ชาเลนจ์ออกกำลังกายง่ายๆ แค่วิดพื้นท่ามาตรฐาน 11 ครั้ง กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่พูดถึงกันสนั่นโลกออนไลน์และพอดแคสต์ดังๆ ทำให้หลายคนสงสัยว่ามันมีประโยชน์ต่อสุขภาพและช่วยให้อายุยืนยาวจริงตามหลักวิทยาศาสตร์หรือไม่ กระแสนี้จุดติดขึ้นล่าสุดหลังจากศัลยแพทย์กระดูกชาวอเมริกันไปออกรายการ Mel Robbins Podcast แล้วมีคนเอาไปพูดต่อใน TikTok พร้อมประกาศว่า “ผู้หญิงทุกคนควรวิดพื้นให้ได้ 11 ครั้ง” — แถมยังบอกด้วยว่าท่าวิดพื้นแบบง่ายสำหรับผู้หญิง (ที่เรียกกันว่า girl push-ups) นั้นไม่นับ ขณะที่ชาเลนจ์นี้กำลังได้รับความสนใจในโซเชียลมีเดียของไทย ผู้เชี่ยวชาญก็ออกมาเตือนว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปเรื่องวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการวิดพื้น ฟิตเนส และสุขภาพ แบบง่ายๆ เกินไป
ความนิยมของชาเลนจ์ออกกำลังกายออนไลน์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เกณฑ์วิดพื้น 11 ครั้งนี้กลับสร้างความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่ชาวเน็ต ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนส และบุคลากรทางการแพทย์ ประเทศไทยซึ่งมีกลุ่มคนรักสุขภาพที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมีแคมเปญจากภาครัฐที่ส่งเสริมการออกกำลังกาย ก็คุ้นเคยกับเทรนด์ทำนองนี้ดี อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในมุมความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้านพลศึกษา บทบาททางเพศในวงการกีฬา และวิถีชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ ที่พบได้ทั่วไป การทำความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำแนะนำนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้อ่านชาวไทย
ที่มาของคำแนะนำ “วิดพื้น 11 ครั้ง” ดูเหมือนจะมาจากการหยิบเอาผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาผสมกับสาระสุขภาพที่คนนิยมพูดถึงกัน งานวิจัยชิ้นสำคัญเมื่อปี 2019 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการวิดพื้นกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) ในอนาคต โดยศึกษาในกลุ่มนักดับเพลิงชายกว่า 1,100 คน อายุระหว่าง 21-66 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้ชายที่ค่อนข้างแข็งแรงและกระฉับกระเฉงอยู่แล้ว งานวิจัยพบว่าผู้ที่วิดพื้นได้มากกว่า 40 ครั้ง มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรค CVD ร้ายแรงต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 10 ปี แม้แต่คนที่ทำได้เพียง 11 ครั้งขึ้นไป ก็ยังมีความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่สามารถทำถึงเกณฑ์นั้น แต่สิ่งสำคัญคือ ผู้วิจัยย้ำว่าผลการศึกษานี้อาจไม่สามารถนำไปใช้กับผู้หญิง ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มประชากรที่เคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่าได้โดยตรง “การศึกษานี้ทำในผู้ชายเท่านั้น และเป็นกลุ่มที่มีสมรรถภาพทางกายค่อนข้างดีอยู่แล้วตั้งแต่แรก” หนึ่งในนักวิจัยทางการแพทย์ระบุไว้ในส่วนอภิปรายผลของงานวิจัย (JAMA Network Open, 2019)
แม้จะมีข้อจำกัดชัดเจนเรื่องเพศและระดับความฟิต แต่ข้อความ “วิดพื้น 11 ครั้ง” ก็กลายเป็นไวรัลหลังจากถูกนำไปแชร์ต่อโดยอินฟลูเอนเซอร์สายพอดแคสต์และโซเชียลมีเดีย (Vox article) แล้วยิ่งถูกขยายความโดยแขกรับเชิญอย่างศัลยแพทย์กระดูกคนที่เป็นต้นคิดวลีฮิตนี้ เทรนด์ไวรัลบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยผู้ใช้งานทั่วไป หรือแม้แต่นักกีฬา ต่างก็ออกมาลองทดสอบความสามารถของตัวเอง (Bustle, 2025) ในประเทศไทย ก็มีชาเลนจ์คล้ายๆ กันปรากฏบน Facebook, Instagram และเว็บบอร์ดฟิตเนสต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แนะนำว่าควรใช้วิจารณญาณ ตามบทความของ Harvard Health หลักฐานชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงโดยรวมระหว่างความทนทานของกล้ามเนื้อส่วนบน ซึ่งวัดผลจากการวิดพื้น กับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดในผู้ชาย แต่ถึงกระนั้น ผลวิจัยเหล่านี้ไม่ได้กำหนดตัวเลขวิเศษของการวิดพื้นสำหรับทุกคน และไม่มีข้อพิสูจน์โดยตรงว่าการวิดพื้น 11 ครั้งต่อวันจะช่วยส่งเสริมสุขภาพได้เป็นพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อธิบายว่า “สมรรถภาพร่างกายของแต่ละคนต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ น้ำหนักตัว และสุขภาพเดิม สิ่งสำคัญกว่าคือการค่อยๆ พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และผสมผสานการออกกำลังกายหลายๆ แบบ โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุหรือคนที่มีปัญหาเรื่องข้ออยู่แล้ว”
ประเด็นเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้านพลศึกษาและทัศนคติต่อการออกกำลังกายในไทยก็น่าสนใจ แม้หลักสูตรการศึกษาไทยแบบเดิมจะส่งเสริมการออกกำลังกาย แต่การทดสอบสมรรถภาพแบบมาตรฐานที่ใช้ในกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งมีเกณฑ์บังคับเรื่องการวิดพื้นและซิทอัพอย่างเข้มงวด (Wikipedia: Push-up fitness test) ก็อาจไม่ได้สอดคล้องกับมาตรฐานในโรงเรียนไทยทั่วไปเสียทีเดียว ในทางปฏิบัติ มีรายงานว่าคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตเมือง ไม่ได้ออกกำลังกายเพียงพอในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้อัตราโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มสูงขึ้น (WHO Thailand NCD profile) โฆษกจากหน่วยงานส่งเสริมสุขภาพแห่งหนึ่งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขให้ความเห็นว่า “เทรนด์อย่างการวิดพื้น 11 ครั้ง อาจสร้างแรงบันดาลใจให้คนบางกลุ่ม แต่ก็อาจทำให้คนอื่นที่รู้สึกว่าทำไม่ได้ ท้อใจไปเลย เราเน้นส่งเสริมให้คนมีกิจกรรมทางกายตลอดชีวิตและเข้าถึงได้ทุกคน มากกว่าจะยึดติดกับเกณฑ์ตัวเลขที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ ซึ่งอาจกีดกันคนที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวหรือมีรูปร่างที่แตกต่างกัน”
สำหรับคนส่วนใหญ่ รวมถึงผู้อ่านชาวไทย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มองว่าการวิดพื้นเป็นเพียงหนึ่งในหลายวิธีที่จะใช้วัดและปรับปรุงความแข็งแรงและสมรรถภาพโดยรวม ตัวอย่างเช่น แคมเปญล่าสุดของ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) สนับสนุนให้ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งอาจรวมถึงการเดินเร็ว รำไทย มวยไทย ว่ายน้ำ หรือแอโรบิกที่บ้าน ไม่ใช่แค่วิดพื้นอย่างเดียว นักกายภาพบำบัดชาวไทยที่มีประสบการณ์ด้านการฟื้นฟูเสริมว่า: “คนที่เพิ่งเริ่มต้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือคนที่มีอาการปวดข้อ อาจเริ่มด้วยการวิดพื้นกับกำแพง หรือท่าดัดแปลงอื่นๆ เพื่อสร้างความแข็งแรงอย่างปลอดภัย หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การทำตามตัวเลขที่กำหนดเป๊ะๆ แต่อยู่ที่การเห็นพัฒนาการในความสามารถของตัวเองเมื่อเวลาผ่านไป”
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัดหลายท่านที่ให้สัมภาษณ์ ต่างเน้นย้ำถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการยึดติดกับเป้าหมายรายวันเพียงอย่างเดียว สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับการฝึกความแข็งแรง การทำท่าที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้บาดเจ็บที่ข้อมือ ไหล่ หรือหลังส่วนล่างได้ (Women’s Health, 2025) นอกจากนี้ หลักฐานยังชี้ว่าประโยชน์ของการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านนั้น ขึ้นอยู่กับการค่อยๆ เพิ่มความหนัก การพักผ่อนที่เพียงพอ และการผสมผสานกิจกรรมที่บริหารกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ (PubMed) แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่การวิดพื้น 11 ครั้ง ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ไทยแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสหรือนักกายภาพบำบัดเมื่อคิดจะเริ่มโปรแกรมฝึกความแข็งแรงใหม่ๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของไทย
ในอดีต คนไทยมีกิจกรรมทางกายหลากหลายรูปแบบที่เป็นทั้งประเพณีและส่งเสริมสุขภาพในชุมชน ตั้งแต่ตะกร้อและมวยไทย ไปจนถึงการเต้นแอโรบิกรวมกลุ่มในสวนสาธารณะ ท่ามกลางความเป็นเมืองของกรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ กิจกรรมออกกำลังกายในลักษณะนี้เปิดโอกาสให้คนต่างวัยได้ทำกิจกรรมร่วมกันและลดกำแพงในการเข้าร่วม ในชนบท การทำงานที่ต้องใช้แรงกายในชีวิตประจำวันก็ถือเป็นการฝึกความแข็งแรงไปในตัว แต่เมื่อวิถีชีวิตทันสมัยขึ้น แคมเปญรณรงค์ต่างๆ จึงหันมาเน้นย้ำความสำคัญของการออกกำลังกายที่เป็นแบบแผนและสม่ำเสมอมากขึ้น
แล้วประเด็น “วิดพื้น 11 ครั้ง” จะเป็นอย่างไรต่อไป? ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาและสาธารณสุขคาดว่าเทรนด์ไวรัลจะยังคงมีบทบาทในการสร้างแรงจูงใจต่อไป แต่ก็ย้ำว่าต้องมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่ปลอดภัยและปรับเปลี่ยนได้ควบคู่ไปกับชาเลนจ์ต่างๆ ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับใช้เทรนด์ระดับโลกให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผ่านโครงการสุขภาพในโรงเรียน โครงการส่งเสริมสุขภาพในที่ทำงาน หรือชมรมออกกำลังกายผู้สูงอายุในชุมชน ความท้าทายสำหรับผู้กำหนดนโยบายคือการนำพลังความสนใจของสาธารณชนไปสู่เป้าหมายด้านสุขภาพที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เหมาะสมกับวัฒนธรรม และทำได้จริง แทนที่จะเป็นข้อกำหนดง่ายๆ แบบ “สูตรสำเร็จเดียวใช้ได้กับทุกคน” (one size fits all)
หากคุณเป็นผู้อ่านชาวไทยที่กำลังคิดจะลองทำชาเลนจ์วิดพื้น นี่คือขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำได้: เริ่มจากการประเมินความแข็งแรงของร่างกายส่วนบนของคุณในตอนนี้ก่อน หากยังไม่สามารถวิดพื้นเต็มรูปแบบได้อย่างปลอดภัย ให้ลองเริ่มด้วยการวิดพื้นแบบเอียงตัวพิงกำแพง หรือโต๊ะที่มั่นคงแข็งแรง ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เพิ่มจำนวนครั้งเมื่อรู้สึกแข็งแรงขึ้น ผสมผสานการฝึกนี้เข้ากับการเคลื่อนไหวรูปแบบอื่นที่คุณชอบ เช่น ปั่นจักรยาน เดิน หรือรำไทย ที่สำคัญที่สุด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหากคุณมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ปวดเรื้อรัง หรือเพิ่งกลับมาออกกำลังกายครั้งแรกหลังจากหยุดไปนาน จำไว้ว่าเป้าหมายคือการมีสุขภาพแข็งแรงและเคลื่อนไหวร่างกายได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่การทำตามเป้าหมายที่เป็นกระแสไวรัล
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- บทความต้นฉบับจาก Vox
- JAMA Network Open: ความสามารถในการวิดพื้นกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต
- Harvard Health: วิดพื้นได้มากขึ้นอาจหมายถึงความเสี่ยงต่อปัญหาหัวใจน้อยลง
- Wikipedia: การทดสอบสมรรถภาพด้วยการวิดพื้น
- Women’s Health: ผู้หญิงควรวิดพื้นกี่ครั้ง?
- WHO Thailand NCD country profile
- PubMed: การทดสอบวิดพื้นและความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด