“ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว..” เขาพึมพำ มองไปยังอาคารเรียนที่ทันสมัย แต่ไร้ซึ่งร่องรอยของความทรงจำในวัยเยาว์

ครูธนิตย์ในวัยหกสิบปี นั่งเท้าคางมองรูปถ่ายเก่า ๆ ในอัลบั้มสีซีดจาง เด็กชายแก้มยุ้ยในชุดนักเรียนกางเกงขาสั้น เสื้อขาวผ่อง ยืนยิ้มแป้นอยู่หน้าป้ายโรงเรียนอนุบาลดรุณานุกูล “โรงเรียนครูสายบัว” ข้อความนั้นเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น แต่ความทรงจำกลับชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานซืน

“อยากไปโรงเรียนใจจะขาด..” เสียงทุ้มนุ่มพึมพำกับตัวเอง ราวกับได้ยินเสียงเด็กชายธนิตย์ในวันนั้นกระซิบอยู่ข้างหู ภาพวันศุกร์เย็นก่อนเลิกเรียนผุดขึ้นมาในมโนสำนึก ครูสายบัว..ครูผู้ชายใจดีมีรอยยิ้มอบอุ่น จะบรรจงล้างใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กชายทีละคน แล้วใช้นิ้วแตะแป้งร่ำสีขาวนวล เจิมลงบนแก้มยุ้ยเป็นวงกลมเล็ก ๆ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ แทนที่จะวิ่งเล่นซุกซนอยู่กับเพื่อนฝูง เด็กชายธนิตย์กลับชอบเดินลัดเลาะจากบ้านที่อยู่ในซอยริมถนนกลางตลาดพรานกระต่าย ไปยังโรงเรียนครูสายบัวที่อยู่ไม่ไกลนัก ประตูโรงเรียนไม่ได้ปิดตาย สนามเด็กเล่นว่างเปล่าเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว ชิงช้าที่เคยแกว่งไกวอย่างสนุกสนานในวันเรียน กลับเงียบสงบรอคอยการมาเยือนอย่างเหงา ๆ โต๊ะปิงปองไม้เก่า ๆ ตั้งตระหง่านอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ รอคอยลูกน้อย ๆ ให้ถูกตีโต้ไปมา สนามฟุตบอลดินทรายกว้าง ๆ ก็เป็นเวทีให้เด็กชายได้จินตนาการว่าตัวเองคือนักเตะชื่อดัง

“ครูสายบัว..” ธนิตย์ในวัยชราถอนหายใจแผ่วเบา ครูคนแรก ผู้จุดประกายความอยากรู้อยากเห็นในวัยเยาว์

เมื่อถึงวัยที่ต้องเข้าเรียนชั้นประถม เด็กชายธนิตย์ไม่ได้เดินตามเพื่อนบ้านไปยังโรงเรียนบ้านพรานกระต่ายที่เรียกกันติดปากว่า “โรงเรียนศาล” แม้จะอยู่ใกล้บ้านกว่า แต่จุดหมายปลายทางของเขากลับเป็นโรงเรียนวัดกุฏิการาม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “โรงเรียนวัดป่า” ที่อยู่ออกไปอีกหน่อย เหตุผลก็ง่าย ๆ คุณครู..ผู้เป็นพ่อของเขาสอนอยู่ที่นั่น

ทุกเช้าตรู่ มอเตอร์ไซค์สีดำคันเก่าจะส่งเสียงกระหึ่ม พาพ่อลูกฝ่าลมเย็น ๆ ไปตามถนนลูกรัง ธนิตย์เกาะเอวพ่อแน่น มองสองข้างทางที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากร้านค้าในตลาด เป็นต้นไม้เขียวขจีและป่าละเมาะ สลับบ้านเรือนไม้ชั้นเดียวประตูลูกฟัก

“พ่อครับ ต้นมะลื่นที่โรงเรียนวัดป่าใหญ่จริงไหมครับ?” เด็กชายถามด้วยความตื่นเต้น “ใหญ่สิลูก ร่มเงาของมันคลุมไปครึ่งสนามโน่น” พ่อตอบพลางยิ้ม

ภาพโรงเรียนวัดป่าในความทรงจำยังคงแจ่มชัด อาคารไม้ชั้นเดียวยกสูง สองสามหลังเรียงกันเป็นรูปตัวแอล แสงแดดยามเช้าส่องลอดช่องไม้ลงมาเป็นลำ ๆ ที่หัวมุมอาคารสุดท้าย ต้นมะลื่นใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา มองออกไปทางซ้ายมือ จะเห็นต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ ผูกผ้าสีเหลืองซีดดูน่าเกรงขามในสายตาเด็ก ๆ ศาลาวัดเก่าแก่ และโรงลิเกถาวรที่ดูราวกับปราสาทในเทพนิยาย

งานวัดประจำปีที่วัดกุฏิการาม ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับโรงเรียนคือเทศกาลยิ่งใหญ่ของอำเภอพรานกระต่าย มหรสพ ภาพยนตร์จอผ้าใบที่ฉายกลางแปลง ลิเกเรื่องยาวที่นักแสดงแต่งหน้าทาปากสวยงาม การแข่งขันมวยไทยที่เสียงเชียร์ดังกระหึ่ม และรำวงที่สาวนางรำเรียกผู้คนให้ออกมาเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ธนิตย์ในวัยเด็กจะตื่นตาตื่นใจไปกับทุกสิ่ง

แต่สิ่งที่น่าเศร้าใจที่สุดในความทรงจำเกี่ยวกับโรงเรียนวัดป่าก็คือ..หลังจากที่เขาจบชั้น ป.๔ และย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนอื่น ๆ ในชั้นถัดไปได้ราวสิบปี โรงเรียนก็ถูกไฟไหม้ วอดวายเหลือเพียงเถ้าถ่าน ทุกวันนี้ เหลือเพียงชื่อที่คนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาได้แต่ระลึกถึง

เมื่อก้าวเข้าสู่โรงเรียนพรานกระต่ายในชั้น ป.๕ ชีวิตของธนิตย์ก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ที่นี่..แม่ของเขาสอนอยู่ ธนิตย์กลายเป็นนักฟุตบอลรุ่นจิ๋วของโรงเรียน ได้รับเลือกตั้งเป็นรองประธานนักเรียน ความภาคภูมิใจเล็ก ๆ ในวัยเยาว์ยังคงอยู่ในความทรงจำ

โรงเรียนพรานกระต่ายในยุคนั้นเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่สุดในอำเภอ เพราะเป็นหนึ่งในสองโรงเรียนที่เปิดสอนถึงชั้น ป.๗ เด็ก ๆ จากตำบลอื่น ที่ต้องการเรียนต่อในระดับสูงขึ้น จะต้องมาเป็นลูกศิษย์ของที่นี่ สนามฟุตบอลดินกว้างใหญ่เป็นที่รวมพลของเด็กชายที่รักในกีฬาชนิดนี้ เสียงลูกฟุตบอลกระทบเท้า เสียงตะโกนเชียร์ดังลั่นในยามเย็น

ธนิตย์ในวัยชราเดินทอดน่องไปยังบริเวณที่เคยเป็นโรงเรียนพรานกระต่าย ป้ายชื่อโรงเรียนใหม่ "อนุบาลพรานกระต่าย" ดูแปลกตา อาคารเรียนหลังใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาทดแทนอาคารหลังเก่า พื้นที่ที่เขาเคยวิ่งเล่น แปลงเกษตร สนามฟุตบอลในความทรงจำกลายเป็นสนามหญ้าสีเขียวสดใส ความรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้าค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ

“ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว..” เขาพึมพำ มองไปยังอาคารเรียนที่ทันสมัย แต่ไร้ซึ่งร่องรอยของความทรงจำในวัยเยาว์

ธนิตย์จบชั้น ป.๗ ด้วยผลการเรียนบนบอร์ดเป็นลำดับที่ ๘ จากนักเรียนทั้งหมด ๖ ห้อง ความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวันนั้นยังคงเป็นความทรงจำที่สวยงาม แต่โรงเรียนทั้งสองแห่งที่หล่อหลอมชีวิตในวัยเด็กของเขา..ทั้งโรงเรียนวัดป่าอันแสนอบอุ่น และโรงเรียนพรานกระต่ายที่เต็มไปด้วยสีสัน..บัดนี้ค่อยเลือนหายไป เหลือไว้เพียงเงาอดีตที่ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำของเด็กชายที่เติบโตเป็นครูผู้เกษียณอายุ

การเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรมของโลก แต่ในบางครั้ง การสูญเสียสถานที่ที่ผูกพันในวัยเยาว์ ก็เหมือนกับการสูญเสียส่วนหนึ่งของตัวตน แม้จะเศร้าใจ แต่ธนิตย์ก็รู้ดีว่าเรื่องราวและความทรงจำเหล่านั้น จะยังคงอยู่ต่อไป..ในใจของเขา และในการบอกเล่าสู่คนรุ่นใหม่ ให้พวกเขาได้สัมผัสถึงอดีตอันงดงามของพรานกระต่าย..เมื่อห้าสิบปีก่อน