ผลสำรวจระดับชาติชิ้นล่าสุดจากอังกฤษเปิดเผยข้อมูลน่ากังวลว่า ผู้หญิงชาวอังกฤษถึง 1 ใน 4 กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่รุนแรง นับเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนภาพใหญ่ของปัญหาสุขภาพสตรีและเป็นบทเรียนที่ประเทศไทยควรหันมาทบทวนเพื่อปรับปรุงระบบดูแลสุขภาพของตัวเอง ข้อมูลนี้ยิ่งตอกย้ำว่าโรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์สตรี เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis), ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS), อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง และประจำเดือนมาผิดปกติ ล้วนเป็นภาระหนักที่ผู้หญิงจำนวนมากต้องแบกรับ การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพัฒนาระบบการคัดกรองโรค สร้างความตระหนักรู้ในสังคม และเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงไทยไม่ต่างกัน
ในสังคมไทย ประเด็นสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ยังคงเป็นเรื่องสำคัญแต่กลับไม่ค่อยถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างเปิดเผยนัก อาจเป็นเพราะข้อจำกัดทางวัฒนธรรมและความรู้สึกอาย ทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการพูดคุยหรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพเหล่านี้ ส่งผลให้การวินิจฉัยและการรักษาล่าช้าออกไป ข้อมูลจากฝั่งอังกฤษจึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อไทย เพราะเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในบ้านเราหันมาทบทวนนโยบายและแนวทางการดูแลสุขภาพสตรีระดับประเทศ และกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยในวงกว้างมากขึ้น
รายงานจากอังกฤษระบุว่า ปัญหาสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่รุนแรงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่พบในสัดส่วนสูงถึง 25% ของผู้หญิง โดยอาการและโรคหลักๆ ที่พบ ได้แก่ อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ประจำเดือนมามากผิดปกติ หรือมาไม่สม่ำเสมอ รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) และเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งโรคเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเจ็บปวดทางร่างกาย แต่ยังบั่นทอนคุณภาพชีวิต และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการมีบุตรของผู้หญิงอีกด้วย Guardian Source
แม้ในประเทศไทยจะยังไม่มีการสำรวจขนาดใหญ่ในลักษณะเดียวกัน แต่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและผลงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่คล้ายคลึงกัน โดยมีรายงานว่าโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจพบได้ในผู้หญิงไทยวัยเจริญพันธุ์มากถึง 10% นอกจากนี้ ยังพบอัตราการป่วยด้วยภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ รวมถึงความผิดปกติของประจำเดือนในระดับที่ค่อนข้างสูง สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “ผู้หญิงไทยหลายคนยังคงเก็บเงียบ หรือหาวิธีรักษาด้วยตัวเอง เพราะความอายหรือไม่เข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ ซึ่งเชื่อว่าตัวเลขผู้ป่วยจริงๆ อาจสูงกว่าที่มีรายงานอยู่มาก”
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขชาวอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยชิ้นนี้ ต่างเน้นย้ำในประเด็นที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในไทย โดยหัวหน้าทีมแพทย์ผู้ดูแลการศึกษากล่าวว่า “ผู้หญิงจำนวนมากถูกมองข้าม หรืออาการป่วยของพวกเธอถูกตีความว่าเป็นเรื่องธรรมดา สุดท้ายก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดหรือไม่สบายตัวโดยไม่ได้รับการดูแลรักษาเป็นเวลาหลายปี” สภาพการณ์นี้คล้ายคลึงกับที่นักขับเคลื่อนด้านสุขภาพสตรีในไทยเคยตั้งข้อสังเกตว่า อุปสรรคสำคัญคือทัศนคติเชิงวัฒนธรรมและการขาดการให้ความรู้ด้านสุขภาพในวงกว้าง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมก็มีนัยสำคัญไม่แพ้กัน ปัญหาสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การขาดงาน ขาดโอกาสทางการศึกษา ตลอดจนเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาระยะยาว สำหรับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงรุ่นใหม่มีบทบาทในตลาดแรงงานและศึกษาต่อในระดับสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การดูแลสุขภาพในประเด็นนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับประเทศ
ที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างดีกับโครงการวางแผนครอบครัวและงานอนามัยแม่และเด็ก แต่ปัญหาสุขภาพสตรีเรื้อรังอื่นๆ เช่น ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ กลับยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในไทยที่หันมาสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องนี้กันมากขึ้น โดยร่วมกันผลักดันให้มีการบรรจุเนื้อหาเรื่องสุขภาพสตรีในหลักสูตรการเรียนการสอน พัฒนาระบบการคัดกรองเชิงรุกให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และส่งเสริมให้เสียงของผู้หญิงได้รับการรับฟังและเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสุขภาพมากขึ้น
สำหรับแนวทางในอนาคต ผลการศึกษาจากอังกฤษสามารถใช้เป็นต้นแบบให้ไทยริเริ่มจัดทำการสำรวจสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ระดับชาติที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาออกแบบมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของไทยโดยเฉพาะ เช่น การจัดทำแคมเปญให้ความรู้เรื่องประจำเดือนแบบเข้าใจง่าย การจัดตั้งสายด่วนให้คำปรึกษาเฉพาะทาง หรือการส่งเสริมให้บุคลากรสาธารณสุขด่านหน้ามีความรู้และทักษะในการดูแลปัญหาสุขภาพสตรีเบื้องต้น
ข้อปฏิบัติสำคัญสำหรับผู้หญิงและครอบครัวชาวไทย คือ การกล้าเปิดใจพูดคุยกันเรื่องประจำเดือนและสุขภาพภายในของผู้หญิง การหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำแม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติรุนแรง และการช่วยกันสนับสนุนให้เกิดการพูดคุยเรื่องนี้ในสังคมอย่างเปิดกว้าง ขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายก็ควรยกระดับให้ประเด็นสุขภาพสตรีเป็นวาระสำคัญในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการระหว่างคนในเมืองและชนบท
ดังที่หัวหน้านักวิจัยชาวอังกฤษได้กล่าวไว้ว่า “ผู้หญิงไม่ควรต้องยอมรับความเจ็บปวดราวกับว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งๆ ที่เรามีหนทางในการรักษา” ประเทศไทยเองก็จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลหากเราเดินตามแนวทางนี้เช่นกัน ในยุคที่ความเท่าเทียมทางเพศและเสียงของผู้หญิงกำลังเป็นประเด็นสำคัญในสังคมไทย เรื่องสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงจึงสมควรได้รับความใส่ใจและการลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง
แหล่งอ้างอิง: