ในขณะที่ทั่วโลกกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อลดอคติและทัศนคติเชิงลบเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศของผู้ชาย งานวิจัยและการเคลื่อนไหวทางสังคมหลายชิ้นล่าสุดได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยอย่างเปิดอกมากขึ้น ทลายกรอบความคิดเดิมๆ และเปลี่ยนความรู้สึกอึดอัดเก็บกดให้กลายเป็นการดูแลเอาใจใส่กันในสังคมอย่างแท้จริง กระแสการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสังคมไทย ซึ่งยังคงมีค่านิยมความเป็นชายแบบดั้งเดิมฝังรากลึกอยู่

คำว่า “สุขภาพของผู้ชาย” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องร่างกายเท่านั้น แต่สุขภาพจิตและอารมณ์ก็ได้รับการให้ความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สถิติทั่วโลกบ่งชี้ว่าผู้ชายมีอายุขัยเฉลี่ยสั้นกว่าผู้หญิง ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ เบาหวาน ปัญหาสุขภาพจิต และมะเร็ง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและข้อจำกัดทางสังคม อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งคือความไม่กล้าไปตรวจสุขภาพหรือขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งเป็นผลมาจากอคติทางสังคมที่ไม่ยอมรับความอ่อนแอ ความเชื่อผิดๆ และทัศนคติที่มองว่าการพูดถึงปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องน่าอาย (Life & Style, 2025)

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายเหล่านี้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นในบริบททางวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรม “ความเกรงใจ” และภาพลักษณ์ของผู้ชายที่ต้องเข้มแข็ง เก็บความรู้สึก ถือเป็นคุณค่าที่ถูกปลูกฝังมานาน ทำให้เรื่องสุขภาพทางเพศและสุขภาพจิตกลายเป็นประเด็นต้องห้ามสำหรับผู้ชาย เราเห็นแนวโน้มคล้ายกันนี้ในหลายประเทศ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าผู้ชายเข้าถึงบริการสุขภาพจิตน้อยกว่าผู้หญิงอย่างมาก ทั้งๆ ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่า (Harvard Gazette, 2023) นักวิชาการด้านจิตวิทยาในต่างประเทศท่านหนึ่งอธิบายว่า บ่อยครั้งที่ผู้ชายเลือกที่จะมองข้ามหรือไม่ยอมรับความรู้สึกของตนเอง จนปัญหาสะสมเรื้อรังและส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมในระยะยาว

นอกจากสุขภาพจิตแล้ว ปัญหาสุขภาพกายก็พบได้บ่อยเช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่าผู้ชายอเมริกันกว่า 74% มีน้ำหนักเกินเกณฑ์หรือเป็นโรคอ้วน และแนวโน้มเดียวกันนี้กำลังเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ชายไทยที่อาศัยอยู่ในเมือง (CDC Men’s Health) ปัญหาโรคอ้วนและภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศมักถูกสังคมตีตราซ้ำเติม ทำให้ผู้ชายขาดความมั่นใจ ส่งผลกระทบต่อชีวิตคู่และคุณภาพชีวิตโดยรวม นักรณรงค์ด้านสุขภาพทางเพศท่านหนึ่งที่เคยมีประสบการณ์ต่อสู้กับโรคอ้วนขั้นรุนแรง กล่าวในบทความของ Life & Style ว่า การเปลี่ยนแปลงสุขภาพให้ดีขึ้นเป็นสิ่งที่ทำได้จริง อยู่ที่การตัดสินใจลงมือทำ มากกว่าจะมองว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมทั้งรณรงค์ให้ผู้ชายหันมาเข้าใจและเห็นใจตัวเองมากขึ้น

แม้ว่ายา “ไวอากร้า” จะเข้ามาช่วยลดอคติเกี่ยวกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในสังคมตะวันตกมานานกว่า 27 ปีแล้ว แต่ในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย ผู้ชายจำนวนมากยังคงลังเลที่จะเข้ารับการรักษา เนื่องจากตราบาปทางสังคมยังคงฝังรากลึก (USA Today, 2025) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า “เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในอเมริกามาตั้งแต่รุ่นก่อนๆ แล้ว แต่สำหรับในไทย ถือว่าเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น”

เมื่อไม่นานมานี้ มีงานวิจัยระดับนานาชาติพบว่า การรณรงค์เพื่อลดอคติผ่านกิจกรรมสื่อสารและให้ความรู้ สามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ ทั้งด้านสุขภาพทางเพศและสุขภาพจิตของผู้ชายได้อย่างแท้จริง ผลการทบทวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PubMed ปี 2024 ยืนยันว่า โครงการให้ความรู้และเครือข่ายสนับสนุนทางสังคมต่างๆ ช่วยเพิ่มความกล้าให้ผู้ชายตัดสินใจขอรับความช่วยเหลือได้อย่างมีนัยสำคัญ (PMC Mental Health Stigma Reduction, 2024) นักวิจัยด้านสาธารณสุขจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งกล่าวว่า “การทลายกำแพงความอายต้องอาศัยกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การรณรงค์ด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว” ปัจจุบัน มีโครงการมากมายที่ขยายขอบเขตจากโรงพยาบาลไปสู่ชุมชน รวมถึงการจัดกิจกรรมผ่านเวทีออนไลน์ การร่วมมือกับบุคคลที่มีชื่อเสียง และการให้ผู้นำชุมชนเข้ามามีบทบาทในการสื่อสาร

ในบริบทของสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาครัฐเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญคือการขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยเคารพคุณค่าดั้งเดิมของท้องถิ่น เช่น การให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ผู้ชายกล้าที่จะตระหนักรู้และสื่อสารปัญหาสุขภาพของตนเองมากขึ้น เจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขท่านหนึ่งกล่าวว่า “เราไม่สามารถนำรูปแบบจากตะวันตกมาปรับใช้ได้โดยตรง ต้องสร้างความไว้วางใจ และทำให้การพูดคุยเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและเป็นธรรมชาติสำหรับสังคมไทย”

ทางออกที่เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งคือ การพัฒนาคลินิกแนวใหม่ที่ให้บริการแบบองค์รวม ดูแลทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์ ตัวอย่างเช่น คลินิก VidaVital ในสหรัฐอเมริกา ที่ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การรักษาด้วยฮอร์โมน การให้คำปรึกษาด้านจิตใจ ไปจนถึงการดูแลปัญหาทางเพศโดยไม่มีการตีตรา ผู้ก่อตั้งคลินิกให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจต่อผู้รับบริการ โดยไม่ตัดสินและพร้อมให้การสนับสนุน ซึ่งรูปแบบนี้เริ่มมีการนำมาปรับใช้โดยคลินิกชั้นนำในประเทศไทย ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพผู้ชายแบบ “องค์รวม” มากขึ้น

เมื่อมองย้อนกลับมาที่บริบทของไทย การรับรู้เรื่องสุขภาพของผู้ชายได้รับอิทธิพลจากแนวคิดทางพุทธศาสนา ค่านิยมเรื่องภาพลักษณ์ในสังคม (“การรักษาหน้า”) และความคาดหวังต่อบทบาททางเพศ ซึ่งส่งผลให้การพูดคุยเรื่องเพศกลายเป็นเรื่องต้องห้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมืองเริ่มเปิดใจมากขึ้นจากอิทธิพลของกระแสรักสุขภาพทั่วโลก การรณรงค์โดยบุคคลที่มีชื่อเสียง และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางดิจิทัล กลุ่มสนับสนุนต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย ช่องยูทูปที่ให้ความรู้ และพอดแคสต์ที่วิทยากรไม่เปิดเผยตัวตน ได้กลายเป็นพื้นที่ใหม่ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่กล้าพูดคุยเรื่องเหล่านี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ

แนวโน้มในอนาคตของประเทศไทยคาดว่าจะขยายตัวไปพร้อมกับการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัล นโยบายของภาครัฐ และการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในสังคม ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ต่างๆ จะรู้สึกสะดวกใจมากขึ้นในการพูดคุยและหยิบยกประเด็นสุขภาพทางเพศและสุขภาพจิตขึ้นมาพิจารณานอกกรอบความคิดเดิมๆ ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการบริการสุขภาพที่เน้นการรับฟังอย่างเข้าใจและปราศจากอคติเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน นโยบายประกันสุขภาพเริ่มให้ความครอบคลุมด้านสุขภาพจิตและสุขภาพทางเพศอย่างจริงจังมากขึ้น แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรในชนบทและผู้สูงอายุ

สำหรับผู้อ่านชาวไทย มีหลายก้าวเล็กๆ ที่เราสามารถช่วยกันขับเคลื่อนให้การพูดคุยเรื่องสุขภาพผู้ชายกลายเป็นเรื่องปกติได้ เช่น การค้นหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากโรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศ การเปิดใจพูดคุยกับเพื่อนสนิท คนในครอบครัว และแพทย์เกี่ยวกับข้อกังวลด้านสุขภาพทางเพศหรือสุขภาพจิต จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน สถานศึกษาและสถานที่ทำงานก็ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สนับสนุนให้มีการพูดคุยประเด็นด้านสุขภาพได้โดยไม่มีการตีตราหรืออคติ

ท้ายที่สุดนี้ สาระสำคัญจากงานวิจัยล่าสุดได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การจะทำให้เรื่องสุขภาพทางเพศของผู้ชายกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาได้นั้น ต้องเริ่มต้นจาก “การได้พูดคุยกัน” เมื่อเราเปิดใจ ทลายกำแพงความคิดเก่าๆ และส่งต่อกำลังใจให้แก่กัน สังคมไทยก็จะสามารถก้าวไปสู่ความเข้าใจ และสุขภาวะที่ดีขึ้นสำหรับทุกคนได้อย่างแน่นอน

แหล่งข้อมูล: