งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ กำลังสั่นคลอนความเชื่อที่มีมานานเกี่ยวกับความแตกต่างในการเลี้ยงดูเด็กชายและเด็กหญิง จุดประเด็นให้พ่อแม่และครูบาอาจารย์ชาวไทยต้องหันมาทบทวน ผลการศึกษาล่าสุดที่ The Atlantic นำเสนอในบทความ “สิ่งที่พ่อแม่ของเด็กชายควรรู้” (What Parents of Boys Need to Know) ชี้ว่า ‘ความเชื่อ’ และ ‘ความคาดหวัง’ ของสังคมต่างหากที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเด็กผู้ชาย มากกว่าเรื่อง ‘เพศ’ หรือ ‘ชีววิทยา’ แต่กำเนิด ซึ่งกระทบโดยตรงทั้งเรื่องเรียน อารมณ์ความรู้สึก และความสำเร็จในวันข้างหน้า ข้อค้นพบเหล่านี้ยิ่งน่าสนใจในบริบทของสังคมไทยที่บทบาทหญิงชายกำลังเปลี่ยน แต่ก็ยังปะทะกับค่านิยมเก่าๆ แถมช่องว่างผลการเรียนระหว่างเพศก็เป็นประเด็นร้อนที่ถกกันไม่จบ
นานมาแล้วที่เรามักเชื่อกันว่า โดยธรรมชาติ เด็กผู้ชายมักพูดน้อย ไม่ค่อยเข้าใจอารมณ์ และมีปัญหาพฤติกรรมมากกว่าเด็กผู้หญิง อย่างไรก็ตาม การศึกษาใหม่ๆ ชี้ว่า แนวโน้มเหล่านี้ไม่ได้ฝังอยู่ใน DNA แต่ส่วนใหญ่เกิดจากวิธีที่พ่อแม่ ครู และคนรอบข้างปฏิบัติต่อเด็กผู้ชายแตกต่างออกไปตั้งแต่พวกเขายังเล็กมากๆ จากงานวิจัยที่อ้างใน The Atlantic พบว่าสิ่งที่เรียกว่า “ช่องว่างในการเลี้ยงดู” (nurture gap) มันเริ่มตั้งแต่แบเบาะเลยทีเดียว โดยที่ผู้ใหญ่มักจะคุยเล่นหรือแสดงความรู้สึกกับเด็กชาย น้อยกว่าที่ทำกับเด็กหญิง โดยไม่รู้ตัว
ความต่างเล็กๆ น้อยๆ ในการเลี้ยงดูนี่แหละ ที่กลายเป็นต้นตอของปัญหาในวันหน้า ตั้งแต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปจนถึงสุขภาพจิต งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Child Development ได้ติดตามการพูดคุยโต้ตอบระหว่างพ่อแม่คุยกับลูก และพบว่าในช่วงขวบปีแรกๆ ซึ่งสำคัญต่อพัฒนาการมาก ผู้ใหญ่ใช้คำพูดกับเด็กหญิงมากกว่าเด็กชายถึงราว 8,000 คำต่อวัน! (แหล่งข้อมูล: PubMed) ความแตกต่างนี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เด็กผู้ชายมีปัญหาการอ่านและไม่ค่อยสนใจเรียนมากกว่า เรื่องนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตของนักวิจัยด้านการศึกษาไทยที่ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ
“ผลการศึกษาเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำว่า วิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กับเด็กชายตัวน้อยๆ นั้นส่งผลต่อพัฒนาการของเขาอย่างมากจริงๆ และความเท่าเทียมมันต้องเริ่มจากที่บ้าน” นักจิตวิทยาเด็กชั้นนำจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ศึกษาทบทวนงานวิจัยระดับโลกล่าสุดในประเด็นเพศสภาพและพัฒนาการเด็ก อธิบายเพิ่มเติม นักจิตวิทยาท่านนี้เน้นย้ำว่า พ่อแม่มักจะส่งเสริมให้ลูกชายเล่นอะไรที่ใช้กำลังและเน้นความเป็นตัวของตัวเอง ขณะที่กับลูกสาวจะเน้นเรื่องความเห็นอกเห็นใจและการพูดคุยสื่อสาร “ไม่ใช่แค่ฝรั่งที่เป็นแบบนี้ อคติคล้ายๆ กันก็พบได้ในครอบครัวและห้องเรียนของไทยเราเหมือนกัน” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว
ผลกระทบต่อประเทศไทยนั้นชัดเจน แม้สังคมจะเปิดกว้างขึ้น แต่กรอบคิดเรื่องเพศแบบเดิมๆ ก็ยังส่งผลต่อการจัดการชั้นเรียน ความคาดหวังของครู หรือแม้แต่การออกแบบหลักสูตรระดับชาติอยู่ดี ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แสดงให้เห็นว่าเด็กชายไทยมักจะโดนลงโทษทางวินัยหนักกว่าเด็กหญิง ส่วนเด็กหญิงก็มักทำคะแนนวิชาภาษาได้ดีกว่าเด็กชายอย่างต่อเนื่อง ผู้อำนวยการยูเนสโกประจำภูมิภาคด้านการศึกษา กล่าวเสริมว่า “ความจริงก็คือ พอเราคาดหวังให้เด็กผู้ชาย ‘ต้องเข้มแข็ง’ ต้องเก็บความรู้สึก เราก็เสี่ยงที่จะทำให้เขาขาดการสนับสนุนทางอารมณ์ ซึ่งอาจจะแสดงออกมาเป็นปัญหาการเรียนหรือพฤติกรรมทีหลังได้” (UNESCO)
บริบททางวัฒนธรรมก็มีส่วนสำคัญ ในสังคมไทย แนวคิดเรื่อง “ความเป็นชาย” มักผูกติดกับความคาดหวังว่าต้องอดทนอดกลั้น เป็นผู้นำ ซึ่งยังคงเป็นคุณสมบัติที่ถูกตอกย้ำในบางโรงเรียนและบางครอบครัว ครูท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Bangkok Post ว่า เด็กชายมักจะถูกปล่อย หรือถึงขั้นส่งเสริม ให้พูดแทรก ส่งเสียงดัง หรือเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ขณะที่เด็กหญิงจะได้รับคำชมเมื่อดูสงบเสงี่ยมและเชื่อฟัง งานวิจัยยืนยันว่า บทบาททางสังคมแบบเดิมๆ เหล่านี้ ไม่เข้ากับโลกความเป็นจริงอันซับซ้อนที่เด็กไทยยุคใหม่ต้องเจออีกแล้ว โดยเฉพาะในยุคที่ AI และโลกไร้พรมแดนให้ความสำคัญกับทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความคิดสร้างสรรค์ และความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นด้านที่เด็กชายอาจไม่ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาเต็มที่นัก
หากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปโดยไม่มีการแก้ไข นักวิจัยเตือนว่าช่องว่างทางการศึกษาจะยิ่งถ่างกว้างขึ้น จากการประเมินล่าสุดของธนาคารโลกเกี่ยวกับเพศสภาพและการศึกษา พบว่าปัจจุบัน เด็กหญิงไทยเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยมากกว่าเด็กชายอย่างเห็นได้ชัด (World Bank) นอกจากนี้ เด็กชายยังเสี่ยงที่จะออกจากโรงเรียนกลางคัน ใช้ยาเสพติด และมีปัญหากับกฎหมายมากกว่า แต่งานวิจัยก็ชี้ทางออกไว้เช่นกัน: หากผู้ใหญ่ตั้งใจพูดคุยกับเด็กชายอย่างเข้าอกเข้าใจ ให้กำลังใจ และแสดงความเห็นอกเห็นใจเป็นตัวอย่าง ช่องว่างเหล่านี้ก็จะแคบลงได้ การศึกษาในโรงเรียนอนุบาลของสวีเดนแสดงให้เห็นว่า เมื่อครูได้รับการฝึกอบรมให้มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กชายและเด็กหญิงอย่างเท่าเทียมกันด้วยความเห็นอกเห็นใจและเน้นการสื่อสาร ผลการเรียนและทักษะทางสังคมของเด็กชายก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (ScienceDirect)
สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทย ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำง่ายๆ ที่นำไปปรับใช้ได้จริง: คุยกับลูกชายให้เยอะๆ ตอบสนองเขาอย่างเต็มที่เหมือนที่ทำกับลูกสาว ส่งเสริมการเล่นที่เปิดให้เขาได้แสดงอารมณ์และเล่าเรื่อง ไม่ใช่เน้นแต่การแข่งขันอย่างเดียว ส่วนโรงเรียนก็อาจทบทวนกฎระเบียบด้านวินัย และดูแลให้ความคาดหวังเรื่องพฤติกรรมและผลการเรียนนั้นเท่าเทียมกัน ไม่เอนเอียงไปตามเพศ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ได้เริ่มร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) เพื่อจัดโครงการอบรมครูที่นำข้อค้นพบเหล่านี้ไปปรับใช้ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาวุโสจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระบุว่า ผลลัพธ์เบื้องต้นดูมีแนวโน้มที่ดี
เมื่อนึกถึงคำพูดติดปากของคนไทยที่ว่า “ผู้ชายห้ามร้องไห้” พระนักพัฒนาที่ทำงานกับกลุ่มเยาวชนในภาคอีสานรูปหนึ่งได้ให้ข้อคิดว่า “บางทีเราคิดว่าเรากำลังปกป้องลูกชายด้วยการสอนให้เขาเข้มแข็ง แต่ความเข้มแข็งที่แท้จริงมันต้องมาพร้อมกับการเข้าใจและแสดงออกความรู้สึกของตัวเองได้ด้วย” ในทิศทางเดียวกัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งในไทยก็เริ่มนำเรื่องความฉลาดทางอารมณ์และทักษะทางสังคมมาผนวกเข้ากับการอบรมครู เพื่อตอบรับกับหลักฐานทั้งจากต่างประเทศและในบ้านเราที่ชี้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า ทักษะทางสังคม (soft skills) นั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จทั้งในรั้วโรงเรียนและในชีวิตจริง (Bangkok Post)
มองไปข้างหน้า ถ้าพ่อแม่ ครู และสังคมโดยรวมช่วยกันลด ‘ช่องว่างในการเลี้ยงดู’ นี้ลงได้ ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์จากเด็กชายรุ่นใหม่ที่เรียนดีขึ้น แข็งแรงขึ้นทั้งกายใจ และปรับตัวรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น ทุกครอบครัวเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้: แค่แบ่งเวลาพูดคุย รับฟัง และเปิดโอกาสให้ลูกชายได้รู้จักและบอกเล่าความรู้สึกของตัวเอง การส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านของเด็กทุกคน โดยไม่แบ่งแยกเพศ จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวทันโลกที่เปลี่ยนไป และดึงศักยภาพสูงสุดของพลเมืองในอนาคตออกมาได้อย่างเต็มที่
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลสนับสนุนผู้ปกครองของยูนิเซฟ ประเทศไทย (UNICEF) รวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชนในไทย เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่มีโครงการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้และพัฒนาการทางสังคมอารมณ์ของเด็กชายโดยเฉพาะ หลักฐานชัดเจนขนาดนี้: การลงทุนในการเลี้ยงดูที่ใส่ใจและช่วยกันลดช่องว่างนี้ลง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งครอบครัว โรงเรียน และสังคมไทยโดยรวม