อินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนสชื่อก้องบนโลกโซเชียล ผู้มีผู้ติดตามทะลุห้าล้านคน กำลังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากยอมรับว่าเบื้องหลังหุ่นเป๊ะปังที่ลดลงฮวบฮาบล่าสุดนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1 ที่คนรู้จักกันดีในชื่อ Ozempic และ Mounjaro การเปิดใจครั้งนี้ผ่านวิดีโอ YouTube ที่ชื่อว่า “คุยกันหน่อย: เรื่องบำบัด, GLP-1 และความจริงเบื้องหลังการลดน้ำหนักล่าสุดของฉัน” ได้สุมไฟให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดเรื่องความโปร่งใส ความรับผิดชอบด้านจริยธรรม และความเป็นจริงของวงการสุขภาพออนไลน์

อินฟลูเอนเซอร์รายนี้ ซึ่งโด่งดังจากการขายคอร์สลดน้ำหนักสุดฮิตราคา 200 ดอลลาร์สหรัฐ ที่เน้นการนับสารอาหารหลัก (macro counting) และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ได้เผยว่านอกเหนือจากวิธีที่สอนคนอื่น เธอยังแอบใช้ยา GLP-1 ควบคู่ไปด้วยภายใต้การดูแลของแพทย์ แม้เจ้าตัวจะพยายามอธิบายว่ายาเป็นแค่ตัวช่วยเสริม โดยย้ำว่า “ยา GLP-1 ไม่ใช่ยาวิเศษ” และยืนยันว่ายังคงคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด แต่ฟีดแบ็กจากผู้ติดตามก็ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วและเสียงแตก หลายคนรุมกล่าวหาว่าเธอหลอกลวง พร้อมเรียกร้องขอเงินคืน โดยให้เหตุผลว่าโมเดลธุรกิจของเธอตั้งอยู่บนการปกปิดข้อมูลสำคัญเรื่องการใช้ยาตามใบสั่งแพทย์เพื่อคุมน้ำหนัก

ยาในกลุ่ม GLP-1 เดิมทีถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 แต่กลับฮิตติดลมบนอย่างรวดเร็วในฐานะตัวช่วยลดน้ำหนักได้เป็นกอบเป็นกำเมื่อใช้ร่วมกับการปรับอาหารและการออกกำลังกาย เหล่าคนดังและบุคคลสาธารณะมากมาย ทั้งฝั่งตะวันตกและทั่วเอเชีย ต่างออกมายอมรับว่าใช้ยาเหล่านี้ สะท้อนเทรนด์ระดับโลกที่หันมาพึ่งพาวิธีทางการแพทย์ในการลดน้ำหนัก จากบทความทบทวนวรรณกรรมปี 2023 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine ระบุว่า ยาที่ออกฤทธิ์ต่อตัวรับ GLP-1 ไม่เพียงช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังช่วยลดความอยากอาหาร ซึ่งมักส่งผลให้น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่องนานหลายเดือนเมื่อใช้ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Nature Medicine)

เสียงคัดค้านที่มีต่อแนวทางของอินฟลูเอนเซอร์รายนี้ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การใช้ยาของเธอเท่ากับจังหวะเวลาและความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล นักวิจารณ์มองว่าการเก็บเงินค่าคอร์สสอนพึ่งพาตัวเอง ในขณะที่ตัวเองได้ประโยชน์จากยาโดยไม่บอกกล่าว ถือเป็นการจงใจทำให้เข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าธุรกิจของเธอเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ ผู้ใช้งานออนไลน์คนหนึ่งแสดงความรู้สึกที่หลายคนเห็นพ้องว่า “พอธุรกิจคุณคือการลดน้ำหนัก แล้วคุณเก็บเงินคนอื่น 200 เหรียญเพื่อเข้าคอร์ส ความโปร่งใสมันก็ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ” อีกเสียงเสริมว่า “ใช้ยา GLP-1 ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่ที่น่าอายคือการหลอกผู้ติดตามให้คิดว่าพวกเขาก็หุ่นแบบคุณได้ แค่กินและออกกำลังกายตามคุณ มันน่าผิดหวังจริงๆ” (Yahoo Lifestyle)

เพื่อตอบโต้กระแสดังกล่าว อินฟลูเอนเซอร์คนดังกล่าวได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจหากการกระทำของเธอทำให้ใครเข้าใจผิดว่าเป็นการหลอกลวง พร้อมเสนอคืนเงินให้ลูกค้าที่ซื้อคอร์สในช่วงที่เธอใช้ยาโดยไม่ได้เปิดเผย เธอยืนกรานว่าไม่เคยมีเจตนาทำให้เข้าใจผิด และย้ำว่ายังคงสนับสนุนการนับสารอาหารหลักและการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในฐานะหัวใจสำคัญของแนวทางที่เธอเชื่อมั่น

ประเด็นร้อนนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ที่ทั้งผู้บริโภคและคนทำคอนเทนต์สายสุขภาพในไทยกำลังเผชิญอยู่ ในประเทศไทย จุดตัดระหว่างโซเชียลมีเดีย การค้า และคำแนะนำด้านสุขภาพ กำลังกลายเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องจับตามอง การรับเอาเทรนด์จากต่างประเทศมาปรับใช้อย่างรวดเร็ว เช่น การใช้ยา GLP-1 เพื่อลดน้ำหนัก เกิดขึ้นพร้อมๆ กับค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก และปัญหาอัตราโรคอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้น (WHO Thailand) ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในประเทศ อย่างเช่น บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของการใช้ยาด้วยตัวเอง หรือการหายาตามใบสั่งแพทย์ผ่านช่องทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้ทั้งในหมู่คนดังและคนทั่วไปที่ต้องการเห็นผลเร็ว (Thai PBS World)

การแพร่หลายของยากลุ่ม GLP-1 ในไทยได้ก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ การประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ชี้ให้เห็นว่ามีการสั่งจ่ายยานอกข้อบ่งชี้ (off-label) เพิ่มขึ้นทุกปีนับตั้งแต่ปี 2565 โดยคลินิกเอกชนมักทำการตลาดขายยาเหล่านี้โดยตรงกับผู้บริโภคผ่านโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์และคนดังระดับไมโครในไทยบางรายก็แอบโปรโมทการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสายฟ้าแลบ ซึ่งยิ่งโหมกระพือความคาดหวังที่ไม่สมจริงในหมู่ผู้ติดตาม นักโภชนาการท่านหนึ่งซึ่งสังกัดโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ กล่าวว่า “แรงกดดันที่ต้องทำตามเส้นทางการลดน้ำหนักของคนดัง ทำให้คนไทยทั่วไปตกอยู่ในความเสี่ยงจากข้อมูลผิดๆ และทางลัดที่ทั้งแพงและบางครั้งก็อันตราย ยา GLP-1 ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน และการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสมเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง”

ข้อถกเถียงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทการพูดคุยทางวัฒนธรรมไทยที่มีมานานเกี่ยวกับภาพลักษณ์ร่างกาย มาตรฐานความงาม และมิติทางศีลธรรมของเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี แม้หลักพุทธศาสนาจะ đề cao มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) แต่กระแสความต้องการเปลี่ยนรูปร่างอย่างรวดเร็วกลับทวีความรุนแรงขึ้นจากการเติบโตของการค้าบนโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์ด้านสุขภาพสามารถทำให้เส้นแบ่งระหว่างเรื่องเล่าส่วนตัว การโฆษณา และการให้คำแนะนำด้านสุขภาพพร่าเลือน ซึ่งอาจกัดกร่อนความไว้วางใจของผู้บริโภคได้

ในระดับโลก หน่วยงานด้านสุขภาพได้เริ่มตอบสนองต่อการสั่งจ่ายยา GLP-1 ที่พุ่งสูงขึ้น องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) และสถาบันเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแลแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NICE) ได้ออกแนวทางปฏิบัติที่เน้นย้ำว่ายาที่ออกฤทธิ์ต่อตัวรับ GLP-1 มีไว้สำหรับผู้ที่มีภาวะทางการแพทย์ที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น และต้องสั่งจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พร้อมการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง (FDA)

มองไปข้างหน้า หน่วยงานกำกับดูแลของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในการปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับการรับรองผลิตภัณฑ์สุขภาพออนไลน์ การสร้างความชัดเจนในการเปิดเผยข้อมูลสำหรับการค้าของอินฟลูเอนเซอร์ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างมีความรับผิดชอบ ภาคประชาสังคมและองค์กรวิชาชีพ เช่น แพทยสภา ได้เรียกร้องให้มีการพัฒนาความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และส่งเสริมความร่วมมือที่โปร่งใสระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและอินฟลูเอนเซอร์

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้ใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วนในการเสพคอนเทนต์สุขภาพและความงามออนไลน์ ก่อนจะตัดสินใจซื้อแผนการควบคุมอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อินฟลูเอนเซอร์โปรโมท จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขาย ตรวจสอบคำกล่าวอ้างต่างๆ อย่างละเอียด และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพเกี่ยวกับความปลอดภัยและความเหมาะสมของการใช้ยา ดังที่นักกำหนดอาหารท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลใหญ่ในกรุงเทพฯ ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า “ไม่มีทางลัดสู่สุขภาพที่ยั่งยืน การลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนต้องอยู่บนพื้นฐานของอาหารที่สมดุล การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการดูแลทางการแพทย์ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่ความลับหรือกระแสแฟชั่นตามโลกออนไลน์”

สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการจัดการน้ำหนักอย่างถูกวิธี ขั้นตอนที่ควรทำคือปรึกษานักกำหนดอาหารวิชาชีพหรือแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเฉพาะบุคคล ลองมองหาโครงการส่งเสริมสุขภาพที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น โครงการจัดการน้ำหนักในชุมชนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหากพบเห็นโฆษณาที่ดูเกินจริงหรือน่าสงสัย ควรรายงานไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพราะดังที่เรื่องราวนี้ตอกย้ำให้เราเห็น จุดบรรจบของการค้าและเนื้อหาด้านสุขภาพออนไลน์นั้น ต้องการความรอบคอบ ความโปร่งใส และความมุ่งมั่นต่อสุขภาวะที่ดีของส่วนรวมอย่างแท้จริง

แหล่งข้อมูล: Yahoo Lifestyle, Nature Medicine, WHO Thailand, Thai PBS World, FDA - Semaglutide Safety