐานจากนานาชาติชี้ว่า แนวทางแบบผสมผสานหลายระดับเช่นนี้ มีประสิทธิภาพมากกว่าการลงโทษเพียงอย่างเดียว (UNESCO Asia-Pacific Report on School Violence)
การสังเกตสัญญาณของการบูลลี่ เช่น อารมณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การไม่อยากไปโรงเรียน หรือพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตที่เปลี่ยนไป เป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม การสอดส่องดูแลที่มากเกินไป (ที่วัยรุ่นเรียกว่า “snoopervision” หรือการสอดแนม) อาจส่งผลเสีย ทำลายความไว้วางใจ และบางครั้งอาจผลักดันให้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์กลายเป็นเรื่องลับๆ แทน นักจิตวิทยาแนะนำให้ผู้ปกครองวางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้ในพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน พูดคุยถึงประสบการณ์ออนไลน์ของตัวเองอย่างเปิดอก และพยายามทำความเข้าใจทั้งอันตรายและโอกาสในโลกออนไลน์ ในบริบทสังคมไทย ที่หลายครอบครัวอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ การสร้างขอบเขตที่ดีต่อสุขภาพและการสื่อสารที่เปิดอกสามารถเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การห้ามเด็กใช้อินเทอร์เน็ตไปเลยมักไม่ได้ผล และอาจทำให้เด็กรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ควรส่งเสริมให้ผู้ปกครองกำหนดขอบเขตการใช้งานที่เหมาะสม เรียนรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ และมีส่วนร่วมในสิ่งที่ลูกสนใจ เช่น การเล่นเกมก็สามารถส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีมและการแก้ปัญหาได้ ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยกว่า 800 แห่งทั่วโลกที่มอบทุนการศึกษาด้านอีสปอร์ต และสถาบันการศึกษาชั้นนำในไทยก็กำลังจัดตั้งชมรม “อีสปอร์ต” เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของความเข้าใจดิจิทัลในการศึกษา (Thai PBS World)
แนวทางในอนาคตคือการบูรณาการการศึกษาเรื่องการต่อต้านการบูลลี่อย่างครอบคลุมเข้ากับหลักสูตร เตรียมความพร้อมให้ครูด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้ทั้งเด็กและครอบครัว การปลูกฝังความเป็นพลเมืองดิจิทัล (digital citizenship) และการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยตั้งแต่อายุยังน้อย รวมถึงการส่งเสริมให้ครูและครูแนะแนวใช้แนวทางที่คำนึงถึงผลกระทบทางใจ (trauma-sensitive approach) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดพฤติกรรมบูลลี่และช่วยเหลือดูแลนักเรียนที่ได้รับผลกระทบได้ (PubMed study)
ค่านิยมทางพุทธศาสนาของไทย ที่เน้นความเมตตา กรุณา และความปรองดองในชุมชน ถือเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญ การส่งเสริมให้เด็กคำนึงถึงความรู้สึกและศักดิ์ศรีของผู้อื่นสามารถช่วยเสริมสร้างค่านิยมดีงามเหล่านี้ให้แข็งแกร่งในยุคดิจิทัลได้ กิจกรรมในครอบครัว เช่น การกินข้าวร่วมกัน การพูดคุยถึงเรื่องราวในแต่ละวัน การทำกิจกรรมเพื่อสังคม สามารถช่วยเสริมสร้างความรู้สึก “ว่าตนเองมีความหมาย” ที่นักจิตวิทยาเน้นว่าเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันและเยียวยาผลกระทบจากการบูลลี่
เมื่อมองไปข้างหน้า ขณะที่เทคโนโลยียังคงก้าวหน้าต่อไป รูปแบบใหม่ๆ ของปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัลจะนำมาซึ่งทั้งความเสี่ยงและโอกาสใหม่ๆ ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครอง นักการศึกษา ภาครัฐ และบริษัทเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แพลตฟอร์มที่ช่วยแจ้งเตือนผู้ปกครองถึงพฤติกรรมที่เป็นปัญหา (เช่น บริการของ Kidas) โครงการให้ความรู้ด้านดิจิทัลในโรงเรียน และกลุ่มช่วยเหลือในชุมชน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกัน
สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองและนักการศึกษาชาวไทย ขั้นตอนที่ทำได้จริงนั้นชัดเจน นั่นคือ: เปิดใจพูดคุยกับเด็กๆ อย่างสม่ำเสมอและให้กำลังใจ, ติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจโลกดิจิทัลของพวกเขา, ปลูกฝังความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน, และมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในโครงการต่อต้านการบูลลี่ที่โรงเรียนและในชุมชน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีคนมองเห็น และได้รับการสนับสนุน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถตัดวงจรการบูลลี่ ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ และเสริมสร้างพลังให้คนรุ่นต่อไปเติบโตอย่างแข็งแกร่งในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้
สำหรับข้อมูลและแหล่งความช่วยเหลือเพิ่มเติม ผู้ปกครองสามารถปรึกษา มูลนิธิสายเด็ก 1387 เข้าร่วมกิจกรรมอบรมของโรงเรียนเกี่ยวกับการป้องกันการบูลลี่ และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหากบุตรหลานแสดงอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือได้รับผลกระทบอื่นๆ จากการถูกบูลลี่