งานวิจัยชิ้นใหม่ที่นำเสนอในที่ประชุมสุดยอดสรีรวิทยาอเมริกันปี 2025 (American Physiology Summit) กำลังสร้างความกังวลครั้งใหม่เกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวานแทนน้ำตาล โดยเฉพาะ ‘อิริทริทอล’ (erythritol) ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างสูงและพบได้ในผลิตภัณฑ์ปลอดน้ำตาลและ “ไดเอท” มากมายทั่วโลก ทีมนักวิจัยรายงานว่าอิริทริทอลอาจกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและภาวะหัวใจวาย นับเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับผู้บริโภคและหน่วยงานสาธารณสุข เพราะสารให้ความหวานกลุ่มนี้ยังคงถูกใช้อย่างแพร่หลาย แม้แต่ในกลุ่มคนเมืองและผู้ใส่ใจสุขภาพในประเทศไทย

สารให้ความหวานเทียมอย่างอิริทริทอลได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเนื่องจากมีแคลอรี่ต่ำและแทบไม่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด จึงเป็นตัวเลือกที่ถูกใจผู้ที่ต้องควบคุมเบาหวานหรือต้องการจำกัดการบริโภคน้ำตาล ในไทยเอง ความตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างการกินน้ำตาลมากกับโรคอ้วนและเบาหวาน ทำให้เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่ใช้อิริทริทอลเป็นสารให้ความหวานมีจำนวนเพิ่มขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า แต่ผลวิจัยล่าสุดนี้ได้ท้าทายความเชื่อดังกล่าวอย่างมาก ตอกย้ำถึงประเด็นเร่งด่วนด้านสาธารณสุขสำหรับผู้บริโภคทั้งในไทยและทั่วโลก

การศึกษานี้ ซึ่งนำโดยนักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ ได้เจาะลึกถึงผลกระทบของอิริทริทอลต่อเซลล์บุผนังหลอดเลือดฝอยในสมอง (cerebral microvascular endothelial cells) ซึ่งเป็นเซลล์บอบบางที่บุอยู่ตามเส้นเลือดฝอยในสมอง นักวิจัยพบว่า เมื่อเซลล์เหล่านี้สัมผัสกับอิริทริทอลในปริมาณเทียบเท่ากับการดื่มเครื่องดื่มหวานหนึ่งหน่วยบริโภค จะเกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) สูงขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำลายเซลล์และเชื่อมโยงกับความเสื่อมของเซลล์ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและโรคเรื้อรังต่างๆ นอกจากนี้ เซลล์ยังผลิตไนตริกออกไซด์ (nitric oxide) ได้น้อยลง ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและการไหลเวียนโลหิตเป็นไปอย่างปกติ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การมีไนตริกออกไซด์น้อยลงอาจ “ส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัวยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง” ตามที่ผู้วิจัยหลักสรุปไว้ในบทความ (Women’s Health Magazine, 2025)

ในการให้ความเห็นต่อผลการวิจัย นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนจาก Keatley Medical Nutrition Therapy ย้ำว่าอิริทริทอลมักถูกนำเสนอว่าเป็นสารให้ความหวานที่ ‘เป็นธรรมชาติ’ และ ‘ดีต่อสุขภาพ’ เพราะมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ อย่างไรก็ตาม ท่านได้เน้นย้ำถึงหลักฐานที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริโภคในปริมาณมากหรือบ่อยครั้ง ด้านศัลยแพทย์หลอดเลือดจาก MemorialCare Orange Coast Medical Center ได้อธิบายกลไกทางชีวภาพว่า อิริทริทอลอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชันในเซลล์สมองโดย “ทำให้ระบบป้องกันสารต้านอนุมูลอิสระต้องทำงานหนักเกินไป” และการลดลงของไนตริกออกไซด์ก็เป็นการขัดขวางกลไกปกป้องหลอดเลือด “ภาวะไม่สมดุลนี้นำไปสู่การสะสมของโมเลกุลที่เป็นอันตราย เช่น อนุมูลอิสระ (reactive oxygen species) ซึ่งสามารถทำลายเซลล์และส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดได้” ท่านกล่าวกับ Women’s Health Magazine

ผลการวิจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคชาวไทยหลายล้านคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความหวานเทียมเป็นประจำ ตั้งแต่เครื่องดื่มชูกำลัง โปรตีนบาร์ ไปจนถึงไอศกรีมแคลอรี่ต่ำและน้ำอัดลมไดเอท อิริทริทอลไม่ได้มีอยู่แค่ในขนม ‘ไดเอท’ ที่เห็นได้ชัดเท่านั้น แต่ยังมักพบในยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยทราบ ความตื่นตัวด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ยังเชื่อมโยงกับความพยายามของภาครัฐในการลดการบริโภคน้ำตาล เนื่องจากอัตราการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่สูง รวมถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพนำเข้า

ทั่วโลก การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารให้ความหวานเทียมกำลังเข้มข้นขึ้น การศึกษาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างอิริทริทอลกับโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Nature Medicine, 2023) อย่างไรก็ตาม กลไกทางชีวภาพเบื้องหลังความเชื่อมโยงเหล่านี้ยังคงไม่ชัดเจนนัก ทำให้งานวิจัยใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การที่งานวิจัยมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบโดยตรงต่อเซลล์บุผนังหลอดเลือดในสมองช่วยเติมเต็มช่องว่างความรู้นี้ แต่ตามที่แพทย์โรคหัวใจและผู้อำนวยการด้านการแพทย์จาก MemorialCare Saddleback Medical Center เน้นย้ำ “ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมสารให้ความหวานนี้จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้”

แม้จะมีผลการวิจัยที่น่ากังวลออกมา แต่อิริทริทอลยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัย” (Generally Recognized as Safe - GRAS) โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) (FDA, 2023) ผู้บริโภคในไทยควรตระหนักว่าสถานะการกำกับดูแลนี้ส่วนใหญ่อิงตามข้อมูลความเป็นพิษในระยะสั้นและความปลอดภัยต่อระบบย่อยอาหารเป็นหลัก ไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบระยะยาวต่อระบบหลอดเลือดหรือระบบประสาทอย่างครอบคลุม

บริบทของสังคมไทยยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีความสำคัญมากขึ้น พฤติกรรม “ติดหวาน” ของคนไทยเป็นที่ทราบกันดี ขนมและเครื่องดื่มแบบดั้งเดิมหลายชนิดมักมีน้ำตาลสูง ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การรณรงค์โดยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นๆ ได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับอัตราโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 ที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยหันมาใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล รายงานวิจัยทางการตลาดชี้ให้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องของยอดขายผลิตภัณฑ์ “น้ำตาลน้อย” หรือ “ปราศจากน้ำตาล” โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ในสถานการณ์เช่นนี้ ผลการวิจัยใหม่อาจท้าทายแนวทางการรณรงค์ด้านสาธารณสุขและการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่โทษของน้ำตาลเพียงอย่างเดียว มากกว่าที่จะกล่าวถึงความเสี่ยงที่อาจซ่อนอยู่ในสารทดแทน (กระทรวงสาธารณสุข, 2565)

ทัศนคติในอดีตต่อสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในไทยนั้นค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการตลาดระดับโลก การขยายตัวของเมือง และกระแสสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่คนรุ่นก่อนอาจยังคงนิยมน้ำตาลอ้อยซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ผูกพันกับอาหารและเทศกาลต่างๆ แต่ผู้บริโภคในเมืองที่เป็นชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่มักเลือกซื้อหมากฝรั่ง เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่ปราศจากน้ำตาล แบรนด์ต่างประเทศและผู้มีอิทธิพลด้านสุขภาพได้เข้ามามีส่วนช่วยทำให้สารทดแทนเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น แม้ว่าการให้ข้อมูลบนฉลากและความตระหนักของผู้บริโภคเกี่ยวกับส่วนผสมต่างๆ ยังคงมีจำกัดเมื่อเทียบกับตลาดในชาติตะวันตก

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ “บริโภคแต่พอดี” และเพิ่มความระมัดระวัง นักกำหนดอาหารที่อ้างถึงในบทความของ Women’s Health Magazine แนะนำว่า “เช่นเดียวกับสารให้ความหวานอื่นๆ การบริโภคแต่พอดีเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือต้องรู้ตัวว่าบริโภคอิริทริทอลไปมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพหลอดเลือด” แพทย์โรคหัวใจก็เห็นพ้อง โดยแนะนำให้ผู้บริโภคตรวจสอบรายการส่วนผสมอย่างละเอียดและเลือกผลิตภัณฑ์อย่างรอบคอบ: “จนกว่าเราจะทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพของอิริทริทอล เราควรพยายามทำความเข้าใจว่าเราบริโภคสารนี้จากผลิตภัณฑ์อาหารมากน้อยเพียงใด และพยายามจำกัดการบริโภคให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏขึ้นใหม่นี้ หน่วยงานด้านสุขภาพของไทย ผู้ควบคุมกฎระเบียบผลิตภัณฑ์ และอุตสาหกรรมอาหาร อาจจำเป็นต้องประเมินแนวทางการใช้สารให้ความหวานที่เคยเชื่อว่า “ปลอดภัย” อีกครั้ง รวมถึงการเสริมสร้างกฎระเบียบการติดฉลากอาหาร และขยายการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค สำหรับประชาชนทั่วไป ข้อแนะนำที่ชัดเจนคือ: อ่านฉลากส่วนผสมอย่างละเอียด ลดการบริโภคอาหารที่มีรสหวานจัดเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นความหวานจากธรรมชาติหรือสารให้ความหวานเทียม และหันมาให้ความสำคัญกับอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป ซึ่งอุดมไปด้วยผัก ผลไม้ และวัตถุดิบแบบไทยดั้งเดิม

ในขณะที่สารให้ความหวานเทียมเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกและในประเทศไทยมากขึ้น การวิจัยอย่างต่อเนื่องและการสื่อสารสาธารณะที่โปร่งใสยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง “ผู้บริโภคต้องการข้อมูลที่ครบถ้วนเพื่อตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพที่สุด” เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านโภชนาการจากกระทรวงสาธารณสุขสรุป (แหล่งข้อมูล: ) ในทางปฏิบัติ หมายความว่า: ตรวจสอบฉลาก จำกัดทั้งน้ำตาลที่เติมเข้าไปและสารทดแทนน้ำตาล และติดตามข้อมูลล่าสุดจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์และหน่วยงานกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือเมื่อมีหลักฐานใหม่ๆ เกิดขึ้น