ในโลกที่ความเจริญถูกตีความด้วยความซับซ้อนและความสามารถในการสร้างสิ่งประดิษฐ์อันล้ำยุค มีนักวิทยาศาสตร์ไทยคนหนึ่งคือ ศาสตราจารย์ ดร.วิสุทธิ์ ใบไม้ เคยกล่าวไว้ในที่ประชุมครูชีววิทยาแห่งหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนว่า หากวันหนึ่งเกิดหายนะครั้งใหญ่ สิ่งมีชีวิตที่จะยังคงเหลือรอดอยู่เป็นลำดับสุดท้ายบนโลกใบนี้ อาจไม่ใช่มนุษย์ที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นพวกที่ “กินง่ายอยู่ง่าย” อย่างพวกเซลล์เดียวที่เรามองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ
คำพูดนี้ในวันนั้นอาจฟังดูแค่เป็นการอธิบายเชิงชีววิทยา แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันกลับกลายเป็นปรัชญาที่ทรงพลังในยุคปัจจุบัน ยิ่งเมื่อโลกเผชิญภัยพิบัติทั้งทางธรรมชาติและสังคมอย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้ยิ่งฉายแสงชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น แบคทีเรีย หรืออะมีบา ดำรงอยู่ด้วยความเรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ พวกมันไม่มีสมอง ไม่มีหัวใจ ไม่มีปอด ไม่มีความจำเป็นต้องรวมกลุ่มหรือสร้างระบบสนับสนุนใด ๆ แต่สามารถมีชีวิตอยู่ในบ่อน้ำพุร้อนที่เดือดปุด ๆ หรือแม้แต่ในก้นสมุทรที่แสงไม่ส่องถึง ความสามารถในการดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ไม่อาจทนได้ กลับเป็นจุดแข็งของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้
เรามักภาคภูมิใจกับระบบนิเวศของมนุษย์ ที่สลับซับซ้อนและพัฒนาอย่างก้าวไกล แต่เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น โรคระบาด ดินถล่ม หรือระบบเศรษฐกิจล่มสลาย ความเปราะบางก็เผยโฉมชัดเจนอย่างน่าใจหาย

ในช่วงวิกฤตโควิด-๑๙ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป คนเมืองซึ่งมีไลฟ์สไตล์หรูหรา ใช้ชีวิตพึ่งพาระบบโลจิสติกส์และเทคโนโลยีตลอดเวลา กลับเป็นกลุ่มที่เผชิญปัญหาหนักที่สุด ร้านอาหารปิด การเดินทางถูกจำกัด การรักษาพยาบาลต้องรอคิว ในขณะที่คนในชนบทบางแห่งที่ยังคงยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง กลับสามารถดำรงชีวิตได้ต่อเนื่อง พวกเขาปลูกผัก เลี้ยงปลา ทำข้าวเอง และใช้ชีวิตที่ “กินง่ายอยู่ง่าย” อย่างที่เรียกว่าแทบไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
ล่าสุด เหตุการณ์ดินโคลนถล่มที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อปลายปี ๒๕๖๗ แสดงให้เห็นว่าความเปราะบางของการพัฒนาเมืองในพื้นที่สูงเป็นปัญหาที่ไม่อาจมองข้าม การที่ฝนตกหนักและตกซ้ำ ๆ ดินที่ถูกแผ้วถางก็ไหลทับถนนและบ้านเรือน น้ำป่าท่วมฉับพลันจนคนต้องอพยพหนีตาย และไม่กี่วันนี้นี่เองหลังเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนั้น น้ำฝนที่ตกใหม่หมาด ๆ ก็เริ่มตั้งท่าจะไหลซ้ำมาท่วมอีก นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาธรรมชาติ แต่คือสัญญาณของการออกแบบระบบอยู่อาศัยที่ซับซ้อนแต่เปราะบาง
บทเรียนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการอยู่รอด แต่คือการตีความใหม่ว่าความอยู่รอดคืออะไร หากการอยู่รอดต้องแลกด้วยการสร้างระบบที่ซับซ้อนและเปราะบาง ก็อาจไม่ใช่ความอยู่รอดที่ยั่งยืน
คำว่า "กินง่ายอยู่ง่าย" จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นข้อด้อยหรือสัญลักษณ์ของความล้าหลัง แต่เป็นภูมิปัญญาในการดำรงอยู่ที่เข้าใจธรรมชาติของโลกและตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง เป็นปรัชญาที่ควรได้รับการบรรจุอยู่ในหลักสูตรชีวิต ทั้งในห้องเรียนและในการบริหารบ้านเมือง
สังคมไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เอื้อต่อแนวคิดนี้ เพียงแต่เรามักถูกดึงให้วิ่งตามกระแสความซับซ้อนที่ไม่ได้มาพร้อมความมั่นคง หากการศึกษาไทยสามารถชี้ให้เห็นคุณค่าของความเรียบง่ายและการพึ่งพาตนเองได้จริง ก็อาจสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศนี้ได้ดีไม่น้อยกว่าระบบใด ๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ถึงที่สุดแล้ว บทเรียนจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวไม่ใช่แค่เรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่คือการตั้งคำถามกับรากเหง้าของความอยู่รอด ว่าแท้จริงแล้ว ใครกันแน่ที่ “เจริญ” อย่างแท้จริง
เอกสารอ้างอิง ;
๑) วรากรณ์ สามโกเศศ. (๒๕๕๗). “เรียบง่ายอยู่ยั่งยืน.” มติชนสุดสัปดาห์.
๒) ป๋วย อึ๊งภากรณ์. (๒๕๔๖). “เศรษฐกิจพอเพียงและสังคมที่พึ่งตนเอง.” มูลนิธิป๋วย อึ๊งภากรณ์.
๓) สมศักดิ์ ชูโต. (๒๕๖๔). “ชีวิตเรียบง่ายกับการอยู่รอดในวิกฤตโควิด.” วารสารวิถีชุมชน, ๒๒(๒), ๓๕-๔๒.
๔) สำนักข่าวไทย. (๒๕๖๘). “ดินโคลนถล่มแม่สาย: ความเสียหายจากฝนตก ๓ ชั่วโมง.” สืบค้นเมื่อ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๘.
กินง่ายๆๆ มีความสุข ปลูกผักกินเองครับ