แสงตะวันสีทองอ่อน ๆ ทาบทาท้องฟ้าเหนือตลาดพรานกระต่ายในเช้าวันใหม่ กลิ่นข้าวสวยหอมกรุ่นที่ลอยมาจากครัวหลังบ้าน ผสานกับกลิ่นควันไฟจาง ๆ จากเตาถ่าน ยังคงเป็นภาพและกลิ่นที่คุ้นเคยฝังลึกในความทรงจำของธนิตย์ แม้ว่าวันนี้จะเป็นอีกวันหนึ่งที่เขาต้องออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เพื่อเดินทางไปยังโรงเรียนในตัวเมืองกำแพงเพชร ซึ่งห่างออกไปถึง ๒๔ กิโลเมตร
หลังเรียนจบชั้น ป.๗ จากโรงเรียนพรานกระต่าย ความรู้สึกกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเมื่อใกล้ถึงวันสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ (ม.ศ.๑) ที่โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ภาพโรงเรียนใหญ่โต เพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จัก และความกลัวว่าจะสอบไม่ติด วนเวียนอยู่ในความคิด กระทั่งถึงเวลาที่รถบัสโดยสารสายสุโขทัย-กำแพงเพชร เที่ยวเช้าของบริษัทถาวรฟาร์มแล่นมาจอดเทียบท่าหน้าบ้านอาในตลาดพรานกระต่าย ธนิตย์ก้าวขึ้นรถด้วยหัวใจที่เต้นเร็วกว่าหลาย ๆ วัน
เมื่อรถโดยสารพามาส่งถึงหน้าโรงเรียน ธนิตย์ลงจากรถด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ อาคารเรียนสีขาวเขียวสง่างาม สนามหญ้ากว้างขวาง และกลุ่มนักเรียนที่เดินขวักไขว่ไปมา สร้างความรู้สึกแปลกใหม่ให้กับเด็กบ้านนอกอย่างเขา ทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นป้ายประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าเรียน หัวใจที่เต้นแรงกลับเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม เมื่อพบชื่อ "ธนิตย์.." ปรากฏอยู่บนนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกยิ่งกว่าเดิม คือข้อความที่เขียนต่อท้ายประกาศนั้นว่า "ปีการศึกษา ๒๕๒๐ รับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ทุกคน" ราวกับยกภูเขาออกจากอก ธนิตย์ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางผู้คนที่ไม่คุ้นเคย เขารู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนเก่าเมื่อเหลือบไปเห็น "โจ๋" เพื่อนร่วมโรงเรียนพรานกระต่ายอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล
"เฮ้ย! โจ๋!" ธนิตย์ร้องทักด้วยความดีใจ โจ๋หันมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
"มึงมาเรียนที่นี่เหมือนกันเหรอวะ?" โจ๋ถามกลับด้วยน้ำเสียงยินดี
"เออ! นึกว่าจะมาคนเดียวซะแล้ว" ธนิตย์ตอบ พลางเดินเข้าไปหาเพื่อนเก่า
ทั้งสองยืนคุยกันด้วยความดีใจที่ได้มาเจอกันโดยบังเอิญในสถานที่ใหม่แห่งนี้ ความกังวลและความเหงาที่เคยมีเริ่มจางหายไปบ้างแล้ว การได้มีเพื่อนที่คุ้นเคยอยู่เคียงข้าง ทำให้การเริ่มต้นชีวิตในโรงเรียนใหม่ดูไม่น่าหวาดหวั่นมากนัก
ต่อมา ทั้งสองจึงได้รู้ว่า สาเหตุที่ปีนี้โรงเรียนรับนักเรียนทุกคนที่มาสมัคร ก็เนื่องมาจากโรงเรียนวัดคูยาง ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาชื่อดังในตัวเมือง ได้ขยายการสอนไปถึงระดับชั้นมัธยม ทำให้เด็กนักเรียนที่จบชั้น ป.๗ จากที่นั่นหลายคนเลือกจะเรียนต่อที่โรงเรียนเดิมของตนเองในชื่อใหม่ "โรงเรียนวัชรวิทยา"
“อาคารนารีวิทยา..” ชื่อที่ดูอ่อนหวานแต่กลับเป็นสถานที่ที่ธนิตย์ต้องมาเรียนรู้และเติบโตในชั้น ม.ศ.๑ ที่นี่เคยเป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัด ก่อนที่จะถูกรวมเข้ากับโรงเรียนชายล้วน "วัชรราษฎร์วิทยาลัย" กลายเป็นโรงเรียนสหศึกษา "กำแพงเพชรพิทยาคม" ที่รับนักเรียนทั้งหญิงและชาย
สำหรับเด็กชายจากโรงเรียนเล็ก ๆ ที่พรานกระต่าย โรงเรียนใหม่แห่งนี้เปรียบเสมือนโลกอีกใบหนึ่ง เพื่อนใหม่ ครูอาจารย์ที่ไม่คุ้นเคย และจำนวนนักเรียนที่มากมาย เพราะโรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ จำนวนนักเรียนก็มีถึงระดับชั้นละ ๑๐ ห้อง ทำให้ธนิตย์รู้สึกเหมือนเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่
มื้อเที่ยงวันแรก ธนิตย์นั่งกินข้าวกล่องที่แม่เตรียมมาให้ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ข้างสนามบาสเก็ตบอลของโรงเรียน แสงแดดยามเที่ยงส่องลอดใบไม้ลงมากระทบพื้นเป็นจุด ๆ กลุ่มเพื่อนใหม่ที่เริ่มทำความรู้จักกันจับกลุ่มคุยเสียงดังบ้าง หัวเราะคิกคักบ้าง ธนิตย์สังเกตเห็นรถเข็นขายน้ำหวานสีสันสดใสจอดอยู่ไม่ไกล พ่อค้ากำลังใช้กระบอกสูบอัดแก๊สโซดาลงในแก้วน้ำหวานหลากสี
"เฮ้ย นิตย์! นั่นน้ำอะไรวะ สีสวยเชียว" เสียง "ไอ้ทัศน์" เพื่อนใหม่ร่างเล็ก ผมสั้นเกรียน ถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ไม่รู้เหมือนกัน เพิ่งเคยเห็น" ธนิตย์ตอบ พลางมองตามสายตาของเพื่อน
"ไปลองกันไหม?" "นพ" เพื่อนอีกคน เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ทั้งสามเดินตรงไปยังรถเข็นขายน้ำหวาน ธนิตย์เลือกโค้กโซดาด้วยความอยากรู้อยากลอง พ่อค้ารับแก้วไป เติมน้ำหวานสีช้อคโกแล็ตเข้ม จากนั้นก็ใช้กระบอกสูบอัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปจนเกิดฟองฟู่ เสียงซ่าของโซดาเป็นสิ่งที่ธนิตย์ไม่เคยได้ยินและไม่เคยดื่มมาก่อน
เมื่อได้ลิ้มลองรสชาติหวานซ่าเย็นชื่นใจก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที มันเป็นรสชาติที่แปลกใหม่และน่าประทับใจ จนกลายเป็นเครื่องดื่มประจำในช่วงพักกลางวันของเขาและเพื่อน ๆ ในเวลาต่อมา ทุกครั้งหลังกินข้าวเสร็จ พวกเขาจะมารวมตัวกันสั่งน้ำหวานโซดาคนละแก้วสองแก้ว ดื่มพลางคุยเล่น หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

ชีวิตในโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมค่อย ๆ หล่อหลอมให้ธนิตย์เติบโตขึ้น จากเด็กชายขี้อายที่มาจากต่างอำเภอ กลายเป็นวัยรุ่นที่เริ่มปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้อย่างดี เขามีเพื่อนมากขึ้น ทั้งเพื่อนร่วมห้องและเพื่อนต่างห้อง ความสนุกสนานของการเรียนรู้ การทำกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียน ทำให้ ๕ ปี ในรั้วโรงเรียนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเข้าสู่ช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ชีวิตของธนิตย์เริ่มมีสีสันเข้มข้นขึ้น หากวันไหนตื่นสายจนพลาดรถโดยสารเที่ยวเช้า เขาและเพื่อน ๆ จะพากันขึ้นรถสองแถวสายพรานกระต่าย-กำแพงเพชร บางครั้งด้วยความคึกคะนอง พวกเขาจะเกาะห้อยโหนที่ท้ายรถ แม้ผู้คนที่นั่งด้านในจะยังไม่เต็ม หรือไม่ก็ปีนขึ้นไปนั่งบนหลังคารถ สูดอากาศบริสุทธิ์และท้าทายลมหนาวในช่วงฤดูหนาว แม้แม่จะบ่นและคอยกำชับอยู่เสมอ แต่ความสนุกในวัยหนุ่มก็ทำให้พวกเขาละเลยคำเตือนเหล่านั้นไปบ้าง โดยเฉพาะเมื่อไม่อยู่ในสายตาแม่แล้ว
ในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน การเดินทางกลับบ้านเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งแห่งความสนุกสนาน แทนที่จะเสียเงินขึ้นรถโดยสาร พวกเขาจะพากันไปยืนโบกรถบริเวณริมถนน ข้างป่าอ้อย ตรงข้ามกับศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งแล่นผ่านไปพรานกระต่าย ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ รถบรรทุก หรือรถยนต์ส่วนตัว มักจะมีผู้ใหญ่ใจดีจอดรับพวกเขาขึ้นรถไปด้วยเสมอ
ระหว่างรอรถโบก หรือนั่งอยู่ท้ายกระบะ หรือบนหลังคารถบรรทุก ธนิตย์และเพื่อน ๆ ๗-๘ คนที่มาจากพรานกระต่ายเหมือนกัน จะคุยเล่นยั่วเย้าถากถางกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ใครที่ทำอะไรแปลก ๆ หรือพลาดพลั้งจะถูกเพื่อน ๆ แซวยับ ไม่มีใครยอมใคร ทุกคำพูด ทุกการกระทำล้วนเป็นเรื่องขบขันสำหรับกลุ่มเพื่อน วัฒนธรรมการพูดคุยและถกเถียงกันอย่างจริงจัง เปิดเผยและตรงไปตรงมานี้เอง ที่มีส่วนหล่อหลอมให้ธนิตย์เป็นคนที่ไม่ยอมเชื่อใครง่าย ๆ หากเหตุผลนั้นไม่หนักแน่นเพียงพอหรือน้อยกว่าที่เขามี
"เฮ้ย! ไอ้ดำ มึงโบกยังไงของมึงวะ เหมือนขอทานมากกว่าว่ะ" เสียงแอ๊ดแซวดำ เพื่อนผิวเข้มที่กำลังยกมือไหว้รถกระบะคันหนึ่งที่แล่นผ่านไปโดยไม่จอด
"เอ้า! กูทำด้วยความเคารพเว้ย เผื่อลุงคนขับใจดี" ดำตอบกลับหน้าตาเฉย ทำเอาเพื่อน ๆ หัวเราะครืน
"ใจดีที่ไหนกันวะ เขาคงกลัวมึงมากกว่ามั้ง หน้าตาดุยังกะหมาหวงกระดูก" ดุลย์เสริมทัพ พร้อมกับทำท่าทางเลียนแบบสีหน้าของดำ
"พวกมึงนี่มัน..คอยดูนะเว้ย ถ้ากูโบกได้ อย่ามาเกาะ อย่ามาขึ้นตามกูล่ะ" ดำขู่ แต่ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความขบขัน
ทันใดนั้นเอง รถกระบะคันเก่าคร่ำครึคันหนึ่งชะลอความเร็วและจอดเทียบข้างทาง พวกเขาทั้งหมดรีบกุลีกุจอเข้าไปสอบถาม
"ลุงครับ ไปพรานกระต่ายไหมครับ?" โอ๋ปรี่เข้าไปถามด้วยความหวัง
"เออ..ขึ้นมาสิ" เสียงลุงคนขับตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มใจดี
ทุกคนรีบกระโดดขึ้นท้ายกระบะอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวลุงจะเปลี่ยนใจ รถกระบะค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากข้างทาง กลุ่มเพื่อนชายส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ ลมเย็น ๆ พัดปะทะใบหน้า ความรู้สึกอิสระและสนุกสนานอบอวลไปทั่ว
ระหว่างทางกลับบ้าน การพูดคุยและหยอกล้อยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงเรียนวันนี้ถูกนำมาเล่าขานและขยายความกันอย่างสนุกสนาน
"ไอ้โอ๋! เมื่อกี้มึงเกือบตกจากรถแล้ว เห็นสาวข้างทางแล้วตาลายใช่ไหมล่ะ?" แอ๊ดแซวโอ๋ ที่เมื่อครู่เกือบจะเสียหลัก
"เสือก! กูแค่ดูวิวข้างทางเฉย ๆ" โอ๋ตอบกลับเสียงดัง พร้อมใบหน้าที่แดงก่ำ
เสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ธนิตย์มองไปยังใบหน้าเพื่อนแต่ละคน แววตาที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและไร้กังวล ในใจรู้สึกอบอุ่นและขอบคุณที่มีเพื่อนกลุ่มนี้อยู่เคียงข้าง การเดินทางกลับบ้านที่แสนจะธรรมดา กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและน่าจดจำเสมอ..
กระทั่งเมื่อถึงปีการศึกษา ๒๕๒๔ ซึ่งเป็นปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ฯของเรา ฉลองครบรอบ ๒๐๐ ปีของการก่อตั้ง ธนิตย์ที่กำลังจะจบชั้น ม.ศ.๕ ก็ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับโควตาของโรงเรียน เพื่อเข้าไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก
วันสุดท้ายของการเรียนที่กำแพงเพชรพิทยาคมมาถึง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ เพื่อน ๆ แลกกันเขียนเฟรนด์ชิป แลกรูปถ่ายและที่อยู่ กอดลากันด้วยความรู้สึกผูกพัน ธนิตย์มองอาคารเรียนที่คุ้นเคย สนามหญ้า สนามบาส อัฒจันทร์ และร่มไม้ที่พวกเขาเคยร่วมเล่น ร่วมเรียน ร่วมเย้าหยอก ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา ทั้งเสียใจ ห่วงหา ในการจากลาเพื่อน ๆ และสถานที่แห่งความทรงจำ
ภาพต่าง ๆ เมื่อร่วม ๕๐ ปีก่อน ยังคงแจ่มชัดในใจของครูธนิตย์ในวัยเกษียณเสมอ การจากลาแบบเด็ก ๆ ระหว่างเพื่อนในวันนั้น ซึ่งรู้สึกเศร้าและกังวลไม่น้อย ไม่ต่างจากภาพของศิษย์คราวจบหลักสูตรการศึกษาที่คุ้นเคยในเวลาต่อ ๆ มา ความปกติธรรมดาของชีวิต..ด้วยวัย "การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ วันเวลาเปลี่ยน อะไร ๆ ก็เปลี่ยน" มิตรภาพและความทรงจำดี ๆ ที่กำแพงเพชรพิทยาคมยังอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอ