งานวิจัยชิ้นใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ชี้เบาะแสว่า สารพิษจากแบคทีเรียชื่อ “โคลิแบกติน” (colibactin) ที่สร้างโดยเชื้อ Escherichia coli (อีโคไล) บางสายพันธุ์ อาจเป็นตัวการสำคัญเบื้องหลังการป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ปัจจุบัน การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้มีอายุต่ำกว่า 50 ปี เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างเร่งหาสาเหตุของแนวโน้มที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้นี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมไทยเช่นกัน สะท้อนจากอัตราผู้ป่วยในประเทศที่สูงขึ้นและความกังวลในหมู่ประชาชนที่เพิ่มตาม

การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 50 ปีทั่วโลก หรือที่เรียกว่า “การเกิดโรคในคนอายุน้อย” (early onset) กำลังสร้างความกังวลอย่างยิ่งให้กับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ในสหราชอาณาจักร จำนวนผู้ป่วยกลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้นกว่า 20% ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็พบแนวโน้มคล้ายคลึงกันในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย แต่เดิมนั้น มะเร็งชนิดนี้มักถูกมองว่าเชื่อมโยงกับอายุที่มากขึ้น ประวัติคนในครอบครัว และปัจจัยด้านวิถีชีวิต เช่น โรคอ้วน การดื่มแอลกอฮอล์จัด และการกินอาหารไขมันสูง แต่ทุกวันนี้กลับพบผู้ป่วยอายุน้อยจำนวนมากที่ไม่เข้าข่ายปัจจัยเสี่ยงแบบเดิมๆ เหล่านี้ (The Telegraph)

ก่อนหน้านี้ การศึกษาส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่สาเหตุด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยนำโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ร่วมกับนักวิจัยนานาชาติ ได้ชี้ว่า “โคลิแบกติน” ซึ่งเป็นสารพิษทำลายดีเอ็นเอ ที่สร้างโดยเชื้ออีโคไลสายพันธุ์เฉพาะ อาจเป็นตัวการสำคัญ เชื้ออีโคไลเป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในลำไส้ของมนุษย์ ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายและบางครั้งก็มีประโยชน์ แต่สายพันธุ์ที่มี “pks+” จะมียีนที่ใช้ผลิตโคลิแบกติน

หัวหน้าแผนกพันธุศาสตร์แห่งหน่วยงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ อธิบายถึงงานวิจัยนี้ว่า โคลิแบกติน “น่าจะเป็นกลไกป้องกันตัว” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธที่แบคทีเรียใช้เพื่อแย่งชิงพื้นที่กับจุลินทรีย์อื่นๆ แต่กลไกป้องกันนี้กลับส่งผลร้ายต่อมนุษย์ เพราะโคลิแบกตินสามารถโจมตีดีเอ็นเอในเซลล์บุผนังลำไส้โดยตรง ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรคมะเร็ง

หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญจากการศึกษาล่าสุดคือ พบ “ลายเซ็น” ทางพันธุกรรม อันเป็นร่องรอยความเสียหายต่อดีเอ็นเอที่เกิดจากโคลิแบกติน บ่อยกว่าถึง 3.3 เท่าในผู้ป่วยที่เริ่มเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 40 ปี เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยหลังอายุ 70 ปี หัวหน้ากลุ่มวิจัยห้องปฏิบัติการเซลล์ต้นกำเนิดและชีววิทยามะเร็ง สถาบันฟรานซิส คริก กล่าวว่า “สิ่งนี้ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการได้รับโคลิแบกตินกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนอายุน้อย” นักวิจัยที่มีชื่อเสียงอีกท่าน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิวัฒนาการและมะเร็ง สถาบันวิจัยมะเร็ง กล่าวว่าความเชื่อมโยงนี้ “ชัดเจน” แต่ยังคงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยระบุว่าโคลิแบกตินเป็น “ผู้ต้องสงสัยที่มีความเป็นไปได้สูง” และจำเป็นต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าเป็นสาเหตุที่แท้จริง

คำถามที่ว่าผู้คน โดยเฉพาะเด็กๆ ได้รับเชื้ออีโคไลสายพันธุ์อันตรายเหล่านี้ได้อย่างไร ยังคงเป็นปริศนา ผู้ร่วมวิจัยด้านพันธุศาสตร์มะเร็ง โครงการ Cancer Grand Challenges ของ Cancer Research UK ชี้ว่า “หากการกลายพันธุ์เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของชีวิต นั่นอาจบ่งชี้ถึงการได้รับเชื้อในช่วงคลอดและหย่านม” ปัจจุบัน งานวิจัยกำลังมุ่งเน้นไปที่ความเป็นไปได้ของการได้รับเชื้อจากอาหารที่ปนเปื้อน น้ำที่ไม่สะอาด หรือแม้กระทั่งโพรไบโอติกส์บางชนิด ซึ่งอาจใช้แบคทีเรียที่ผลิตโคลิแบกตินโดยไม่รู้ตัว

ในประเทศไทย ซึ่งความปลอดภัยด้านอาหารเป็นประเด็นที่น่ากังวลอยู่เสมอ และโรคที่เกิดจากน้ำยังคงพบได้ในบางชุมชน ข้อค้นพบเหล่านี้จึงอาจมีความสำคัญเป็นพิเศษ แม้จะยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์ของไทยหรือรูปแบบการบริโภคอาหารของคนไทยกับการได้รับโคลิแบกตินโดยตรง แต่สุขอนามัยด้านอาหารและการเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัยยังคงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในด้านสาธารณสุข (องค์การอนามัยโลก) การปนเปื้อนของเชื้ออีโคไล “ชนิดร้าย” ในอาหารดิบหรือปรุงไม่สุกเป็นความเสี่ยงที่ทราบกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารพื้นบ้านบางชนิดที่มีส่วนประกอบของเนื้อดิบ ปลา ดิบ หรือนมที่ไม่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรส์

ณ ปัจจุบัน ยังเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลทั่วไปจะตรวจหาแบคทีเรียที่ผลิตโคลิแบกตินในลำไส้ของตนเองได้นอกห้องปฏิบัติการวิจัย และยังไม่มีการตรวจคัดกรองการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอที่เกี่ยวข้องกับโคลิแบกตินเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ห้องปฏิบัติการต่างๆ กำลังเริ่มพัฒนาชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่วิเคราะห์จากตัวอย่างอุจจาระ ซึ่งอาจพลิกโฉมวิธีการประเมินความเสี่ยงในอนาคตได้

ในระหว่างนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า มาตรการที่ปฏิบัติได้จริงยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ หนึ่งในนั้นคือการเพิ่มการบริโภคใยอาหาร ด้วยการกินผัก ผลไม้ พืชตระกูลถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสีให้มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากการศึกษาทั่วโลก อาหารเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเร่งให้กากอาหารเคลื่อนผ่านระบบย่อยอาหารเร็วขึ้น (ซึ่งช่วยลดเวลาที่ผนังลำไส้สัมผัสกับสารพิษที่อาจเกิดขึ้น) แต่ยังส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในลำไส้ชนิดดี ที่เปลี่ยนใยอาหารให้เป็น “บิวทิเรต” (butyrate) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีประโยชน์ ช่วยปกป้องเซลล์ลำไส้ไม่ให้พัฒนาไปเป็นเนื้องอก (Cancer Research UK)

ลักษณะการบริโภคอาหารของคนไทย ซึ่งแต่เดิมมักประกอบด้วยผัก ข้าว และผลิตภัณฑ์หมักดองจำนวนมาก อาจมีส่วนช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของสังคมเมืองและการรับเอาวัฒนธรรมการกินแบบตะวันตกเข้ามามากขึ้น ซึ่งเน้นการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูปมากขึ้น และลดการบริโภคอาหารแบบดั้งเดิมที่อุดมด้วยใยอาหารลง กำลังเป็นภัยคุกคามต่อข้อได้เปรียบเหล่านี้ จากข้อมูลการเฝ้าระวังทางโภชนาการโดยกระทรวงสาธารณสุข พบว่าการบริโภคใยอาหารในกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี การจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันเช่นกัน ความสำคัญของการสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ ได้รับการย้ำเตือนจากผู้เกี่ยวข้องในหลายประเทศ สัญญาณเตือนต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของลักษณะการขับถ่ายที่ไม่ทราบสาเหตุ ท้องเสียหรือท้องผูกเรื้อรัง อาการปวดท้อง หรือมีเลือดปนในอุจจาระ ควรต้องรีบไปพบแพทย์ทันที หัวหน้าฝ่ายป้องกันมะเร็ง องค์กร Bowel Cancer UK เน้นย้ำว่า “ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ หากสังเกตเห็นสิ่งใดที่ผิดปกติไปจากเดิมสำหรับคุณ อย่าละเลย ให้ปรึกษาแพทย์ ในกรณีส่วนใหญ่ มันอาจจะไม่ใช่มะเร็ง แต่ถ้าใช่ การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง”

ในประเทศไทย การรณรงค์ให้ความรู้โดยกรมควบคุมโรคเน้นย้ำเรื่องการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ อยู่เสมอ แต่ก็ยังคงมีช่องว่างในการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชากรที่อยู่นอกกลุ่มอายุเป้าหมายของการคัดกรองอย่างเป็นทางการ โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเริ่มให้บริการชุดตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT) ที่บ้านสำหรับผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาวที่มีอาการผิดปกติเรื้อรัง แต่ค่าใช้จ่ายและความเชื่อทางสังคม (การพูดคุยเรื่องการขับถ่ายยังถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดถึงนัก) ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย

ในอดีต มุมมองของสังคมไทยเกี่ยวกับความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่มักให้ความสำคัญกับปัจจัยทางพันธุกรรมและวิถีชีวิตเป็นหลัก โดยสาธารณชนให้ความสนใจกับจุลินทรีย์ในลำไส้ค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยด้านไมโครไบโอมในประเทศไทย เช่น งานวิจัยที่ดำเนินการโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านจีโนมิกส์ของจุลินทรีย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังมีความก้าวหน้ามากขึ้น โครงการริเริ่มล่าสุดได้เริ่มทำการสำรวจรูปแบบแบคทีเรียโดยทั่วไปของคนไทยในภูมิภาคต่างๆ และสำรวจความเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรัง รวมถึงมะเร็ง (แหล่งข่าว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

เมื่อมองไปข้างหน้า ผลกระทบจากการค้นพบโคลิแบกตินนั้นมีนัยสำคัญ การวิจัยเพิ่มเติมอาจช่วยให้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่าการแทรกแซงต่างๆ ตั้งแต่การใช้โพรไบโอติกส์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ไปจนถึงการปรับปรุงสุขอนามัยและการเฝ้าระวังในห่วงโซ่อาหาร จะสามารถลดความเสี่ยงจากแบคทีเรียเหล่านี้ได้หรือไม่ ดังที่ผู้อำนวยการศูนย์วิวัฒนาการและมะเร็งตั้งข้อสังเกตว่า “เรายังไม่มีวิธีการรักษา หรือยังไม่ทราบว่าการกำจัดเชื้อเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่ หรือแม้กระทั่งอาจมีผลกระทบอื่นๆ ที่ไม่ได้คาดการณ์ตามมา” ความระมัดระวังนี้เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากสมดุลอันละเอียดอ่อนของระบบนิเวศจุลินทรีย์ในร่างกายมนุษย์หมายความว่าการแทรกแซงใดๆ ต้องได้รับการประเมินอย่างรอบคอบทั้งประโยชน์และความเสี่ยง

สำหรับประเทศไทย ข้อความที่ชัดเจนในทางปฏิบัติคือ ในขณะที่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนอายุน้อยได้ลึกซึ้งขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขอแนะนำให้ประชาชน:

  • เพิ่มใยอาหารด้วยการบริโภคผัก ถั่ว ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสีให้มากขึ้น สอดคล้องกับโครงการรณรงค์อย่างต่อเนื่องของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • ปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเมื่อเตรียมอาหารดิบหรือบริโภคอาหารริมทาง การล้างมือ การใช้น้ำสะอาด และการปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงเป็นขั้นตอนพื้นฐานแต่สำคัญยิ่ง
  • สังเกตและตอบสนองต่ออาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารที่น่ากังวล ไม่ว่าอายุเท่าใดก็ตาม โดยไปพบแพทย์ทันที
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปและเนื้อสัตว์แปรรูป

ในขณะที่หลักฐานเกี่ยวกับบทบาทของโคลิแบกตินและสารพิษจากแบคทีเรียอื่นๆ ในมะเร็งลำไส้ใหญ่กำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ระบบสาธารณสุขและประชาชนชาวไทยจำเป็นต้องตื่นตัวและรับทราบข้อมูลอยู่เสมอ ด้วยการผสมผสานทางเลือกในการดำเนินชีวิตที่ชาญฉลาดเข้ากับมาตรการความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มแข็งและนโยบายที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ประเทศไทยจะสามารถปกป้องคนรุ่นต่อไปจากมะเร็งชนิดหนึ่งที่ป้องกันได้มากที่สุด และรักษาให้หายได้มากขึ้นเรื่อยๆ

แหล่งข้อมูล: