หัวใจสำคัญของการบริหารแบบมีส่วนร่วม คือการทำให้ทุกคนในโรงเรียนรู้สึกว่า “โรงเรียนของเรา” ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง การมีส่วนร่วมที่แท้จริงย่อมนำไปสู่การทำงานด้วยความรัก ความรับผิดชอบ และความพยายามที่จะพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง 

ในบริบทของการจัดการศึกษาไทย การบริหารสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพมิอาจยึดรูปแบบอำนาจรวมศูนย์หรือการสั่งการจากบนลงล่างเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ร่วมตัดสินใจ และมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของโรงเรียนอย่างแท้จริง หลักคิดนี้สอดคล้องกับแนวทาง “การบริหารแบบมีส่วนร่วม” ซึ่งได้รับการบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ในการปฏิบัติจริงยังพบข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวไม่เกิดผลอย่างเต็มที่

ความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการบริหาร

การบริหารแบบมีส่วนร่วมมิได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงอุดมคติ แต่คือกระบวนการที่สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันในองค์กร ส่งผลให้เกิดความรัก ความผูกพัน และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของงาน ไม่ว่าจะเป็นงานจัดการเรียนการสอน งานสนับสนุน หรือการจัดสรรงบประมาณ

ตัวอย่างเช่น ในปี ๒๕๖๒ มีกรณีโรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคกลางที่ถูกตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบว่ามีการใช้งบประมาณรายหัวนักเรียนไปกับการก่อสร้างที่ไม่จำเป็นทางการศึกษา เช่น ศาลาริมสนาม หรือถนนภายในโรงเรียน โดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือกับครูผู้สอนหรือผู้ปกครองในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความไม่โปร่งใสและความไม่พึงพอใจจากชุมชน

ตรงกันข้าม โรงเรียนระดับมัธยมแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดำเนินโครงการ PLC อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดเวทีให้ครูทุกกลุ่มสาระร่วมวิเคราะห์ผลการสอบ O-NET และ NT แล้วจัดทำแผนการสอนที่ตอบโจทย์จุดอ่อนของผู้เรียน โดยมีผู้บริหารทำหน้าที่สนับสนุน ไม่สั่งการจากบนลงล่าง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในหลายกลุ่มสาระสูงขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะในวิชาวิทยาศาสตร์และภาษาไทย นอกจากนี้ยังพบว่าครูมีความพึงพอใจในวิชาชีพสูงขึ้นและมีอัตราการลาออกน้อยลง

การสื่อสารเชิงนโยบายกับการปฏิบัติจริง

แม้การบริหารแบบมีส่วนร่วมจะได้รับการกล่าวถึงในเอกสารนโยบายหลายฉบับ แต่มักจำกัดอยู่ในถ้อยคำหรือสุนทรพจน์ที่ไม่ถูกแปลงเป็นกระบวนการหรือรูปธรรมในระดับโรงเรียน เช่น ในบางโรงเรียน ครูผู้สอนไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นในแผนพัฒนาการศึกษาหรือแผนประจำปี แม้จะเป็นผู้ปฏิบัติงานโดยตรง ซึ่งส่งผลให้การจัดทำแผนขาดความสอดคล้องกับบริบทจริง และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังมีกรณีคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคใต้ซึ่งไม่มีการประชุมอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การบริหารงานของโรงเรียนขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชน และทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของสถานศึกษา

ผลกระทบจากการบริหารแบบรวมศูนย์ 

การบริหารที่อาศัยอำนาจสั่งการเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เปิดโอกาสให้ครูได้แสดงความคิดเห็นหรือร่วมตัดสินใจ อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดแรงจูงใจในการทำงาน ขาดความคิดสร้างสรรค์ในการจัดการเรียนรู้ และนำไปสู่ความห่างเหินระหว่างฝ่ายบริหารกับครูผู้สอน ยิ่งในยุคที่ผู้เรียนมีความหลากหลาย การออกแบบการเรียนรู้ไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวกันได้ทุกบริบท การยึดวิธีการแบบ “สำเร็จรูป” ที่สั่งการจากส่วนกลาง จึงไม่อาจตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ 

หัวใจสำคัญของการบริหารแบบมีส่วนร่วม คือการทำให้ทุกคนในโรงเรียนรู้สึกว่า “โรงเรียนของเรา” ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง การมีส่วนร่วมที่แท้จริงย่อมนำไปสู่การทำงานด้วยความรัก ความรับผิดชอบ และความพยายามที่จะพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับครู ส่งเสริมวัฒนธรรมการตรวจสอบภายในอย่างสร้างสรรค์ ลดโอกาสการทุจริต และเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ทรัพยากร

บทสรุป

การบริหารสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อบริบทความหลากหลายของผู้เรียน ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกฝ่าย การบริหารแบบมีส่วนร่วมไม่ใช่เพียงถ้อยคำในนโยบาย แต่ต้องถูกแปลงเป็นการปฏิบัติที่ชัดเจน มีพื้นที่ให้ทุกคนมีเสียง มีบทบาท และรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน โรงเรียนที่มีคุณภาพจึงต้องเริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม โปร่งใส และยึดถือการร่วมคิดร่วมทำเป็นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง ;
๑) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (๒๕๔๒). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕. กรุงเทพฯ: สกศ.
๒) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (๒๕๖๓). แนวทางการบริหารจัดการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM). กรุงเทพฯ: สพฐ.
๓) ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ. (๒๕๖๑). การบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เสมาธรรม.
๔) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน. (๒๕๖๒). รายงานผลการตรวจสอบงบประมาณสถานศึกษาสังกัด สพฐ.
๕) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (๒๕๖๔). รายงานผลการดำเนินงานโครงการโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล.
๖) มูลนิธิเพื่อการศึกษาพัฒนาชนบท. (๒๕๖๕). รายงานการศึกษาบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาในพื้นที่ชนบท.