งานวิจัยใหม่สุดล้ำที่นำเสนอในงานประชุม American Physiology Summit ปี 2025 พบเรื่องน่าทึ่งว่า แค่การมองเห็นภาพสภาพแวดล้อมเสมือนจริง (VR) ที่ร้อนระอุผ่านแว่นวีอาร์ ก็อาจช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้นขณะออกกำลังกาย นับเป็นแนวทางใหม่ที่น่าจับตาสำหรับนักกีฬา ทหาร หรือแม้แต่คนทำงานกลางแจ้ง ทั้งในไทยและทั่วโลก ชี้ช่องทางใหม่ในการฝึกปรับตัวให้ชินกับความร้อนได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องย่างเท้าออกจากห้องเลยด้วยซ้ำ (Newswise)

ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นทุกปีและปัญหาสุขภาพจากความร้อนที่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น ผลการวิจัยนี้จึงมาได้ถูกจังหวะอย่างยิ่ง กรุงเทพฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความร้อนอบอ้าว ก็มักมีการแจ้งเตือนภัยความร้อนอยู่เนืองๆ โดยปี 2566 จังหวัดตากเพิ่งทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดครั้งใหม่ของประเทศที่ 45.4 องศาเซลเซียส (บางกอกโพสต์) คนทำงานกลางแจ้ง ทหาร และนักกีฬาที่ต้องใช้ความอึด กำลังเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามอุณหภูมิโลก การหาวิธีปรับตัวสู้ความร้อนที่ทั้งปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และไม่สิ้นเปลือง จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนต่อทั้งสุขภาพของประชาชนและความปลอดภัยในการทำงานของประเทศ

การศึกษานี้ได้ทดลองกับนักศึกษาหญิง 5 คน ให้ปั่นจักรยานเป็นเวลา 40 นาที ขณะสวมแว่นวีอาร์ดูภาพทิวทัศน์ต่างๆ ผ่านแอป “Nature Treks VR” ผลปรากฏว่า เมื่อผู้เข้าร่วมดูภาพ “Red Earth” ซึ่งจำลองบรรยากาศทุ่งหญ้าสะวันนาอันร้อนแล้งของออสเตรเลีย อุณหภูมิแกนกลางร่างกายของพวกเธอเพิ่มขึ้นน้อยกว่า (ประมาณ 0.2 องศาเซลเซียส) เมื่อเทียบกับการดูภาพ “White Winter” ที่เป็นฉากหิมะเย็นยะเยือก ทั้งๆ ที่อุณหภูมิห้องจริงๆ ไม่ได้แตกต่างกัน นักวิจัยยังวัดปริมาณเหงื่อที่เพิ่มขึ้นได้ราว 20 กรัมในสถานการณ์ที่ดูภาพวีอาร์ร้อน แม้ความแตกต่างนี้จะยังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก แต่ก็พอจะชี้ให้เห็นว่า ภาพวีอาร์ที่ใช้โทนสีอบอุ่นและสื่อถึงความร้อน อาจกระตุ้นกลไกการระบายความร้อนตามธรรมชาติของร่างกายได้

หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจากมหาวิทยาลัยบอสตัน อธิบายว่า “นักกีฬาหรือทหารอาจใช้ประโยชน์จากการฝึกซ้อมเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงสถานที่จริง ผลวิจัยของเราบ่งชี้ว่า แค่การมองเห็นสภาพแวดล้อมที่ร้อนก็อาจเป็นตัวกระตุ้นอันทรงพลังต่อระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกาย และอาจมีบทบาทสำคัญเกินกว่าที่เราเคยคาดคิด” (Newswise)

น่าทึ่งที่อุปกรณ์ที่ทีมวิจัยใช้ในการทดลองนั้นเรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อ ประกอบด้วยจักรยานออกกำลังกายแบบปั่นอยู่กับที่ แว่นวีอาร์ เต็นท์ปลูกต้นไม้แบบมีฉนวนกันความร้อน เครื่องทำความร้อน และเครื่องลดความชื้น ความง่ายในการหาอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้งาน ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการนำไปปรับใช้ได้อย่างกว้างขวาง แม้แต่ในศูนย์ฝึกหรือโรงเรียนที่มีงบประมาณจำกัดทั่วประเทศไทย ซึ่งปกติแล้วเทคโนโลยีห้องควบคุมอุณหภูมิแบบครบวงจรนั้นแพงเกินเอื้อม สำหรับนักฟุตบอลอาชีพไทย นักมวยไทย หรือแม้แต่พระสงฆ์ที่ต้องเตรียมตัวสำหรับศาสนกิจกลางแจ้ง การปรับตัวด้วยวีอาร์แบบนี้อาจเป็นตัวช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคลมแดด (ฮีทสโตรก) และภาวะอ่อนเพลียจากความร้อนได้

แล้วเรื่องนี้สำคัญกับประเทศไทยอย่างไร? ระบบสาธารณสุขของไทยต้องรับมือกับผู้ป่วยจากภาวะอ่อนเพลียจากความร้อนเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค (คร.) พบว่ามีผู้ป่วยโรคลมแดดเกือบ 1,000 รายต่อปี (กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข) ข้อค้นพบจากงานวิจัยใหม่ที่ว่า วีอาร์สามารถใช้กระตุ้นการขับเหงื่อและช่วยให้ร่างกาย “เรียนรู้” ที่จะรับมือกับความร้อนได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการสัมผัสความร้อนจริง จึงเปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่การฝึกซ้อมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ก่อนจะต้องไปเผชิญความร้อนจริงๆ

ที่ผ่านมา การฝึกปรับตัวให้ชินกับความร้อนสำหรับนักกีฬาและคนทำงานกลางแจ้งมักต้องอาศัยการเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงจริงๆ ซึ่งอาจเป็นเรื่องยุ่งยากและอันตราย ส่วนห้องควบคุมอุณหภูมิในห้องปฏิบัติการที่มีอยู่ก็มีราคาสูงและหาได้ยากนอกศูนย์ฝึกนักกีฬาระดับชาติ การนำวีอาร์มาประยุกต์ใช้ในการฝึกซ้อมอาจช่วยให้การปรับตัวต่อความร้อนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้โค้ชในท้องถิ่น โรงงาน หรือแม้แต่โรงเรียนในประเทศไทยสามารถจัดการฝึกเตรียมความพร้อมรับมือกับอากาศร้อนจัดได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาการกีฬาชาวไทยท่านหนึ่ง ซึ่งได้รับการทาบทามให้แสดงความเห็นต่องานวิจัยนี้ กล่าวว่า “หากแนวทางนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผลจริงในการทดลองที่ใหญ่ขึ้น ก็อาจพลิกโฉมวิธีที่เราเตรียมความพร้อม ไม่ใช่แค่สำหรับนักกีฬาอาชีพ แต่ยังรวมถึงกลุ่มคนทำงานในวงกว้าง ตั้งแต่คนงานก่อสร้างที่ต้องตากแดดเปรี้ยงตอนกลางวันในกรุงเทพฯ ไปจนถึงทหารที่ฝึกภาคสนามในต่างจังหวัด แน่นอนว่ายังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมก่อนจะนำไปปรับใช้จริง แต่ถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมากทีเดียว”

ยิ่งไปกว่านั้น ภาคเกษตรกรรมของไทย ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานของประชากรกว่าหนึ่งในสาม ก็ต้องเผชิญกับความร้อนกลางแจ้งเป็นประจำ การปรับตัวด้วยวีอาร์อาจช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคลมแดดและการขาดงาน ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพของเกษตรกรและผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ดังที่เจ้าหน้าที่ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “ในขณะที่โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ เครื่องมือใดๆ ก็ตามที่ช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือชนบทที่เข้าถึงทรัพยากรได้ยาก อาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพระหว่างเมืองกับชนบทได้”

อิทธิพลทางวัฒนธรรมของสีและภาพก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด สีที่ใช้ในภาพวีอาร์ของงานวิจัย (เช่น สีแดง ส้ม เหลือง) ล้วนเป็นสีที่คนไทยมักเชื่อมโยงกับความร้อนและดวงอาทิตย์ในเขตร้อนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการกระตุ้นการรับรู้ทางจิตวิทยาที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรม สิ่งนี้อาจทำให้เทคนิคการใช้วีอาร์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้ชาวไทย เนื่องจากสัญลักษณ์ของสีเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่พิธีกรรมทางพุทธศาสนาไปจนถึงเทศกาลอย่างสงกรานต์ (ปีใหม่ไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องการสาดน้ำคลายร้อน)

ในอนาคต จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์เหล่านี้ในกลุ่มประชากรที่ใหญ่ขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งผู้ชาย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว นักวิจัยยังตั้งเป้าที่จะศึกษาเพิ่มเติม ไม่ใช่แค่การดูภาพเฉยๆ แต่รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ในโลกเสมือนจริง และศึกษาว่าพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันส่งผลต่อวิธีที่สมองประมวลผลความร้อนเสมือนจริงหรือไม่ หากได้รับการยืนยันผล วีอาร์ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้าถึงง่ายในโปรแกรมการฝึกอบรมด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานทั่วประเทศ

สำหรับคนไทยเรา ความหมายสำคัญนั้นชัดเจน นั่นคือ การปรับตัวให้ชินกับความร้อนด้วยวีอาร์อาจถูกนำมาใช้ในโรงยิม โรงเรียน และสถานที่ทำงานใกล้บ้านได้ในไม่ช้า ทำให้การเตรียมพร้อมรับมือกับอากาศร้อนทำได้อย่างปลอดภัยขึ้น ประหยัดขึ้น และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เช่นนี้อาจมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสุขภาพของพวกเราทุกคน

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับประเทศไทย ได้แก่:

  • ส่งเสริมให้สถาบันการศึกษา หน่วยงานทหาร และองค์กรกีฬาต่างๆ นำร่องใช้การปรับตัวด้วยวีอาร์สำหรับกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยง
  • สนับสนุนงานวิจัยเพิ่มเติมในประเทศไทย เพื่อปรับเนื้อหาวีอาร์ให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและความท้าทายด้านสุขภาพจากความร้อนในท้องถิ่น
  • สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับศักยภาพของวีอาร์ในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในหมู่โค้ช ผู้ประกอบอาชีพ และบุคลากรสาธารณสุข
  • แสวงหาความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ให้กว้างขวางขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านรายละเอียดงานวิจัยต้นฉบับได้ที่ Newswise ติดตามรายงานสภาพอากาศล่าสุดจาก บางกอกโพสต์ และดูสถิติสาธารณสุขจาก กรมควบคุมโรค ของไทย</https:></https:></https:></https:>