งานวิจัยชิ้นล่าสุดจาก University of Arizona Health Sciences เผยให้เห็นถึงภัยเงียบที่นักดับเพลิงหญิงกำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) และความวิตกกังวล ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพด้านการเจริญพันธุ์ของพวกเธอ การศึกษานี้นับเป็นงานวิจัยกลุ่มแรกๆ ที่เจาะลึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพจิตและสังคมกับผลลัพธ์ด้านการเจริญพันธุ์ในกลุ่มนักดับเพลิงหญิง ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องสร้างความเข้าใจและให้การสนับสนุนมากขึ้นในสายอาชีพที่เคยถูกมองว่าเป็นของผู้ชายเป็นหลัก
ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริบทของสังคมไทย เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฉุกเฉินหญิงในประเทศไทยนั้นสอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในอดีต อันตรายที่เกี่ยวกับการดับเพลิงมักพุ่งเป้าไปที่เปลวไฟ ควัน และการบาดเจ็บทางร่างกาย แต่เมื่อมีผู้หญิงเข้ามาทำงานในหน่วยเผชิญเหตุฉุกเฉินมากขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ความสนใจจึงเริ่มหันไปหาภัยคุกคามที่มองเห็นได้ยากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตและผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาวะของครอบครัว
ทีมวิจัยจาก University of Arizona Health Sciences ได้ทำการสำรวจนักดับเพลิงหญิงเพื่อประเมินอาการของภาวะ PTSD และความวิตกกังวล ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่น่าเป็นห่วงระหว่างภาวะสุขภาพจิตเหล่านี้กับปัญหาสุขภาพการเจริญพันธุ์หลายด้าน ผู้หญิงที่มีอาการ PTSD ในระดับสูง มีแนวโน้มที่จะรายงานว่าประจำเดือนมาไม่ปกติ ประสบภาวะมีบุตรยาก และพบปัญหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์มากกว่า นอกจากนี้ ความวิตกกังวลยังเชื่อมโยงกับปัญหาด้านการเจริญพันธุ์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าความเครียดทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นระหว่างและหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ อาจรบกวนสมดุลของฮอร์โมนที่จำเป็นต่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ที่ดี (University of Arizona Health Sciences)
อาชีพนักดับเพลิงเป็นอาชีพที่เต็มไปด้วยความเครียดโดยธรรมชาติ ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินด่านหน้าต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอันตราย การบาดเจ็บ และความตายอยู่เสมอ หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยกล่าวในแถลงการณ์ว่า “เรารับรู้ถึงความเสี่ยงของการบาดเจ็บทางร่างกายในอาชีพนี้มานานแล้ว แต่งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าผลกระทบทางจิตใจอาจมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิง” นักดับเพลิงหญิงในประเทศไทยหลายคนให้ข้อมูลว่า งานของพวกเธอเป็นทั้งงานที่น่าภาคภูมิใจและหนักหน่วง แต่ก็ต้องแบกรับแรงกดดันทางสังคมและความคาดหวังในที่ทำงานเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตได้
การศึกษานี้ช่วยเสริมองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่ ซึ่งชี้ให้เห็นความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสุขภาพจิตและสุขภาพการเจริญพันธุ์ในผู้หญิงที่ทำงานในสายอาชีพที่มีความเครียดสูง (American Journal of Obstetrics and Gynecology) เป็นที่ทราบกันดีว่าฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล สามารถรบกวนรอบเดือนและการตกไข่ได้ และความทุกข์ทางจิตใจเรื้อรังยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) และความผิดปกติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ นอกจากนี้ งานวิจัยอีกชิ้นในวารสาร Frontiers in Psychiatry ยังตั้งข้อสังเกตว่าผู้หญิงที่ตกอยู่ภายใต้ความเครียดในที่ทำงานเป็นเวลานาน มีอัตราการแท้งบุตร การคลอดก่อนกำหนด และทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยสูงกว่าปกติ (Frontiers in Psychiatry)
ในประเทศไทย ปัจจุบันมีผู้หญิงเข้ามาทำงานในหน่วยงานเครื่องแบบมากขึ้น รวมถึงงานดับเพลิงด้วย ประสบการณ์ของนักดับเพลิงหญิงไทยไม่ได้ถูกกำหนดโดยความเสี่ยงในการปฏิบัติงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัจจัยทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ด้วย ความคาดหวังของสังคมที่ผู้หญิงต้องสร้างสมดุลระหว่างอาชีพที่ท้าทายกับบทบาทในครอบครัวตามแบบแผนเดิม อาจยิ่งเพิ่มความรู้สึกวิตกกังวลและความกลัวที่จะถูกตีตรา ทำให้บางคนลังเลที่จะขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต แม้ว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของไทยจะเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตในที่ทำงานมากขึ้น แต่ทรัพยากรที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้หญิงในหน่วยงานเผชิญเหตุฉุกเฉินยังคงมีอยู่อย่างจำกัด
จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในไทยให้ความเห็นว่า “สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ความเสี่ยงด้านสุขภาพการเจริญพันธุ์ที่ผู้หญิงในอาชีพที่ต้องเผชิญความเครียดสูงต้องเผชิญนั้น อาจมีการรายงานน้อยกว่าความเป็นจริง เนื่องจากการตีตราทางสังคมและการขาดความตระหนักรู้” ท่านได้เรียกร้องให้มีการตรวจคัดกรองสุขภาพแบบบูรณาการและการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตเป็นมาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องประชากรกลุ่มนี้ที่ถือว่ามีความเปราะบาง
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาสุขภาพการเจริญพันธุ์ยังคงเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ยากในที่ทำงานหลายแห่งของไทย โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ หน่วยงานดับเพลิงทั้งในไทยและต่างประเทศยังปรับตัวค่อนข้างช้าในการนำนโยบายที่ตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพจิตและสุขภาพการเจริญพันธุ์ของบุคลากรหญิงมาปรับใช้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะสร้างผลกระทบอย่างแท้จริงนั้น ต้องอาศัยทั้งการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและการปฏิรูปนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น การจัดให้มีบริการให้คำปรึกษาที่เป็นความลับ ตารางการทำงานที่ยืดหยุ่น และการสนับสนุนด้านการดูแลสุขภาพการเจริญพันธุ์
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสังคมโดยรวมด้วย การสนับสนุนสุขภาพของผู้หญิงไทยที่ปฏิบัติหน้าที่สำคัญเหล่านี้ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการรับมือเหตุฉุกเฉินและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาและปรับปรุงระบบสาธารณสุขและบริการฉุกเฉินให้ทันสมัย งานวิจัยระดับโลกอย่างการศึกษาของมหาวิทยาลัยแอริโซนานี้ ถือเป็นแนวทางที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับนโยบายในอนาคต
มองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารหน่วยดับเพลิง และบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย ทำงานร่วมกันเพื่อนำเสนอการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตเป็นประจำ จัดให้มีโครงการให้คำปรึกษาที่เป็นความลับ และให้ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างความเครียดกับสุขภาวะด้านการเจริญพันธุ์ การริเริ่มโครงการเหล่านี้อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับวิชาชีพที่มีแรงกดดันสูงอื่นๆ ในประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ไม่เพียงแต่ต่อนักดับเพลิงหญิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแรงงานทุกคน
สำหรับผู้หญิงไทยที่ทำงานในหน่วยงานเผชิญเหตุฉุกเฉิน ข้อความที่ต้องการสื่อสารนั้นชัดเจน: ความเสี่ยงด้านสุขภาพมีความซับซ้อน หลากหลายมิติ และสมควรได้รับความใส่ใจมากขึ้น แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การส่งเสริมให้มีทรัพยากรด้านสุขภาพจิตในที่ทำงาน การเข้ารับการตรวจสุขภาพด้านการเจริญพันธุ์เป็นประจำ และการลดการตีตราปัญหาท้าทายด้านสุขภาพจิตผ่านการเปิดอกพูดคุยกันในชุมชน ในเมื่อครอบครัวและชุมชนต่างพึ่งพานักดับเพลิงและเจ้าหน้าที่เผชิญเหตุหญิง สังคมก็มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวมของพวกเธอเช่นกัน
แหล่งข้อมูล: