มีงานวิจัยชิ้นใหม่ออกมาเผยว่า แค่การเดินเร็วหรือปั่นจักรยานเพียง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็อาจช่วยลด “อายุสมอง” ของผู้สูงวัยลงได้เกือบสิบปีภายในเวลาแค่หกเดือน นับเป็นข่าวดีสำหรับใครก็ตามที่กังวลเรื่องสมองจะเสื่อมถอยไปตามวัย งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งนำทีมโดยนักวิจัยในสหรัฐฯ และตีพิมพ์ลงในวารสาร Neurology พบว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ความหนักปานกลางเป็นประจำ ไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพกาย แต่ยังส่งผลดีอย่างน่าทึ่งต่อสมรรถนะทางสมอง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เริ่มมีปัญหาด้านความจำความเข้าใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคสมองเสื่อม (dementia) การค้นพบครั้งนี้จึงน่าจะมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบและมีอัตราผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้องหันมาใส่ใจหาวิธีรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยชรากันมากขึ้น

ทีมวิจัยได้ศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุ 160 คน อายุเฉลี่ยราว 65 ปี ซึ่งทั้งหมดใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย (เนือยนิ่ง) และมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง ที่สำคัญคือ ผู้เข้าร่วมทุกคนเริ่มมีปัญหาด้านการคิด การจัดการ ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการวางแผน การจดจ่อใส่ใจ และการจัดการสิ่งต่างๆ หรือที่เรียกรวมๆ ว่า “ทักษะการบริหารจัดการ” (executive functions) สำหรับสังคมไทยที่กำลังเผชิญกับภาวะผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลการวิจัยนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะมีการคาดการณ์จากสำนักงานสถิติแห่งชาติว่า ภายในปี พ.ศ. 2583 ประชากรไทยราว 24% จะมีอายุเกิน 65 ปี ดังนั้น แนวทางดูแลสุขภาพสมองที่ไม่ต้องพึ่งยาจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อครอบครัวและผู้กำหนดนโยบาย

ในการทดลอง นักวิจัยได้แบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็นสี่กลุ่มด้วยวิธีสุ่ม: กลุ่มแรกให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างเดียว, กลุ่มที่สองให้ทานอาหารตามแนวทางแดช (DASH - Dietary Approaches to Stop Hypertension), กลุ่มที่สามให้ทำทั้งสองอย่าง (ออกกำลังกายและทานอาหารแดช), และกลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มควบคุม ซึ่งได้รับเพียงข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพทั่วไป การออกกำลังกายแบบแอโรบิกประกอบด้วยกิจกรรมครั้งละ 45 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยแบ่งเป็นการวอร์มอัพ 10 นาที ตามด้วยการเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ หรือปั่นจักรยานต่อเนื่องอีก 35 นาที ส่วนอาหารแบบแดช ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดในไทยอยู่แล้วว่าเน้นกินผักผลไม้ ลดเค็ม กินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และธัญพืชไม่ขัดสี ก็ถูกนำมาประเมินผลด้วยเช่นกัน ทั้งแบบเดี่ยวๆ และแบบทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

นักวิจัยพบว่า กลุ่มที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ว่าจะทานอาหารแบบใดก็ตาม มีทักษะการบริหารจัดการดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งทักษะการคิดส่วนนี้สำคัญมากต่อการจัดการชีวิตประจำวันและการตัดสินใจต่างๆ ในช่วงเริ่มต้นของการศึกษา คะแนนทดสอบความสามารถทางสมองของผู้เข้าร่วมเทียบเท่ากับคนอายุ 93 ปี ทั้งที่อายุจริงเฉลี่ยอยู่ที่ 65 ปี แต่หลังจากออกกำลังกายเป็นเวลาหกเดือน คะแนนของพวกเขากลับดีขึ้นจนเทียบเท่ากับระดับที่ควรจะเป็นของคนอายุ 84 ปี พูดง่ายๆ คือเหมือนได้ความอ่อนเยาว์ทางสมองกลับคืนมาถึงเก้าปี อย่างไรก็ตาม คะแนนด้านความจำกลับไม่พบว่าดีขึ้นในลักษณะเดียวกัน ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าทักษะการบริหารจัดการน่าจะตอบสนองต่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในระยะสั้นได้ดีกว่าเรื่องความจำ

กลุ่มที่ทั้งออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำและทานอาหารตามแนวทางแดช ทำคะแนนรวมด้านทักษะการบริหารจัดการได้ดีที่สุด เกือบ 47 คะแนน (จากคะแนนเต็มที่เป็นไปได้) เทียบกับกลุ่มที่ทำอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งได้ 42 คะแนน และกลุ่มที่ได้รับแค่ข้อมูลสุขภาพที่ได้ 38 คะแนน ผลลัพธ์เหล่านี้ยิ่งตอกย้ำหลักฐานที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพหลายๆ อย่างพร้อมกันนั้นให้ประโยชน์ต่อสมองมากกว่าการทำเพียงอย่างเดียว ดังที่นักประสาทวิทยาอาวุโสท่านหนึ่งจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยดุ๊กกล่าวว่า “ผลลัพธ์นี้น่าพอใจมาก เพราะแค่เพียงหกเดือน การเพิ่มการออกกำลังกายเป็นประจำเข้าไปในชีวิต ก็อาจช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาด้านความจำความเข้าใจแต่ยังไม่ถึงขั้นสมองเสื่อม สามารถปรับปรุงความสามารถในการวางแผนและทำงานที่ต้องใช้ความคิดให้สำเร็จลุล่วงได้ดีขึ้น” นักวิจัยยังเสริมด้วยว่า แม้จำเป็นต้องมีการศึกษาที่ใหญ่ขึ้นและใช้เวลานานขึ้นเพื่อยืนยันผล แต่ข้อมูลปัจจุบันก็นับว่าให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเกี่ยวกับมาตรการที่นำไปปฏิบัติได้จริงเพื่อชะลอความเสื่อมของสมองที่เกี่ยวกับวัย

ผลการวิจัยนี้ยังสอดคล้องกับการทบทวนงานวิจัยครั้งใหญ่ที่ตีพิมพ์ในออสเตรเลียเมื่อปี 2567 ซึ่งวิเคราะห์งานวิจัยถึง 39 ชิ้น และสรุปว่าการออกกำลังกายระดับปานกลางหลายครั้งต่อสัปดาห์ช่วยให้สมองเฉียบคมขึ้นอย่างสม่ำเสมอในผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี รวมถึงคนที่เริ่มมีภาวะสมองเสื่อมแล้วด้วย (ดูบทวิจารณ์ใน The Lancet: <https:>) เป็นที่ทราบกันดีมานานแล้วว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และมะเร็งบางชนิด แต่ความสามารถในการปกป้องสุขภาพสมองนั้นกำลังกลายเป็นหัวข้อวิจัยที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การที่เลือด ออกซิเจน และสารอาหารไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น รวมถึงการหลั่งฮอร์โมนเกี่ยวกับการเจริญเติบโตบางชนิด อาจช่วยในการสร้างเซลล์ประสาทใหม่และการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท ซึ่งอาจช่วยย้อนกลับหรือชะลอความเสื่อมของสมองตามวัยได้

สำหรับคนไทย ผลการวิจัยเหล่านี้ถือว่าเข้ากันได้ดีกับกระแส “สูงวัยอย่างมีพลัง” (active ageing) และการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน ที่ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและโครงการต่างๆ ในชุมชนกำลังรณรงค์ให้ผู้สูงอายุหันมาเดิน ปั่นจักรยาน และออกกำลังกายเป็นกลุ่มกันมากขึ้น แนวทางล่าสุดจากกรมควบคุมโรคของไทยก็แนะนำอย่างเจาะจงว่า กิจกรรมแอโรบิกเป็นประจำช่วยป้องกันได้ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคทางระบบประสาทในผู้สูงวัย การนำทั้งการออกกำลังกายและอาหารคล้ายๆ แบบแดช ซึ่งคนไทยคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วในฐานะแนวทางควบคุมความดันโลหิตสูง มาปรับใช้ร่วมกัน จึงเป็นแนวทางที่ทำได้จริงและใช้ค่าใช้จ่ายไม่สูง ซึ่งครอบครัวหรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สามารถนำไปส่งเสริมต่อได้

หากมองย้อนไปในอดีต ผู้สูงอายุชาวไทยจำนวนไม่น้อยยังคงจำวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมได้ ที่ต้องเดินไปจ่ายตลาดสดทุกวัน หรือการเข้าร่วมกิจกรรมส่วนรวมที่วัด ซึ่งล้วนแต่ต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายและพบปะผู้คนเป็นประจำ นิสัยเหล่านี้อาจลดน้อยลงไปบ้างตามการขยายตัวของเมืองและการใช้รถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 งานวิจัยชิ้นนี้จึงช่วยตอกย้ำถึงคุณค่าของการหวนกลับไปสู่กิจวัตรประจำวันที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมและมีการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ เพื่อส่งเสริมสุขภาพสมองที่ดี

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้การที่ทักษะการบริหารจัดการดีขึ้นจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเหล่านี้จะสามารถป้องกันหรือย้อนกลับโรคอัลไซเมอร์ได้ เพียงแต่อาจช่วยเสริมสร้างความสามารถทางสมองที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตอย่างอิสระของผู้สูงอายุได้เท่านั้น งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพด้านความจำไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ซึ่งบ่งบอกถึงความจำเป็นที่ต้องใช้วิธีการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการฝึกสมอง เพื่อดูแลสุขภาพสมองในมิติอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันมากขึ้นในหมู่นักประสาทวิทยา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนั้นชัดเจนว่า: การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ การมีส่วนร่วมทางสังคม และการปรับเปลี่ยนอาหาร เป็นส่วนผสมที่ทรงพลังในการปกป้องความสามารถทางสมองไว้จนถึงวัยชรา

สำหรับครอบครัวไทยที่ดูแลสมาชิกผู้สูงอายุ ผลการวิจัยนี้นำไปปรับใช้ได้ไม่ยาก ลองจัดกิจกรรมเดินกลุ่มหรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ในชุมชน สนับสนุนให้ผู้สูงอายุทานอาหารตามแนวทางแดช โดยเน้นผัก โปรตีนไม่ติดมัน และอาหารรสไม่จัด และเข้ารับการตรวจสุขภาพกับ อสม. หรือคลินิกใกล้บ้านเป็นประจำเพื่อติดตามสุขภาพสมอง และเช่นเคย หากจะเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใหม่ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขก่อนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและความท้าทายของสังคมสูงวัย การค้นพบเหล่านี้มอบความหวังที่จับต้องได้ และเป็นแรงกระตุ้นให้ฟื้นฟูประเพณีการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันและการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่นมานาน ดังที่ผู้เขียนงานวิจัยเน้นย้ำ การผสมผสานการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเข้ากับอาหารที่สมดุล ไม่เพียงแต่อาจช่วยหมุนเวลาย้อนอายุให้สมอง แต่ยังช่วยรักษาความเป็นอิสระทางความคิด ศักดิ์ศรี และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป

แหล่งข้อมูล:

  • <https:>
  • <https:>
  • <https:>
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ()
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ ()</www.ddc.moph.go.th></https:></https:></https:></https:>