มีงานวิจัยชิ้นใหม่เผยว่า การตั้งเป้าหมายเดินให้ได้จำนวนก้าวในแต่ละวัน อาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ ที่สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวได้อย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับคนไทยที่กำลังมองหาวิธีป้องกันโรคเรื้อรังแบบง่ายๆ ที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงมาก งานวิจัยนี้ยิ่งตอกย้ำถึงพลังของการทำให้การเดินเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นแนวทางป้องกันโรคที่ใครๆ ก็ทำได้จริง

ในช่วงหลายปีมานี้ มะเร็งได้กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย เช่นเดียวกับประชากรทั่วโลก อัตราการเกิดมะเร็งชนิดต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ที่คนส่วนใหญ่ทำได้ อย่างการออกกำลังกาย จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบสาธารณสุข จากข้อมูลงานวิจัยที่สรุปไว้ใน นิตยสาร Prevention นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า การเดินให้ได้ราว 10,000 ก้าวต่อวัน มีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งทุกชนิดอย่างเห็นได้ชัด ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับคำแนะนำยอดฮิตเรื่องเป้าหมาย “10,000 ก้าว” ที่ได้ยินกันมานาน เพียงแต่งานวิจัยล่าสุดนี้ได้นำเสนอหลักฐานทางระบาดวิทยาที่หนักแน่นยิ่งขึ้นมาสนับสนุนคำแนะนำดังกล่าว

งานวิจัยชิ้นนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกายแบบสวมใส่ที่เก็บรวบรวมมานานหลายปี โดยติดตามผู้เข้าร่วมวิจัยหลายพันคนและบันทึกข้อมูลการตรวจพบมะเร็ง พบว่ากลุ่มคนที่มีจำนวนก้าวเดินเฉลี่ยต่อวันสูงกว่า โดยเฉพาะคนที่เดินถึงหรือเกิน 10,000 ก้าว มีความเสี่ยงโดยรวมในการเป็นมะเร็งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่ง ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ความเชื่อมโยงนี้ยังคงปรากฏชัดเจนแม้จะควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบ เช่น อายุ เพศ ประวัติสุขภาพเดิม และน้ำหนักตัวแล้วก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะเร็งชนิดที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ดูจะมีความสัมพันธ์กับการออกกำลังกายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนที่สุด

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพต่างให้ความสำคัญกับผลการวิจัยนี้ นักวิจัยอาวุโสท่านหนึ่งที่ร่วมในงานวิจัยกล่าวว่า “ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะการเดิน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในการป้องกันมะเร็ง” ข้อค้นพบนี้สอดรับกับคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุขระดับโลก รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เน้นย้ำมาตลอดว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันมะเร็ง และยังไปในทิศทางเดียวกับคำแนะนำเดิมของกระทรวงสาธารณสุขของไทยที่แนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (ข้อมูลจาก WHO)

สำหรับสังคมไทย ซึ่งการขยายตัวของเมืองส่งผลให้ผู้คนมีพฤติกรรมการทำงานและการใช้ชีวิตที่เนือยนิ่งมากขึ้น ข้อค้นพบนี้อาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการออกแบบผังเมืองและชุมชนที่เอื้อต่อการเดินเท้า และลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เช่น ผู้แทนจากกรมควบคุมโรค ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องการเดินทางแบบแอคทีฟ (active commuting) มาอย่างต่อเนื่อง โดยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต “การเดินไม่เพียงแค่ง่ายและไม่ต้องเสียเงิน แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด” เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ก่อนหน้านี้

ในอดีต คนไทยจำนวนมากมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับการเดินอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปวัดทำบุญ หรือการเดินจับจ่ายซื้อของในตลาดที่คึกคัก อย่างไรก็ตาม ในเขตเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ปัญหาเรื่องความปลอดภัย มลพิษทางอากาศ และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้ออำนวย มักเป็นอุปสรรคสำคัญ ทางเท้าที่ไม่เรียบ มีสิ่งกีดขวาง หรือบางครั้งก็ไม่มีทางเท้า รวมถึงคุณภาพอากาศที่มักจะเกินค่ามาตรฐานอยู่บ่อยครั้ง ความพยายามในการส่งเสริมย่านที่เดินได้สะดวกและเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะมีมาอย่างต่อเนื่อง แต่งานวิจัยชิ้นนี้ยิ่งเป็นเหมือนแรงหนุนให้ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น

ในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ (wearable devices) มีราคาที่เข้าถึงง่ายและแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย ผู้คนก็จะสามารถติดตามจำนวนก้าวในแต่ละวันและระดับกิจกรรมทางกายของตนเองได้ดียิ่งขึ้น โครงการรณรงค์ด้านสุขภาพต่างๆ เช่น การจัดการแข่งขันนับก้าวในโรงเรียนและที่ทำงาน อาจถูกนำมาปรับใช้เพื่อกระตุ้นให้คนกลุ่มต่างๆ หันมาใส่ใจการเดินมากขึ้น ขณะเดียวกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับคนเดินเท้าให้ดีขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพนี้ หากมีงานศึกษาในอนาคตที่ยืนยันผลการวิจัยนี้ในบริบทของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยก็อาจจะได้เห็นการเดินกลายเป็นส่วนสำคัญยิ่งขึ้นของยุทธศาสตร์การป้องกันมะเร็งแห่งชาติ

สรุปง่ายๆ ก็คือ สำหรับใครก็ตามในประเทศไทยที่อยากลดความเสี่ยงมะเร็ง คำแนะนำนั้นง่ายมาก ทำได้จริง และอยู่ใกล้แค่เอื้อม นั่นคือ: พยายามเดินให้มากขึ้นในแต่ละวัน โดยตั้งเป้าหมายไว้อย่างน้อย 10,000 ก้าว ถ้าทำได้ แม้จะไม่ใช่หลักประกันว่าจะไม่เป็นโรคร้าย แต่ก็นับเป็นก้าวที่สำคัญ (ทั้งตามความหมายตรงตัวและเชิงเปรียบเทียบ) สู่อนาคตที่มีสุขภาพดีขึ้น ลองแทรกการเดินเข้าไปในกิจวัตรประจำวันของคุณดูสิครับ เช่น การเลือกใช้บันไดแทนลิฟต์ การจอดรถให้ไกลขึ้นอีกนิด หรือการหาเวลาไปเดินเล่นในสวนสาธารณะสวยๆ ที่มีอยู่มากมายในบ้านเรา

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งและประโยชน์ของการเดินเป็นประจำ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่ นิตยสาร Prevention และดูคำแนะนำจากนานาชาติได้จาก องค์การอนามัยโลก ส่วนคำแนะนำและข่าวสารด้านสุขภาพในประเทศไทย สามารถติดตามได้ที่ เว็บไซต์กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข