ทุกวันนี้ การดูแลผู้ป่วยมะเร็งมีแนวทางใหม่ๆ ที่น่าจับตามองมากขึ้น โดยหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ “สุขภาพทางเพศ” ซึ่งกระทบต่อสุขภาวะโดยรวมของผู้ป่วยอย่างมาก วงสนทนาในหมู่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ช่วงหลังๆ นี้ ชี้ว่าแม้การรักษามะเร็งจะก้าวหน้าไปไกลและผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น แต่ความต้องการด้านสุขภาพทางเพศกลับยังถูกละเลยอยู่บ่อยครั้ง ทั้งในแง่งานวิจัยและการดูแลรักษาจริง การมองข้ามจุดนี้ส่งผลกระทบไม่น้อยต่อคุณภาพชีวิตและการฟื้นตัวของผู้ป่วย ยิ่งตอกย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการดูแลผู้ป่วยทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ที่เรื่องเพศยังคงเป็นประเด็นที่สังคมไม่ค่อยเปิดอกคุยกันนัก และยังมีบริการสนับสนุนที่จำกัด

การที่ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ก็เพราะมีหลักฐานและเสียงจากผู้เชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งชี้ตรงกันว่าสุขภาพทางเพศของผู้ป่วยมะเร็งนั้นเกี่ยวพันอย่างแน่นแฟ้นกับสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจ จากบทสัมภาษณ์หลายชิ้นและผลการศึกษาล่าสุดที่ OncLive รายงาน แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต่างระบุถึงช่องว่างใหญ่ในการช่วยเหลือด้านสุขภาพทางเพศระหว่างและหลังการรักษามะเร็ง วิธีการรักษามะเร็งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา ล้วนอาจทำให้เกิดภาวะบกพร่องทางเพศหรือการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความเครียดและความบอบช้ำทางใจจากการป่วยด้วยโรคร้าย

ปัญหานี้ยิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เคยเป็นมะเร็งที่กระทบอวัยวะสืบพันธุ์โดยตรง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่จริงๆ แล้วก็ส่งผลต่อผู้ป่วยมะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ ผู้ป่วยอาจมีอาการช่องคลอดแห้ง อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ความต้องการทางเพศลดลง หรือเจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ ปัญหาทางใจอย่างความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าก็พบได้ทั่วไป แต่การพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอกลับแทบไม่เกิดขึ้นในสถานพยาบาลหลายแห่ง ผลสำรวจชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Sexual Medicine เผยว่า ผู้ป่วยมะเร็งกว่า 60% บอกว่าความต้องการด้านสุขภาพทางเพศของตนไม่ได้รับการดูแล แต่กลับมีไม่ถึง 1 ใน 4 ที่เคยได้รับคำแนะนำหรือความช่วยเหลือใดๆ จากทีมแพทย์ link

ผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยาด้านมะเร็งและพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง กำลังเรียกร้องให้เกิดการปรับเปลี่ยนทั้งระบบในการดูแลปัญหาสุขภาพทางเพศของผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งชั้นนำท่านหนึ่งกล่าวว่า “สุขภาพทางเพศเป็นส่วนสำคัญของคุณภาพชีวิตคนไข้ของเรา การที่เราเมินเฉยต่อความต้องการตรงนี้ ก็เท่ากับว่าเรายังดูแลพวกเขาได้ไม่ครบทั้งตัวและใจ” มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระดับสากลมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นแนวทางของสมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกแห่งอเมริกา (ASCO) link ที่แนะนำให้ประเมินและช่วยเหลือเรื่องอาการทางเพศอย่างสม่ำเสมอในทุกขั้นตอนของการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง

อุปสรรคที่ขัดขวางการดูแลสุขภาพทางเพศอย่างทั่วถึงในการรักษามะเร็งนั้นซับซ้อน บุคลากรทางการแพทย์จำนวนไม่น้อยยอมรับว่ารู้สึกอึดอัดหรือไม่มั่นใจพอที่จะเริ่มคุยเรื่องเพศ ขณะที่ผู้ป่วยเองก็อาจลังเลที่จะเอ่ยปาก เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สังคมไม่ค่อยพูดถึง หรือรู้สึกเขินอาย ยิ่งในสังคมไทย ที่มีวัฒนธรรมและค่านิยมที่อาจทำให้การพูดคุยเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง ความท้าทายเหล่านี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น นักวิจัยด้านวัฒนธรรมจากมหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำของไทยท่านหนึ่งชี้ว่า ความอับอายและกรอบของสังคมมักเป็นกำแพงขวางกั้นการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา นำไปสู่วังวนของความเงียบที่ส่งผลเสียต่อการฟื้นตัวและความสัมพันธ์ของผู้ที่รอดชีวิตจากมะเร็ง link

เพื่อคลี่คลายปัญหานี้ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์กำลังผลักดันให้มีการอบรมบุคลากรให้มีทักษะการสื่อสารเรื่องสุขภาพทางเพศอย่างจริงจังมากขึ้น รวมถึงการจัดตั้งคลินิกสุขภาพทางเพศโดยเฉพาะในแผนกมะเร็งวิทยา ในต่างประเทศ โรงพยาบาลบางแห่งได้นำร่องรูปแบบการดูแลแบบบูรณาการ โดยมีที่ปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของทีมสหสาขาวิชาชีพ ทำงานร่วมกับแพทย์มะเร็ง นักจิตวิทยา และนักโภชนาการ เพื่อให้การดูแลที่ตรงจุด ในกรุงเทพฯ โรงพยาบาลรัฐชั้นนำหลายแห่งได้เริ่มโครงการนำร่องเพื่อผนวกคำถามคัดกรองสุขภาพทางเพศเบื้องต้นเข้าไปในการนัดตรวจติดตามผล และส่งต่อผู้ป่วยไปยังผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็น

เมื่อมองในมุมของความเชื่อทางวัฒนธรรมไทย เรื่องเพศและสุขภาพก็ส่งผลต่อวิธีที่ผู้ป่วยบอกเล่าอาการและตัดสินใจเข้ารับการรักษา ในอดีต การพูดคุยเรื่องปัญหาสุขภาพทางเพศมักจำกัดอยู่ในวงส่วนตัว หรือพึ่งพาการรักษาแบบแผนโบราณนอกระบบสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มมีการยอมรับมากขึ้นว่าการสื่อสารที่เปิดอก ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการให้คำปรึกษาที่เข้าใจ สามารถช่วยให้ผู้รอดชีวิตฟื้นตัวและมีความสุขกับชีวิตได้ดีขึ้นอย่างมาก

แนวทางในอนาคตทั้งในไทยและต่างประเทศ น่าจะมุ่งไปที่การนำระบบประเมินสุขภาพทางเพศมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น การสร้างสื่อการเรียนรู้ที่เข้ากับบริบทวัฒนธรรมสำหรับทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ และการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความต้องการเฉพาะของผู้ป่วยมะเร็งที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีความต้องการด้านสุขภาพทางเพศที่ไม่ได้รับการตอบสนอง การศึกษานานาชาติยังเน้นถึงความจำเป็นในการใช้เครื่องมือดิจิทัล การให้คำปรึกษาทางไกล และเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อน ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่ช่วยทลายกำแพงอุปสรรคในสังคมไทยที่มีความหลากหลายทั้งในเมืองและชนบทได้ link

สำหรับผู้อ่านชาวไทยและครอบครัวที่กำลังเผชิญกับโรคมะเร็ง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มลงมือทำ: ผู้ป่วยและคนใกล้ชิดควรกล้าที่จะเปิดประเด็นข้อกังวลเรื่องสุขภาพทางเพศกับทีมแพทย์ ในขณะเดียวกัน บุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้การพูดคุยเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและได้รับการสนับสนุน ดังที่นักจิตวิทยาด้านมะเร็งท่านหนึ่งได้กล่าวไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “การดูแลปัญหาสุขภาพทางเพศไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แต่มันคือการฟื้นคืนศักดิ์ศรี ความมั่นใจ และความหวังหลังผ่านพ้นมะเร็ง”

หัวใจสำคัญในตอนนี้ก็คือ สุขภาพทางเพศเป็นเสาหลักที่จำเป็น แม้จะถูกมองข้ามมานาน ของการฟื้นตัวจากโรคมะเร็ง การส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยอย่างเปิดอกและการดูแลที่ครอบคลุม จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวทันทิศทางของโลก สู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างแท้จริงสำหรับผู้ป่วยมะเร็งทุกคน