งานวิจัยและเสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญในช่วงหลังมานี้ กำลังฉายภาพให้เห็นถึงความทุกข์ใจที่พูดไม่ออกของผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ที่กำลังเผชิญกับ “ช่องว่าง” ในการดูแลสุขภาพทางเพศที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งในระหว่างและหลังการรักษามะเร็ง ในยุคที่การรักษาพัฒนาไปไกลและอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น คุณภาพชีวิต โดยเฉพาะมิติของความสัมพันธ์และความใกล้ชิดทางเพศ จึงกลายเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ผู้รอดชีวิตและครอบครัวจำนวนมากให้ความสำคัญ วงการแพทย์ทั้งจากคลีฟแลนด์คลินิกและผู้เชี่ยวชาญในไทยต่างออกมาเรียกร้องให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย หันมาตระหนักว่าสุขภาพทางเพศคือส่วนสำคัญของการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ที่มักถูกมองข้าม เข้าใจผิด หรือกลายเป็นเรื่องที่ไม่กล้าพูดถึงกัน (Cleveland Clinic, 2024; วารสารแพทย์สมาคมแห่งประเทศไทย)
มะเร็งส่งผลกระทบไปแทบทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่ร่างกาย จิตใจ ไปจนถึงความสัมพันธ์ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพทางเพศซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดร.เทเรซา คัลลาร์ด-มัวร์ นักจิตบำบัดจากคลีฟแลนด์คลินิก ชี้ว่า “สุขภาพทางเพศเชื่อมโยงกับระบบต่างๆ ในร่างกายมากมาย และได้รับผลกระทบทั้งทางอารมณ์และร่างกาย ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ระหว่างการรักษา ไปจนถึงช่วงฟื้นฟู ประสบการณ์การเป็นมะเร็งส่งผลต่อสุขภาพทางเพศอย่างชัดเจน” แต่ถึงกระนั้น เรื่องนี้กลับเป็นประเด็นที่หมอส่วนใหญ่มักไม่ค่อยหยิบยกขึ้นมาคุยก่อน ทั้งๆ ที่งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศต่างชี้ตรงกันว่า ผู้ป่วยมะเร็งเกือบทุกคน ไม่ว่าจะเพศใด ก็ต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพทางเพศในช่วงใดช่วงหนึ่งของการเจ็บป่วย
แม้ว่าการรักษาโรคมะเร็งในไทยจะก้าวหน้าไปมากจนช่วยยืดชีวิตผู้ป่วยได้ยาวนานขึ้น แต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกเคว้งคว้างเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องสมรรถภาพทางเพศและความใกล้ชิดหลังได้รับการวินิจฉัย งานวิจัยใหม่ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศได้สรุปสาเหตุที่ทำให้ประเด็นนี้ไม่ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเวลาตรวจที่จำกัด ความรู้สึกอึดอัดของแพทย์เอง การขาดความรู้เฉพาะทางด้านสุขภาพทางเพศ และการที่เรื่องเพศยังถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาพูดในที่แจ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้หญิงและผู้สูงอายุ (โรงพยาบาลจุฬาฯ, วารสารแพทย์สมาคมแห่งประเทศไทย)
งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2025 ที่ศึกษาผู้หญิงไทยที่เป็นมะเร็งปากมดลูก พบว่า ปัญหาความไม่พอใจเรื่องเพศเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยหลังการรักษา ซึ่งเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับภาพลักษณ์ร่างกายที่เปลี่ยนไปและความรู้สึกแย่ๆ ทางใจ – ซึ่งเป็นรูปแบบปัญหาที่คล้ายคลึงกับที่พบในผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก และลำไส้ใหญ่ทั้งในไทยและทั่วโลก (PubMed: “ปัจจัยทำนายความพึงพอใจทางเพศในสตรีไทยที่ได้รับการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกครบอย่างน้อย 1 ปีและคู่สมรส”; EMJ Reviews) ผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่าอาการเจ็บปวดจากการผ่าตัด ความอ่อนเพลีย และความวิตกกังวล ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางรูปร่าง เช่น การสูญเสียเต้านม ผมร่วง หรือการต้องมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ติดตัว ก็มักจะบั่นทอนความรู้สึกสบายใจและความมั่นใจในตนเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความใกล้ชิดในความสัมพันธ์ “ร่างกายของพวกเธอเปลี่ยนไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการตัดเต้านม การฉายแสงที่ช่องคลอด หรือการต้องมีถุงปัสสาวะ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกสบายใจของคนคนนั้น และการจะมีความสุขทางเพศได้ คนเราจำเป็นต้องรู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว” ดร.คัลลาร์ด-มัวร์ อธิบาย
สำหรับผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากหรือลำไส้ใหญ่ ปัญหาด้านสมรรถภาพทางเพศ เช่น อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือความต้องการทางเพศลดลง ถือเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยแต่กลับไม่ค่อยมีการพูดถึงหรือรายงาน เนื่องจากกรอบความคิดเรื่องความเป็นชายในสังคมไทย และการที่ผู้ชายมักไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอออกมา (วารสารแพทย์สมาคมแห่งประเทศไทย) ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างก็ประสบปัญหาความกังวลในความสัมพันธ์ ความยากลำบากของคู่ชีวิต และความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้นจากผลกระทบทางร่างกายเหล่านี้
เมื่อทีมแพทย์ไม่ได้ชวนคุยเรื่องเหล่านี้ ผู้ป่วยมักต้องเผชิญกับสุขภาพจิตที่แย่ลง ความมั่นใจในตัวเองลดน้อยถอยลง และความพึงพอใจในความสัมพันธ์ที่ลดลงในระยะยาว ความเงียบงันนี้ยิ่งทำให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และคู่รัก ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ผู้รอดชีวิตในสังคมไทยมักรู้สึกว่าต้อง “ก้าวต่อไป” หลังการรักษา และไม่อยากเป็นภาระให้กับครอบครัวหรือทีมแพทย์ แต่ดังที่ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ระบายความในใจโดยไม่ประสงค์ออกนามว่า “เรื่องเจ็บปวด เรื่องซึมเศร้า ผมยังพอพูดได้นะ แต่พอจะพูดเรื่องเซ็กซ์ มันกลับรู้สึกเหมือนเราเห็นแก่ตัวยังไงไม่รู้ ผมดีใจนะที่รอดชีวิตมาได้ แต่ลึกๆ แล้ว ผมก็อยากกลับมารู้สึกเติมเต็มอีกครั้ง—ทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อคู่ชีวิตของผม”
นับว่ายังมีแนวทางดีๆ ที่จะช่วยทำลายกำแพงความเงียบนี้ได้ เช่น โมเดล PLISSIT ที่ ดร.คัลลาร์ด-มัวร์ ใช้ เป็นแนวทางที่ช่วยให้แพทย์และนักบำบัดเปิดประเด็นพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศกับผู้ป่วยได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและนุ่มนวล วิธีนี้กระตุ้นให้บุคลากรทางการแพทย์อย่างน้อยที่สุด ลองถามผู้ป่วยว่ามีปัญหาด้านเพศสัมพันธ์หรือไม่ เพื่อเป็นการเปิดทางไปสู่การพูดคุยในรายละเอียด การให้คำแนะนำที่เหมาะกับแต่ละคน และการส่งต่อผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็น (Cleveland Clinic) การดูแลแบบบูรณาการจากทีมสหวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง นักจิตวิทยา นักเพศบำบัด และพยาบาลที่ผ่านการอบรมด้านสุขภาพทางเพศ จะช่วยให้ผลลัพธ์การดูแลดีขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ สำหรับบริบทของประเทศไทย การผนวกคำถามเรื่องสุขภาพทางเพศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามผลการรักษาตามปกติ จะช่วยเปิดทางให้ผู้ป่วยกล้าพูดและขอความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น (TGCS)
นักวิจัยไทยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความรู้ที่เหมาะสมกับบริบททางวัฒนธรรมแก่ครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์ เช่น การจัดเวิร์กช็อปเฉพาะทางในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หรือการทำแคมเปญรณรงค์ในชุมชน จะช่วยลดอคติและทำให้การพูดคุยเรื่องเพศเป็นเรื่องปกติในฐานะส่วนหนึ่งของ “สุขภาพองค์รวม” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง “สุขภาวะที่ดี” ตามแบบฉบับของไทย งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ยิ่งคู่รักมีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษาและสื่อสารกันมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวผู้ป่วยและผู้ดูแลมากขึ้นเท่านั้น ทั้งในแง่ของความใกล้ชิดและการฟื้นฟูความไว้วางใจหลังจากผ่านประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างโรคมะเร็ง (PubMed ทบทวนระบบ)
เสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ บทความแสดงความคิดเห็นล่าสุดในวารสาร Lancet Oncology ได้กล่าวถึง “พิษภัยทางเพศ” (sexual toxicity) ที่เกิดจากยารักษามะเร็งหลายชนิด และเรียกร้องให้แพทย์ผู้รักษามะเร็งมองว่าสุขภาพทางเพศเป็น “สัญญาณชีพอย่างหนึ่ง” ที่ควรได้รับการประเมินและจัดการอย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับอาการเจ็บปวดหรือความอ่อนเพลีย (MedPage Today, 2025) ดร.คัลลาร์ด-มัวร์ เห็นด้วยอย่างยิ่ง “หมอไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมดก็ได้ แค่เปิดใจคุยและช่วยผู้ป่วยเติมเต็มช่องว่างความรู้เรื่องเพศก็ถือว่ามีประโยชน์มากแล้ว อาจจะเริ่มง่ายๆ ด้วยการส่งต่อผู้ป่วยไปพบนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศก็ได้”
บทเรียนจากระบบสาธารณสุขไทยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการบูรณาการ แม้ว่าบริการด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์จะได้รับการเน้นย้ำในแคมเปญสุขภาพต่างๆ อย่างกว้างขวาง แต่การดูแลสุขภาพทางเพศสำหรับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งกลับยังหาได้ยากนอกโรงพยาบาลเฉพาะทาง สมาคมมะเร็งแห่งประเทศไทยและสถาบันมะเร็งหลักๆ กำลังเริ่มพัฒนาโครงการคลินิกสุขภาพทางเพศโดยเฉพาะ แต่ก็ยังมีจำนวนน้อยและส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยในต่างจังหวัดอาจเข้าไม่ถึงบริการเหล่านี้อย่างเท่าเทียม (TGCS) ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยครอบคลุมบริการป้องกันและตรวจสุขภาพหลายด้าน แต่การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศหลังการรักษามะเร็งยังไม่ได้ถูกกำหนดเป็นมาตรฐานการดูแล (PMC) กลุ่มผู้ขับเคลื่อนจึงเรียกร้องให้มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยอย่างทั่วถึง โดยต้องครอบคลุมถึงผู้ป่วยกลุ่มเพศทางเลือกและ LGBTQ+ ซึ่งอาจเผชิญกับอุปสรรคที่ซับซ้อนยิ่งกว่า
ท่ามกลางค่านิยมแบบไทยที่ให้ความสำคัญกับความปรองดองในครอบครัวและการเสียสละ ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่าการส่งเสริมสุขภาพทางเพศควรทำด้วยความเข้าอกเข้าใจ เน้นการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และความเปิดเผย โปรแกรมที่ประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนา เช่น การฝึกสติและการยอมรับในร่างกายตนเอง ก็แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีในการช่วยให้ผู้รอดชีวิตรับมือกับความเจ็บปวด การเปลี่ยนแปลงของภาพลักษณ์ร่างกาย และความผันผวนทางอารมณ์ได้ การดูแลที่ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยเหล่านี้อาจช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง และลดทัศนคติเชิงลบที่มีต่อประเด็นละเอียดอ่อนนี้ได้
มองไปข้างหน้า วงการนี้กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีงานวิจัยต่อเนื่องที่กำลังทดสอบแนวทางการดูแลใหม่ๆ เช่น แอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อให้คำปรึกษาทางไกล กลุ่มช่วยเหลือออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการจัดเวิร์กช็อปในโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยและคู่สมรส (PubMed: “การบำบัดเน้นทางแก้ในอาการที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง, 2024”) นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในการปรับปรุงหลักสูตรแพทยศาสตรศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ของไทย เพื่อให้แพทย์รุ่นใหม่มีความพร้อมในการดูแลประเด็นสุขภาพทางเพศของผู้ป่วยได้อย่างรอบด้านมากขึ้น
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดสำคัญที่นำไปปรับใช้ได้และเป็นกำลังใจคือ หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญหน้ากับโรคมะเร็ง อยากให้จำไว้ว่าสุขภาพทางเพศก็เป็นส่วนสำคัญของการฟื้นตัวไม่แพ้เรื่องอื่นๆ อย่าลังเลที่จะเปิดใจคุยเรื่องนี้กับคุณหมอ พยาบาล หรือนักบำบัด แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มคุยก่อนก็ตาม ผู้ป่วยมีสิทธิ์ที่จะได้รับข้อมูลและคำปรึกษา และปัจจุบันก็มีเครือข่ายสนับสนุนอยู่บ้างทั้งในโรงพยาบาลใหญ่ๆ และทางออนไลน์ หากรู้สึกว่าหาความช่วยเหลือได้ยาก ลองขอให้ทีมแพทย์ช่วยส่งต่อไปยังนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศก็ได้ มีองค์กรอย่าง American Association of Sex Educators, Counselors and Therapists (AASECT) และบริการในโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่บางแห่งที่ให้ความช่วยเหลือด้านนี้ สำหรับคู่รัก การสื่อสารกันอย่างเปิดอก การมีความอดทน และการขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญร่วมกัน สามารถช่วยฟื้นฟูความใกล้ชิดและความไว้วางใจให้กลับคืนมาได้
ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวหน้าไปสู่การดูแลรักษามะเร็งที่ดียิ่งขึ้น การผนวกรวมการดูแลสุขภาพทางเพศเข้าไปในทุกขั้นตอนของการรักษา จะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถกลับมาค้นพบความรู้สึกเติมเต็ม ความสุข และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างแท้จริง ดังที่ ดร.คัลลาร์ด-มัวร์ ได้กล่าวไว้ว่า “สุขภาพทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพองค์รวม” เสียงเรียกร้องในวันนี้จึงชัดเจน—ถึงเวลาแล้วที่เราจะนำบทสนทนาที่สำคัญนี้ออกมาสู่ที่สว่าง เพื่อประโยชน์ของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งทั่วประเทศ