ความผูกพันระหว่างคนไข้กับคุณหมอส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยความไว้วางใจและความรู้สึกเปิดใจคุยได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นประเด็นสุขภาพทางเพศที่ละเอียดอ่อน แต่ทว่า เรื่องราวและงานวิจัยหลายชิ้นในช่วงหลังกำลังชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจเปลี่ยนแพทย์ โดยเฉพาะสูตินรีแพทย์ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่สุขภาวะทางเพศที่ดีขึ้นได้ บทความจากต่างประเทศอย่าง “Firing My Gynecologist Was Good for My Sexual Health” บนเว็บไซต์ TheBody.com ได้จุดประกายให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสำคัญกับสิทธิและศักดิ์ศรีของตัวเอง มากกว่าจะทนอยู่กับแพทย์คนเดิมหรือยึดติดกับความเชื่อเก่าๆ

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้มาจากประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยรายหนึ่งที่รู้สึกเหมือนถูกตีตราหลังจากไปขอรับยา PrEP เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV แทนที่จะยอมรับการดูแลที่ไม่เข้าใจความต้องการของเธอ เธอเลือกที่จะเปลี่ยนไปหาหมอคนใหม่ที่เคารพการตัดสินใจและพร้อมดูแลเธออย่างที่ควรจะเป็น สำหรับผู้อ่านชาวไทย นี่คือโอกาสอันดีที่จะได้ทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ รวมถึงมองเห็นอุปสรรคที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในระบบบริการสุขภาพทางเพศ ทั้งในระดับสากลและในบ้านเราเอง

เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือ คนไข้ไทยจำนวนมากยังคงเชื่อมั่นและให้ความเคารพแพทย์อย่างสูง จนบางครั้งอาจทำให้เก็บงำความรู้สึกอึดอัดหรือไม่กล้าสื่อสารความต้องการที่แท้จริงออกไป งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศต่างยืนยันว่า ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับเกียรติ การสื่อสารที่เปิดอก และการดูแลตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเพศ งานทบทวนวรรณกรรมชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน PubMed ชี้ว่า การสื่อสารที่ไม่เพียงพอระหว่างผู้หญิงกับบุคลากรทางการแพทย์ยังคงเป็นกำแพงสำคัญที่ขัดขวางการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในโรคอย่างเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือแม้แต่การป้องกันเชื้อ HIV

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า การสื่อสารที่ดีระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยคือรากฐานสำคัญของการดูแลที่มีคุณภาพ เพราะไม่เพียงช่วยสร้างความไว้วางใจ แต่ยังนำไปสู่ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย หากผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองถูกตัดสินหรือทำให้อับอาย โดยเฉพาะเรื่องรสนิยมทางเพศหรือการขอยา PrEP ก็มีแนวโน้มที่จะถอยห่างจากระบบสุขภาพ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความปลอดภัยของตนเองในระยะยาว

รายงานจาก TheBody.com ยังเปิดเผยด้วยว่า กลุ่มผู้หญิงข้ามเพศ ผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงผู้หญิงทั่วไปที่ต้องการเข้าถึงการป้องกัน HIV มักต้องเผชิญกับอคติและการตีตราในสถานพยาบาล ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมไทยควรตระหนัก แม้ว่าประเทศไทยจะมีชื่อเสียงเรื่องความเปิดกว้างทางเพศ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้รับบริการก็ยังอาจพบเจอกับอคติที่ซ่อนเร้นอยู่ในระบบบริการสุขภาพได้

งานวิจัยเกี่ยวกับการบูรณาการบริการป้องกัน HIV เข้ากับสุขภาพของผู้หญิงเน้นย้ำว่า แพทย์ควรให้ข้อมูลอย่างเป็นกลางและไม่ตัดสิน พร้อมทั้งเสนอทางเลือกเกี่ยวกับ PrEP อย่างเหมาะสม แต่ในโลกความเป็นจริง การที่ผู้ป่วยต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเองและกล้าที่จะเปลี่ยนแพทย์ ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคเหล่านี้

ในบริบทของประเทศไทย การปฏิรูประบบสุขภาพและนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ป่วยมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีสูตินรีแพทย์หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพทางเพศบางส่วนที่อาจยังไม่ได้ปรับปรุงองค์ความรู้ให้ทันสมัย หรือยังคงมีทัศนคติส่วนตัวแบบเดิมๆ ต่อพฤติกรรมทางเพศ ผู้นำองค์กรส่งเสริมสิทธิ HIV ในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งเคยให้ข้อมูลว่า “ผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ทั้งที่เป็นหญิงโดยกำเนิดและหญิงข้ามเพศ ยังคงไม่กล้าขอข้อมูลหรือรับบริการป้องกัน HIV จากแพทย์ เพราะกลัวว่าจะถูกตัดสิน”

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาระบบสุขภาพทางเพศที่ตอบโจทย์สังคมไทยและเคารพสิทธิของผู้ป่วยอย่างแท้จริง แม้ระบบสาธารณสุขไทยจะมีความก้าวหน้าในเรื่องการลดอันตราย (harm reduction) จาก HIV แต่ในมิติของสุขภาพสตรีโดยรวมและการสื่อสารเชิงป้องกันยังคงมีช่องว่างอยู่ ตัวอย่างเช่น แม้ไทยจะประสบความสำเร็จในการผลักดันยา PrEP หรือการตรวจ HIV เชิงรุกในกลุ่มเป้าหมาย แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มที่ตระหนักถึงสิทธิของตนเองหรือกล้าที่จะยืนยันความต้องการอยู่แล้ว

สำหรับสังคมไทยโดยรวม โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตกรุงเทพฯ การเปลี่ยนแพทย์หรือแม้แต่การตั้งคำถามกับความเห็นของแพทย์ยังถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับลำดับอาวุโส ความเคารพผู้ใหญ่ หรือธรรมเนียมปฏิบัติ อาจทำให้รู้สึกว่าการขัดใจแพทย์เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกและเริ่มเห็นได้ในไทยคือ การที่ผู้ป่วยหันมาให้ความสำคัญกับการเลือกแพทย์ที่พร้อมรับฟัง ให้เกียรติ และร่วมตัดสินใจเรื่องสุขภาพทางเพศด้วยกันอย่างแท้จริง

อนาคตของระบบสุขภาพทางเพศในไทยจะหันมาให้ความสำคัญกับการเสริมพลังให้ผู้ป่วยมากขึ้น สถาบันฝึกอบรมทางการแพทย์และองค์กรวิชาชีพต่างๆ เริ่มปรับปรุงหลักสูตรโดยเน้นทักษะการสื่อสาร การดูแลผู้มีความหลากหลายทางเพศ และจริยธรรมทางการแพทย์ โรงพยาบาลบางแห่งก็เริ่มมีช่องทางให้ผู้ป่วยสามารถประเมินการบริการและร้องเรียนได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน

สำหรับผู้ป่วยในประเทศไทย ไม่ว่าคุณจะมีอัตลักษณ์ทางเพศแบบใด ข้อคิดสำคัญที่สุดคือ สุขภาพและศักดิ์ศรีของคุณเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากแพทย์ที่คุณดูแลอยู่ ไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะตอบสนองความต้องการของคุณ การเปลี่ยนหมอคือสิทธิที่คุณมี และอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการมีสุขภาพที่ดีอย่างแท้จริง พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกัน HIV ในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งฝากข้อความไว้ว่า “ผู้ป่วยที่กล้าลุกขึ้นมาเพื่อสิทธิของตัวเอง มักจะมีสุขภาพที่ดีกว่า อย่าอายที่จะขอความเห็นจากแพทย์ท่านอื่น หรือย้ายสถานพยาบาลหากคุณไม่สบายใจกับแพทย์คนเดิม”

สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพทางเพศของตัวเองให้ดีขึ้น ลองเตรียมคำถามที่อยากรู้ไปล่วงหน้าก่อนพบแพทย์ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับยา PrEP หรือบริการอื่นๆ จากคลินิกใกล้บ้าน และปรึกษาองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญ หากรู้สึกไม่พอใจกับการบริการที่ได้รับ ทุกคนสามารถขอย้ายสิทธิการรักษาหรือขอความเห็นที่สอง (second opinion) ได้เสมอ ผ่านช่องทางที่มูลนิธิหรือเครือข่ายผู้ป่วยต่างๆ พร้อมให้คำแนะนำ

สรุปได้ว่า ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ทั้งในระดับสากลหรือในบริบทของไทย การกล้าเรียกร้องสิทธิของตนเองและการเลือกสูตินรีแพทย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ คือหัวใจสำคัญของการมีสุขภาวะทางเพศที่ดีในยุคปัจจุบัน หากคุณเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดี การตัดสินใจเปลี่ยนแพทย์ การยืนหยัดในสิทธิของตนเอง หรือการมองหาความช่วยเหลือจากแหล่งอื่น อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตและสุขภาพของคุณให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเมื่อผู้ป่วยและแพทย์ต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ระบบสุขภาพโดยรวมก็จะแข็งแกร่งและตอบสนองความต้องการของผู้คนได้ดียิ่งขึ้น


แหล่งข้อมูล:

  • “Firing My Gynecologist Was Good for My Sexual Health.” TheBody.com (<https:>)
  • งานศึกษาใน PubMed เกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างแพทย์-คนไข้และ PrEP: (“Development of a visual, patient-reported tool for assessing the multi-dimensional burden of endometriosis,” 2021; “Far More than Just a Prescription,” 2021)
  • Wikipedia, doctor-patient relationship and sexual health (<https:>)
  • TheBody.com, HIV Prevention resources (https:>)</https:</https:></https:>